Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip

ที่มาของชื่อบทความนี้ มาจากการที่ผมมักจะพบคำถามในลักษณะนี้ใน Google ยังไม่รวมพวก “บัตรเครดิตที่ไหนดีสุด” หรือ “บัตรเครดิตธนาคารไหนดีที่สุด” และหากตามไปดูใบเว็บบอร์ดต่าง ๆ แล้ว คำตอบที่ได้ก็จะหลากหลายมากและมันก็ไม่ใช่คำตอบที่ผิด ทั้งนี้เพราะความคุ้มสุดนั้นมันอยู่ที่อยู่ที่สไตล์ชีวิตของคนที่ตอบในกระทู้ที่เขาเห็นว่าควรจะสมัครบัตรเครดิตใบไหนดี ไม่ว่าจะเป็น pantip หรือเว็บอะไรก็ตาม 

จากประสบการณ์ใช้บัตรเครดิตมาหลายปี ผมคิดว่า คนที่คุ้มสุดคือ คนออกบัตรเครดิต (ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ) รองลงมาคือร้านค้าที่รับบัตรเครดิตหรือไม่ก็บริษัทประกัน (ส่ง) ภัย (มา) ที่มักมาเสนอขายทางโทรศัพท์โดยหักเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิต และคนที่คุ้มน้อยสุดจนถึงขั้นเจ็บตัวคือ คนใช้บัตรเครดิต ดังนั้น หลายคนที่กำลังตั้งคำถามต่อไปว่าจะสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน (เพราะคิดว่าจะยกระดับความน่าเชื่อถือของคนเอง) ให้ลองมาดูว่าเพราะอะไรผมถึงกล่าวแบบนี้

ใครที่คุ้มสุด

ธนาคาร/สถาบันการเงินที่ออกบัตร
ในเบื้องต้นแม้ทุกคนที่ใช้บัตรเครดิตจะจ่ายครบเต็มจำนวนในใบแจ้งหนี้ ไม่เสียดอกเบี้ยเลย แต่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะได้ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 2 - 3% จากยอดที่รูด และบางครั้งธนาคารที่ออกบัตรก็ออกแคมเป็ญให้กับร้านค้าเอง เช่น หากมียอดรูดในร้านมากขึ้น จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมที่หัก บางครั้งเราจึงมักเห็นโปรโมชั่นว่า ถ้าซื้อสินค้าโดยจ่ายด้วยบัตรเครดิตธนาคารนั้น หรือจ่ายค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิตที่ห้างนั้น จะมีส่วนลดพิเศษ ราคาจะลดลงได้อีก เป็นต้น นี่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมรายปีที่เก็บจากผู้ถือบัตร (แม้จะมีบางคนไปขอเวฟได้ก็ตาม แต่ก็ไม่คิดว่าทุกคนจะขอได้)

ร้านค้าที่รับบัตรเครดิต
แม้ร้านค้าจะถูกหักค่าธรรมเนียม 2 - 3% จากยอดที่รูด จริงอยู่ว่ากำไรต่อหน่วยมันจะน้อยลง แต่ร้านค้าส่วนใหญ่ก็ยอมเพราะ ร้านที่รับบัตรเครดิตจะมียอดขายสูงขึ้น แน่นอนว่ากำไรโดยรวมมันจะสูงขึ้น ซึ่งมันก็คือรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง แล้วยิ่งหากมีแคมเป็ญที่ธนาคารลดค่าธรรมเนียมอีก มันก็ยิ่งขายของสนุกไปอีก (หลายคนคงเริ่มคลายข้อสงสัยว่าทำไมจ่ายด้วยเงินสดไม่ได้ส่วนลด)

พวกขายประกัน
กลุ่มนี้ถือได้ว่า ได้ผลพลอยได้คุ้มสุด ๆ ด้วยการหลอกล่อเสนอขายกรมธรรม์ทางโทรศัพท์ บอกว่าประกันของเขาดีแบบนี้ คุ้มแบบนั้น (แต่ไม่บอกข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขที่สำคัญให้ครบถ้วน) พอถามหาเอกสารประกอบการขายเพื่อเราจะพิจารณาให้ถี่ถ้วน เขาก็จะบอกว่าเป็นโครงการพิเศษ เป็นเวลาพิเศษ จึงไม่มีเอกสารใด้ เราได้รับสิทธิพิเศษ เทคนิคเก็บเงินที่ใช้ประจำคือ ให้หักเบี้ยประกันแต่ละเดือนผ่านบัตรเครดิตโดยอ้างว่าช่วยอำนวยความสะดวกให้เรา แต่แท้จริงมันเป็นการการันตีว่าเขาจะได้รับการชำระเบี้ยประกัน ดังนั้น รายการหักเบี้ยประกันมันจึงเป็นค่าใช้จ่าย (หนี้) ผ่านบัตรเครดิต ถ้าเราคิดว่าเราจะไม่จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพราะไม่อยากจ่ายค่าเบี้ยประกัน มันจะเข้าข่ายชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ครบถ้วนนั่นเอง (ไม่ใช่การปฏิเสธการจ่ายเบี้ยประกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ) เพราะเทคนิคนี้เป็นการย้าย“คู่กรณีระหว่างเรากับบริษัทประกัน” เป็น “คู่กรณีระหว่างเรากับผู้ออกบัตรเครดิต” แทนซะแล้ว

