Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัครบัตรเครดิตให้ผ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัครบัตรเครดิตให้ผ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip

ที่มาของชื่อบทความนี้ มาจากการที่ผมมักจะพบคำถามในลักษณะนี้ใน Google ยังไม่รวมพวก “บัตรเครดิตที่ไหนดีสุด” หรือ “บัตรเครดิตธนาคารไหนดีที่สุด” และหากตามไปดูใบเว็บบอร์ดต่าง ๆ แล้ว คำตอบที่ได้ก็จะหลากหลายมากและมันก็ไม่ใช่คำตอบที่ผิด ทั้งนี้เพราะความคุ้มสุดนั้นมันอยู่ที่อยู่ที่สไตล์ชีวิตของคนที่ตอบในกระทู้ที่เขาเห็นว่าควรจะสมัครบัตรเครดิตใบไหนดี ไม่ว่าจะเป็น pantip หรือเว็บอะไรก็ตาม 

จากประสบการณ์ใช้บัตรเครดิตมาหลายปี ผมคิดว่า คนที่คุ้มสุดคือ คนออกบัตรเครดิต (ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ) รองลงมาคือร้านค้าที่รับบัตรเครดิตหรือไม่ก็บริษัทประกัน (ส่ง) ภัย (มา) ที่มักมาเสนอขายทางโทรศัพท์โดยหักเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิต และคนที่คุ้มน้อยสุดจนถึงขั้นเจ็บตัวคือ คนใช้บัตรเครดิต ดังนั้น หลายคนที่กำลังตั้งคำถามต่อไปว่าจะสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน (เพราะคิดว่าจะยกระดับความน่าเชื่อถือของคนเอง) ให้ลองมาดูว่าเพราะอะไรผมถึงกล่าวแบบนี้

ใครที่คุ้มสุด

ธนาคาร/สถาบันการเงินที่ออกบัตร
ในเบื้องต้นแม้ทุกคนที่ใช้บัตรเครดิตจะจ่ายครบเต็มจำนวนในใบแจ้งหนี้ ไม่เสียดอกเบี้ยเลย แต่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะได้ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 2 - 3% จากยอดที่รูด และบางครั้งธนาคารที่ออกบัตรก็ออกแคมเป็ญให้กับร้านค้าเอง เช่น หากมียอดรูดในร้านมากขึ้น จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมที่หัก บางครั้งเราจึงมักเห็นโปรโมชั่นว่า ถ้าซื้อสินค้าโดยจ่ายด้วยบัตรเครดิตธนาคารนั้น หรือจ่ายค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิตที่ห้างนั้น จะมีส่วนลดพิเศษ ราคาจะลดลงได้อีก เป็นต้น นี่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมรายปีที่เก็บจากผู้ถือบัตร (แม้จะมีบางคนไปขอเวฟได้ก็ตาม แต่ก็ไม่คิดว่าทุกคนจะขอได้)

ร้านค้าที่รับบัตรเครดิต
แม้ร้านค้าจะถูกหักค่าธรรมเนียม 2 - 3% จากยอดที่รูด จริงอยู่ว่ากำไรต่อหน่วยมันจะน้อยลง แต่ร้านค้าส่วนใหญ่ก็ยอมเพราะ ร้านที่รับบัตรเครดิตจะมียอดขายสูงขึ้น แน่นอนว่ากำไรโดยรวมมันจะสูงขึ้น ซึ่งมันก็คือรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง แล้วยิ่งหากมีแคมเป็ญที่ธนาคารลดค่าธรรมเนียมอีก มันก็ยิ่งขายของสนุกไปอีก (หลายคนคงเริ่มคลายข้อสงสัยว่าทำไมจ่ายด้วยเงินสดไม่ได้ส่วนลด)

