หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ทำบัตรเครดิตไม่ผ่าน
(รวมทั้งสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ผ่านด้วย) ทั้ง ๆ ที่ก่อนตัดสินใจว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือเป็นหนี้บัตรเครดิตแล้ว เราก็ดูคุณสมบัติตัวเองแล้ว เราอยู่ในเกณฑ์
จนบางคนเกิดอาการเสียเซลฟ์ พาลรู้สึกแง่ลบกับตัวเองไปเลย บางคนก็พาลเกลียดธนาคารไปเลยก็มี
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาดูคำตอบกันเป็นขั้น ๆ ไป
บันไดขั้นที่ 1: คุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะถือบัตรเครดิต
น้อยคนจะทราบว่า หลักเกณฑ์ทั่วไปนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบ็งค์ชาติ)
เป็นผู้กำหนดกรอบขั้นต้นว่า คนถือบัตรเครดิตได้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เท่านั้น
คือ
·
มีรายได้ 15,000 บาท / เดือนขึ้นไป หรือ
·
มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงิน หรือ
·
มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000
บาท
เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หรือ
·
มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือลงทุนในตราสารหนี้
หรือลงทุนในกองทุนรวม ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท
เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
ส่วนวงเงินที่อนุมัติได้ แบ็งค์ชาติกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเรามีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว
ส่วนวงเงินที่อนุมัติได้ แบ็งค์ชาติกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเรามีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว
บันไดขั้นที่ 2: คุณสมบัติเพิ่มเติมของคนที่จะถือบัตรเครดิต
เนื่องจากแบ็งค์ชาติไม่ได้ห้ามธนาคารเพิ่มเติมกฎเกณฑ์อื่นที่ธนาคารเห็นว่าเหมาะสมเข้าไป
ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันถูกคนสมัครบัตรเครดิตมาแหกตาธนาคารว่ามีรายได้และเกิดหนี้เสียเพราะไม่มีปัญญาใช้หนี้ที่ก่อขึ้น นอกจากนี้ยังมีกฎเกณฑ์ที่เป็นลูกเล่นทางการตลาด กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ธนาคารเพิ่มเข้าไป ได้แก่
· กำหนดอายุผู้ถือบัตรเครดิตหลักต้องมีอายุ
20 ปีขึ้นไป
· กำหนดเอกสารแสดงว่าเป็นผู้ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ติดต่อได้ มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน (land
line) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ามีเบอร์บ้านที่ติดต่อได้
· ผู้มีรายได้ต้องมีหลักฐานแสดงที่มารายได้
เช่น เป็นพนักงานประจำ จะต้องมีสลิปเงินเดือน
มีสำเนาการเคลื่อนไหวเงินในบัญชีที่รับเงินเดือนย้อนหลัง (bank
statement) 3 – 6 เดือน ถ้าประกอบกิจการส่วนตัว
ก็อาจจะดูประเภทธุรกิจเราว่ามีความเสี่ยงต่อการเลิกกิจการมากน้อยเพียงใด
· การกำหนดขั้นรายได้ตามอายุ
เช่น ถ้าเพิ่งเริ่มทำงาน มีเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท แต่ถ้าอายุ 30 ปีขึ้นไป