คนใช้บัตรเครดิต
ในโลกนี้จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์อย่างเต็ม ๆ จากการใช้บัตรเครดิต คือคนที่มีวินัยทางการเงินและวางแผนการใช้เงินที่ดีเท่านั้น เบื้องต้นที่ได้แน่ๆ คือ พวกคะแนนสะสม ยังไม่รวมหลายคนที่เอาบัตรเครดิตไปใช้หารายได้เสริมอื่นๆ อีก แต่แน่นอนว่าจะใครหลายคนจะมีบัตรไว้โชว์ว่า “ข้ามีความเชื่อถือทางการเงิน” แต่เบื้องหลังคือ กำลังเป็นหนี้ก็เป็นได้ (เพราะไม่มีปัญญาจ่ายคืนให้ครบกับที่รูดไป) และธนาคารก็ไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะใช้หนี้หมด เพราะบัตรมันออกดอก (เบี้ย) ให้เก็บกินได้ทุกวัน

ผู้ออกบัตรเครดิตชอบการเกิดดอกเบี้ยแบบคุ้มสุด
หลายคนมักชอบคิดเอาเองว่า ถ้าจ่ายมากกว่าขั้นต่ำมากเท่าไหร่ จะยิ่งมีเครดิตดีและมีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อบุคคลอื่น ๆ ง่ายขึ้น ที่จริงมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะแท้จริงธนาคารก็คือธนาคารที่ชอบหาดอกเบี้ยวันยังค่ำ ธนาคารจะวิเคราะห์ลักษณะการก่อหนี้และการชำระหนี้คืนเป็นหลัก เช่น บางธนาคารชอบให้เราจ่ายขั้นต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้เพราะมันหมายถึงบัตรเครดิตของเขาที่เราถือครองไว้จะสร้างดอกเบี้ยให้ธนาคารนานตราบใดที่ยังมีหนี้ค้างชำระ ในหลักแบบเดียวกันนี้ การสมัครขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนน้อยแต่นานนั้น บางธนาคารอาจจะมองว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเราน้อย (แม้จะนาน) ทำให้บางทีก็อนุมัติง่ายกว่าขอผ่อนเดือนละมาก ๆ ด้วยซ้ำ 


ดังนั้น ใครที่ชอบไปบ่นใน pantip หรือเว็บบอร์ดไหนก็ตามว่า จ่ายตรง จ่ายครบ แต่ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ก็ขอให้เลิกบ่นได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องหลักการประเมินที่อาจจะสวนทางกัน เราประเมินว่าคุ้มสุดสำหรับเรา แต่เขาอาจจะประเมินว่าเราหนี้ไม่เสีย แต่ภาระเยอะก็เลยกลัวว่าเราจะเอาบัตรเครดิตของเขามาเก็บไว้เฉย ๆ โดยเขาก็ไม่ได้อะไรจากการออกบัตรนั้นเลยไงล่ะครับ

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เครดิตบูโร พระเอกหรือผู้ร้าย

จากบทความเรื่อง ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน มีการกล่าวถึงเครดิตบูโรไว้เล็กน้อย ดูแล้วเหมือนว่าเป็นตออันหนึ่งที่ทำให้หลายคนสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน น้อยคนจะเข้าใจภาพรวมของมันจริง ๆ คำว่าเครดิตบูโรที่เราได้ยินนั้นมันคืออะไร