พวกขายประกัน
กลุ่มนี้ถือได้ว่า ได้ผลพลอยได้คุ้มสุด ๆ ด้วยการหลอกล่อเสนอขายกรมธรรม์ทางโทรศัพท์ บอกว่าประกันของเขาดีแบบนี้ คุ้มแบบนั้น (แต่ไม่บอกข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขที่สำคัญให้ครบถ้วน) พอถามหาเอกสารประกอบการขายเพื่อเราจะพิจารณาให้ถี่ถ้วน เขาก็จะบอกว่าเป็นโครงการพิเศษ เป็นเวลาพิเศษ จึงไม่มีเอกสารใด้ เราได้รับสิทธิพิเศษ เทคนิคเก็บเงินที่ใช้ประจำคือ ให้หักเบี้ยประกันแต่ละเดือนผ่านบัตรเครดิตโดยอ้างว่าช่วยอำนวยความสะดวกให้เรา แต่แท้จริงมันเป็นการการันตีว่าเขาจะได้รับการชำระเบี้ยประกัน ดังนั้น รายการหักเบี้ยประกันมันจึงเป็นค่าใช้จ่าย (หนี้) ผ่านบัตรเครดิต ถ้าเราคิดว่าเราจะไม่จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพราะไม่อยากจ่ายค่าเบี้ยประกัน มันจะเข้าข่ายชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ครบถ้วนนั่นเอง (ไม่ใช่การปฏิเสธการจ่ายเบี้ยประกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ) เพราะเทคนิคนี้เป็นการย้าย“คู่กรณีระหว่างเรากับบริษัทประกัน” เป็น “คู่กรณีระหว่างเรากับผู้ออกบัตรเครดิต” แทนซะแล้ว

คนใช้บัตรเครดิต
ในโลกนี้จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์อย่างเต็ม ๆ จากการใช้บัตรเครดิต คือคนที่มีวินัยทางการเงินและวางแผนการใช้เงินที่ดีเท่านั้น เบื้องต้นที่ได้แน่ๆ คือ พวกคะแนนสะสม ยังไม่รวมหลายคนที่เอาบัตรเครดิตไปใช้หารายได้เสริมอื่นๆ อีก แต่แน่นอนว่าจะใครหลายคนจะมีบัตรไว้โชว์ว่า “ข้ามีความเชื่อถือทางการเงิน” แต่เบื้องหลังคือ กำลังเป็นหนี้ก็เป็นได้ (เพราะไม่มีปัญญาจ่ายคืนให้ครบกับที่รูดไป) และธนาคารก็ไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะใช้หนี้หมด เพราะบัตรมันออกดอก (เบี้ย) ให้เก็บกินได้ทุกวัน

ผู้ออกบัตรเครดิตชอบการเกิดดอกเบี้ยแบบคุ้มสุด
หลายคนมักชอบคิดเอาเองว่า ถ้าจ่ายมากกว่าขั้นต่ำมากเท่าไหร่ จะยิ่งมีเครดิตดีและมีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อบุคคลอื่น ๆ ง่ายขึ้น ที่จริงมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะแท้จริงธนาคารก็คือธนาคารที่ชอบหาดอกเบี้ยวันยังค่ำ ธนาคารจะวิเคราะห์ลักษณะการก่อหนี้และการชำระหนี้คืนเป็นหลัก เช่น บางธนาคารชอบให้เราจ่ายขั้นต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้เพราะมันหมายถึงบัตรเครดิตของเขาที่เราถือครองไว้จะสร้างดอกเบี้ยให้ธนาคารนานตราบใดที่ยังมีหนี้ค้างชำระ ในหลักแบบเดียวกันนี้ การสมัครขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนน้อยแต่นานนั้น บางธนาคารอาจจะมองว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเราน้อย (แม้จะนาน) ทำให้บางทีก็อนุมัติง่ายกว่าขอผ่อนเดือนละมาก ๆ ด้วยซ้ำ 


ดังนั้น ใครที่ชอบไปบ่นใน pantip หรือเว็บบอร์ดไหนก็ตามว่า จ่ายตรง จ่ายครบ แต่ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ก็ขอให้เลิกบ่นได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องหลักการประเมินที่อาจจะสวนทางกัน เราประเมินว่าคุ้มสุดสำหรับเรา แต่เขาอาจจะประเมินว่าเราหนี้ไม่เสีย แต่ภาระเยอะก็เลยกลัวว่าเราจะเอาบัตรเครดิตของเขามาเก็บไว้เฉย ๆ โดยเขาก็ไม่ได้อะไรจากการออกบัตรนั้นเลยไงล่ะครับ