ต้องมีเงินเดือนตั้งแต่ 20,000 บาท
· กำหนดระดับบัตรต่าง
ๆ ตามรายได้ เช่น หรือถ้ามีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาท / เดือน ก็จะได้บัตรทอง บัตรแพลตตินัม
(ตามแต่การทำตลาด)
· บางธนาคารแปลกว่านั้น
ถ้าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการขอเช็คเครดิตบูโรเกิน
1 ครั้ง ก็จะปฏิเสธการอนุมัติทันที
· ห้ามเอาบัตรเครดิตไปใช้เพื่อการค้า
(หมุนเงิน) ให้ใช้สำหรับการซื้อสินค้าบริการสำหรับส่วนตัวเท่านั้น
ส่วนคนที่มีเงินฝากหรือลงทุนตราสารหนี้หรือกองทุนรวมกับธนาคารนั้น
ธนาคารเขาเห็นก้อนเงินอยู่ในมืออยู่แล้วก็คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรเพิ่มเติม
สำหรับวงเงินก็จะพิจารณาให้ตั้งแต่ 1 - 5 เท่าตามที่ธนาคารเห็นสมควรเช่นกัน
ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา ถือว่าเราเริ่มมีเครดิตในสายตาธนาคารที่เราเลือกจะไปเป็นหนี้เขาแล้ว
แต่ยังไม่พอ ต้องอ่านตอนต่อไป การที่ท่านสมัครบัตรเครดิตแล้วธนาคารติดต่อสอบถามข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม มันเป็นเพียงการตรวจสอบการมีตัวตนจริงของผู้สมัครและตรวจทานข้อมูลเท่านั้น
ไม่ได้แปลว่าอนุมัติแล้ว แน่นอนว่าถ้าคุณสมบัติไม่ผ่านตามขั้นนี้ เจ้าหน้าที่ธนาคารก็อาจจะปฏิเสธแล้ว
บันไดขั้นที่ 4: คุณสมบัติสอดคล้องกันหลักเกณฑ์อนุมัติของธนาคาร
ถ้าธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตเพราะเหตุผลอื่นนอกเหนือติดเครดิตบูโรแล้ว ก็อาจจะไม่ผ่านดัชนีชี้วัดเครดิต ซึ่งแต่ละธนาคารก็อาจจะกำหนดตัวเลขชี้วัดที่ต่างกันไป และธนาคารอาจจะแจ้งผลกับเราด้วยวิธีไหนก็ได้ที่เขาเห็นควรเพราะว่าไม่มีกฎเกณฑ์บังคับนั่นเอง
รวมทั้งอาจจะไม่บอกด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร แม้แต่เจ้าหน้าที่ Call Center ก็อาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับทราบข้อมูลนี้เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนตัวของเรา
แต่อย่างน้อย เราก็พอทราบว่า ไม่ได้มีปัญหาจากเครดิตบูโรแน่ ๆ
แต่เมื่อเราผ่านการอนุมัติแล้ว Call Center ถึงจะมีข้อมูลทุกอย่างที่ช่วยในการให้บริการเรา
สำหรับการผ่านบันไดขั้นนี้ ต้องผ่านการกระบวนการระบบให้คะแนน (credit scoring) พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อมูลการเงินของเราสอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณาของธนาคารสำหรับอนุมัติบัตรเครดิตหรือไม่ กว่ากระบวนการต่าง ๆ จะเสร็จสิ้นจนออกมาเป็นบัตรเครดิต (หรือออกผลว่าไม่อนุมัติ)
จะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 3 สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า
การอนุมัติบัตรเครดิตเป็นงานส่วนกลาง
สาขาธนาคารไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตโดยตรง
แต่มีหน้าที่เหมือนหน้าร้านและช่วยกลั่นกรองเอกสารเบื้องต้นเท่านั้น เราจึงมักพบเห็นตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตเปิดซุ้มรับสมัครบัตรเครดิตกันด้วย (เป็นหน้าร้านย่อย ๆ) แต่เอกสารที่เรายื่นไปนั้น จะถูกส่งมารวมกันที่ส่วนงานบัตรเครดิตโดยเฉพาะ
บางธนาคารอาจจะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารงานบัตรเครดิตโดยเฉพาะ แต่บางธนาคารจะเป็นสายงานหนึ่งในสำนักงานใหญ่ ความถี่ในการส่งเอกสารก็แตกต่างกันไป (เขาก็ต้องบริหารต้นทุนดำเนินการเหมือนกัน)
ดังนั้น กว่าจะถึงคิวเรา ก็คงต้องใช้เวลาหน่อยล่ะครับ จึงไม่แปลกที่เราจะเคยเห็นการโพสต์คุย (บ่น) กันตามเว็บบอร์ด หรือ pantip บ้างว่ายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตที่สาขาธนาคารร่วมสัปดาห์แล้ว แต่พอโทรเข้า Call center เพื่อสอบถามความคืบหน้ากลับไม่พบประวัติอะไร
ดังนั้น กว่าจะถึงคิวเรา ก็คงต้องใช้เวลาหน่อยล่ะครับ จึงไม่แปลกที่เราจะเคยเห็นการโพสต์คุย (บ่น) กันตามเว็บบอร์ด หรือ pantip บ้างว่ายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตที่สาขาธนาคารร่วมสัปดาห์แล้ว แต่พอโทรเข้า Call center เพื่อสอบถามความคืบหน้ากลับไม่พบประวัติอะไร
บริการบัตรเครดิตเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Mass Product
บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (บัตรเครดิตจึงมีอัตราดอกเบี้ยโหด) และเป็นการให้บริการแบบมวลชน (คนหมู่มากเป็นผู้ใช้บริการ) ดังนั้น การพิจารณาอนุมัติก็จะเป็นหลักเกณฑ์แบบเดียวกัน
ธนาคารจึงใช้ระบบไอทีช่วยประมวลผลการตัดสินใจซึ่งโดยภาพรวมจะมีความแม่นยำกว่าการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ (judgmental ) ระบบที่ว่าก็จะบันทึกกฎเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมีหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าระบบเท่านั้น
และถ้าได้ผลลัพธ์ว่าไม่อนุมัติ ระบบก็อาจจะถูกโปรแกรมไม่บอกเหตุผลให้ทราบ (ก็มันเป็นข้อมูลส่วนตัวเรา
ป้องกันเจ้าหน้าที่เอาข้อมูลไปนินทาต่อ เดี๋ยวธนาคารจะถูกลูกค้าฟ้องเอาได้ฐานเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ)
ดังนั้น
ถ้าสมัครแล้วไม่ผ่านก็ไม่ต้องรีบยื่นสมัครใหม่ครับ
เพราะข้อมูลที่คีย์เข้าระบบคอมพิวเตอร์มันก็จะแบบเดิม
ระบบมันก็ประมวลผลข้อมูลแบบเดิม ผลลัพธ์มันก็จะเป็นแบบเดิม โดยทั่วไปธนาคารจึงมักไม่รับพิจารณาการสมัครซ้ำที่ระยะเวลาน้อยกว่า
6 เดือน เราจึงมักได้รับคำแนะนำว่า
ถ้าสมัครบัตรเครดิตจากธนาคารใดแต่ไม่ผ่าน ถ้าเราอยากได้บัตรเครดิตจากธนาคารนั้นจริง
ๆ ก็ควรรอพ้น 6 เดือนไปก่อนจึงค่อยสมัครซ้ำใหม่
สรุปภาพ
ใบสมัครบัตรเครดิตที่ไม่ผ่านการอนุมัติ หรือผ่านฉลุย ไม่ได้เป็นสิ่งที่วัดคุณค่าอะไรในชีวิตเรา
ก็แค่ระเบียบที่เขาตั้งไว้หรือเกณฑ์การให้คะแนนที่ใส่โปรแกรมคอมพิวเตอร์มันไม่สอดคล้องกับเราเอง
ก็เหมือนเราสมัครงานแล้วเขาไม่รับเข้าทำงาน ก็ไม่ได้แปลว่าเราทำงานไม่ได้
ก็แค่ตำแหน่งงานที่เขากำหนดให้มันไม่เหมาะกับเรา (ก็เท่านั้น)
อย่างก็ตาม ในบล็อกนี้ก็ยังพอมีแนวทางที่ช่วยให้สมัครบัตรเครดิตให้ผ่านมากขึ้น ลองอ่านดูได้ครับ
อย่างก็ตาม ในบล็อกนี้ก็ยังพอมีแนวทางที่ช่วยให้สมัครบัตรเครดิตให้ผ่านมากขึ้น ลองอ่านดูได้ครับ