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ทำบัตรเครดิตไม่ผ่าน (รวมทั้งสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ผ่านด้วย) ทั้ง ๆ ที่ก่อนตัดสินใจว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือเป็นหนี้บัตรเครดิตแล้ว เราก็ดูคุณสมบัติตัวเองแล้ว เราอยู่ในเกณฑ์ จนบางคนเกิดอาการเสียเซลฟ์ พาลรู้สึกแง่ลบกับตัวเองไปเลย บางคนก็พาลเกลียดธนาคารไปเลยก็มี ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาดูคำตอบกันเป็นขั้น ๆ ไป

บันไดขั้นที่ 1: คุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะถือบัตรเครดิต
น้อยคนจะทราบว่า หลักเกณฑ์ทั่วไปนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบ็งค์ชาติ) เป็นผู้กำหนดกรอบขั้นต้นว่า คนถือบัตรเครดิตได้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เท่านั้น คือ
·         มีรายได้ 15,000 บาท / เดือนขึ้นไป หรือ
·         มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงิน หรือ
·         มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หรือ
·         มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ส่วนวงเงินที่อนุมัติได้ แบ็งค์ชาติกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเรามีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว

บันไดขั้นที่ 2: คุณสมบัติเพิ่มเติมของคนที่จะถือบัตรเครดิต
เนื่องจากแบ็งค์ชาติไม่ได้ห้ามธนาคารเพิ่มเติมกฎเกณฑ์อื่นที่ธนาคารเห็นว่าเหมาะสมเข้าไป ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันถูกคนสมัครบัตรเครดิตมาแหกตาธนาคารว่ามีรายได้และเกิดหนี้เสียเพราะไม่มีปัญญาใช้หนี้ที่ก่อขึ้น นอกจากนี้ยังมีกฎเกณฑ์ที่เป็นลูกเล่นทางการตลาด กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ธนาคารเพิ่มเข้าไป ได้แก่ 

· กำหนดอายุผู้ถือบัตรเครดิตหลักต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
· กำหนดเอกสารแสดงว่าเป็นผู้ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ติดต่อได้ มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน (land line) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ามีเบอร์บ้านที่ติดต่อได้
· ผู้มีรายได้ต้องมีหลักฐานแสดงที่มารายได้ เช่น เป็นพนักงานประจำ จะต้องมีสลิปเงินเดือน มีสำเนาการเคลื่อนไหวเงินในบัญชีที่รับเงินเดือนย้อนหลัง (bank statement) 3 – 6 เดือน ถ้าประกอบกิจการส่วนตัว ก็อาจจะดูประเภทธุรกิจเราว่ามีความเสี่ยงต่อการเลิกกิจการมากน้อยเพียงใด
· การกำหนดขั้นรายได้ตามอายุ เช่น ถ้าเพิ่งเริ่มทำงาน มีเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท แต่ถ้าอายุ 30 ปีขึ้นไป ต้องมีเงินเดือนตั้งแต่ 20,000 บาท 
· กำหนดระดับบัตรต่าง ๆ ตามรายได้ เช่น หรือถ้ามีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาท / เดือน ก็จะได้บัตรทอง บัตรแพลตตินัม (ตามแต่การทำตลาด) 
· บางธนาคารแปลกว่านั้น ถ้าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการขอเช็คเครดิตบูโรเกิน 1 ครั้ง ก็จะปฏิเสธการอนุมัติทันที

· ห้ามเอาบัตรเครดิตไปใช้เพื่อการค้า (หมุนเงิน) ให้ใช้สำหรับการซื้อสินค้าบริการสำหรับส่วนตัวเท่านั้น

ส่วนคนที่มีเงินฝากหรือลงทุนตราสารหนี้หรือกองทุนรวมกับธนาคารนั้น ธนาคารเขาเห็นก้อนเงินอยู่ในมืออยู่แล้วก็คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรเพิ่มเติม สำหรับวงเงินก็จะพิจารณาให้ตั้งแต่ 1 - 5 เท่าตามที่ธนาคารเห็นสมควรเช่นกัน


ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา ถือว่าเราเริ่มมีเครดิตในสายตาธนาคารที่เราเลือกจะไปเป็นหนี้เขาแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องอ่านตอนต่อไป การที่ท่านสมัครบัตรเครดิตแล้วธนาคารติดต่อสอบถามข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม มันเป็นเพียงการตรวจสอบการมีตัวตนจริงของผู้สมัครและตรวจทานข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าอนุมัติแล้ว แน่นอนว่าถ้าคุณสมบัติไม่ผ่านตามขั้นนี้ เจ้าหน้าที่ธนาคารก็อาจจะปฏิเสธแล้ว

บันไดขั้นที่ 3: ไม่มีประวัติเสียในเครดิตบูโร (บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด)
ทุกครั้งที่เราขอกู้เงิน (การสมัครบัตรเครดิตก็ถือเป็นการกู้ยืมอย่างหนึ่ง) เราต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในเครดิตบูโรด้วย ดังนั้น ถ้าเรามีประวัติเสีย (ติดเครดิตบูโร) หรือไม่ผ่านการประเมินเบื้องต้นจากภาระหนี้ในรายงานเครดิตบูไรแล้ว ธนาคารก็จะปฏิเสธแต่แรก และถ้าปฏิเสธเพราะปัญหานี้ (เครดิตบูโร) ธนาคารจะต้องแจ้งเหตุผลนี้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร (แจ้งเป็นหนังสือ) เท่านั้น เนื่องจากเป็นข้อบังคับของเครดิตบูโร ถ้าธนาคารไหนแจ้งด้วย SMS เราสามารถร้องเรียนกับเครดิตบูโรได้ทันที (ข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลส่วนตัวเรา ก็ต้องแจ้งเราแบบส่วนตัว) ดังตัวอย่างในรูป




บันไดขั้นที่ 4: คุณสมบัติสอดคล้องกันหลักเกณฑ์อนุมัติของธนาคาร
ถ้าธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตเพราะเหตุผลอื่นนอกเหนือติดเครดิตบูโรแล้ว ก็อาจจะไม่ผ่านดัชนีชี้วัดเครดิต ซึ่งแต่ละธนาคารก็อาจจะกำหนดตัวเลขชี้วัดที่ต่างกันไป และธนาคารอาจจะแจ้งผลกับเราด้วยวิธีไหนก็ได้ที่เขาเห็นควรเพราะว่าไม่มีกฎเกณฑ์บังคับนั่นเอง รวมทั้งอาจจะไม่บอกด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร แม้แต่เจ้าหน้าที่ Call Center ก็อาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับทราบข้อมูลนี้เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนตัวของเรา แต่อย่างน้อย เราก็พอทราบว่า ไม่ได้มีปัญหาจากเครดิตบูโรแน่ ๆ แต่เมื่อเราผ่านการอนุมัติแล้ว Call Center ถึงจะมีข้อมูลทุกอย่างที่ช่วยในการให้บริการเรา

สำหรับการผ่านบันไดขั้นนี้ ต้องผ่านการกระบวนการระบบให้คะแนน (credit scoring) พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อมูลการเงินของเราสอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณาของธนาคารสำหรับอนุมัติบัตรเครดิตหรือไม่ กว่ากระบวนการต่าง ๆ จะเสร็จสิ้นจนออกมาเป็นบัตรเครดิต (หรือออกผลว่าไม่อนุมัติ) จะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 3 สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า

การอนุมัติบัตรเครดิตเป็นงานส่วนกลาง
สาขาธนาคารไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตโดยตรง แต่มีหน้าที่เหมือนหน้าร้านและช่วยกลั่นกรองเอกสารเบื้องต้นเท่านั้น เราจึงมักพบเห็นตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตเปิดซุ้มรับสมัครบัตรเครดิตกันด้วย  (เป็นหน้าร้านย่อย ๆ) แต่เอกสารที่เรายื่นไปนั้น จะถูกส่งมารวมกันที่ส่วนงานบัตรเครดิตโดยเฉพาะ บางธนาคารอาจจะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารงานบัตรเครดิตโดยเฉพาะ แต่บางธนาคารจะเป็นสายงานหนึ่งในสำนักงานใหญ่ ความถี่ในการส่งเอกสารก็แตกต่างกันไป (เขาก็ต้องบริหารต้นทุนดำเนินการเหมือนกัน)

ดังนั้น กว่าจะถึงคิวเรา ก็คงต้องใช้เวลาหน่อยล่ะครับ จึงไม่แปลกที่เราจะเคยเห็นการโพสต์คุย (บ่น) กันตามเว็บบอร์ด หรือ pantip บ้างว่ายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตที่สาขาธนาคารร่วมสัปดาห์แล้ว แต่พอโทรเข้า Call center เพื่อสอบถามความคืบหน้ากลับไม่พบประวัติอะไร

บริการบัตรเครดิตเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Mass Product
บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (บัตรเครดิตจึงมีอัตราดอกเบี้ยโหด) และเป็นการให้บริการแบบมวลชน  (คนหมู่มากเป็นผู้ใช้บริการ) ดังนั้น การพิจารณาอนุมัติก็จะเป็นหลักเกณฑ์แบบเดียวกัน ธนาคารจึงใช้ระบบไอทีช่วยประมวลผลการตัดสินใจซึ่งโดยภาพรวมจะมีความแม่นยำกว่าการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่  (judgmental ) ระบบที่ว่าก็จะบันทึกกฎเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมีหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าระบบเท่านั้น และถ้าได้ผลลัพธ์ว่าไม่อนุมัติ ระบบก็อาจจะถูกโปรแกรมไม่บอกเหตุผลให้ทราบ (ก็มันเป็นข้อมูลส่วนตัวเรา ป้องกันเจ้าหน้าที่เอาข้อมูลไปนินทาต่อ เดี๋ยวธนาคารจะถูกลูกค้าฟ้องเอาได้ฐานเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ) 

ดังนั้น ถ้าสมัครแล้วไม่ผ่านก็ไม่ต้องรีบยื่นสมัครใหม่ครับ เพราะข้อมูลที่คีย์เข้าระบบคอมพิวเตอร์มันก็จะแบบเดิม ระบบมันก็ประมวลผลข้อมูลแบบเดิม ผลลัพธ์มันก็จะเป็นแบบเดิม โดยทั่วไปธนาคารจึงมักไม่รับพิจารณาการสมัครซ้ำที่ระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน เราจึงมักได้รับคำแนะนำว่า ถ้าสมัครบัตรเครดิตจากธนาคารใดแต่ไม่ผ่าน ถ้าเราอยากได้บัตรเครดิตจากธนาคารนั้นจริง ๆ ก็ควรรอพ้น 6 เดือนไปก่อนจึงค่อยสมัครซ้ำใหม่


สรุปภาพ

ใบสมัครบัตรเครดิตที่ไม่ผ่านการอนุมัติ หรือผ่านฉลุย ไม่ได้เป็นสิ่งที่วัดคุณค่าอะไรในชีวิตเรา ก็แค่ระเบียบที่เขาตั้งไว้หรือเกณฑ์การให้คะแนนที่ใส่โปรแกรมคอมพิวเตอร์มันไม่สอดคล้องกับเราเอง ก็เหมือนเราสมัครงานแล้วเขาไม่รับเข้าทำงาน ก็ไม่ได้แปลว่าเราทำงานไม่ได้ ก็แค่ตำแหน่งงานที่เขากำหนดให้มันไม่เหมาะกับเรา (ก็เท่านั้น) 

อย่างก็ตาม ในบล็อกนี้ก็ยังพอมีแนวทางที่ช่วยให้สมัครบัตรเครดิตให้ผ่านมากขึ้น ลองอ่านดูได้ครับ