ที่มาที่ไป
เครดิตบูโร มาจากคำว่า National Credit Bureau Co., Ltd. หรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด จัดตั้งโดยกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่จัดเก็บ “ข้อมูลการชำระหนี้สินในระบบ” วัตถุประสงค์การเก็บคือ เป็นฐานข้อมูลให้สถาบันการเงินใช้วิเคราะห์ในการปล่อยกู้ จะได้รู้ว่าควรปล่อยกู้หรือไม่ ปล่อยเท่าไหร่ (เท่านั้นแหละ) ที่มาของหน่วยงานนี้คือ ก่อนที่จะมีหน่วยงานนี้ โดยเฉพาะก่อนวิกฤติเศรษกิจปี 2540 นั้น การปล่อยกู้มีโอกาสเป็นหนี้เสียมาก เช่น ธนาคารไม่สามารถล่วงรู้เลยว่า บางคนผ่อนรถผ่อนบ้านพร้อมกันโดยรายได้ไม่พอหรือไม่ บางคนทำหนี้เสีย (ชักดาบ) กับสถาบันการเงินอื่นมาแล้วหรือไม่

ข้อควรทราบที่สำคัญ

ใครส่งข้อมูลให้เครดิตบูโรบ้าง
สมาชิกของเครดิตบูโร หลัก ๆ คือ สถาบันการเงินที่ให้บริการสินเชื่อครับ เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เมื่อเรา (หรือนิติบุคคล หน่วยงานธุรกิจ) ไปใช้บริการสินเชื่อจากสมาชิกเหล่านี้แล้ว ข้อมูลการชำระหนี้ให้สถาบันการเงินแต่ละครั้ง (งวด) จะถูกส่งเข้าไปเก็บที่เครดิตบูโร

เครคิตเก็บข้อมูลแค่ 3 ปีเท่านั้น แต่สถาบันทางการเงินอาจจะเก็บมากกว่า
ข้อมูลการชำระหนี้จะเก็บไว้ที่เครดิตบูโรแค่ 3 ปีเท่านั้น ถ้าข้อมูลรายการใดมีอายุเกิน 3 ปีจะถูกเคลียร์ทิ้ง  นั่นคือ แม้เราจะผ่อนบ้านแบบประวัติดีมาครบ 25 ปีแล้ว แต่ประวัติชำระที่อายุต่ำกว่า 24 ปี 9 เดือนมันจะไม่อยู่แล้ว หรือในมุมกลับ ใครที่เคยชักดาบ ชำระบัตรเครดิตช้ากว่ากำหนด หรือเคยเข้าสู่กระบวนกฎหมายเพราะทำหนี้เสีย (เรียกทั่ว ๆ ไปว่า NPL) ถ้าเรื่องมันจบเกิน 3 ปีแล้ว มันก็จะไม่อยู่เช่นกัน (เน้นว่าเรื่องจบนะครับ เช่น เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เจรจาขอลดหนี้แล้วจ่ายครบ ถูกดำเนินคดีรับโทษแล้ว ไม่ใช่ค้าง ๆ คา ๆ) หรือพูดทั่ว ๆ ไปว่าไม่ติดบูโร

อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้ห้ามเจ้าหนี้ว่าเก็บข้อมูลได้ไม่เกินกี่ปี ดังนั้น ถ้าเราเคยมีปัญหาหนี้เสียไว้กับธนาคารใด ธนาคารก็อาจจะเก็บข้อมูลไว้เป็น blacklist ของเขาเอง ถ้าเราไปข้อสินเชื่อหรือสมัครบัตรเครดิตกับธนาคารนั้นซ้ำ เขาก็อาจจะปฎิเสธเสียแต่แรก แม้เราไม่ติดบูโรแล้วก็ตาม

ข้อมูลของเรา ใครก็ดูไม่ได้

ถ้าเราจะขอใช้บริการสินเชื่อทั้งหลาย (บัตรเครดิต กู้เงินซื้อบ้าน ผ่อนรถ) ผู้ให้กู้จะต้องให้เรากรอกเอกสารอนุญาตเปิดเผยข้อมูลเครดิตทุกครั้ง (ข้อมูลส่วนตัวเราเอง) และเราเองก็สามารถขอตรวจเครดิตบูโรของตนเองได้หลายช่องทาง ได้แก่ ศูนย์ตรวจของบริษัท ผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารที่ให้บริการ ผ่านตู้ ATM ผ่านระบบ i-mobilebanking และผ่านระบบ internetbanking เป็นต้น

มันมีทั้งดีและแย่ แล้วแต่โอกาส
โดยหลักแล้ว สถาบันการเงินใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการเป็นหนี้ของเราครับ นั่นคือประกอบ พฤติกรรมการก่อหนี้และพฤติกรรมการชำระหนี้ ซึ่งสะท้อนความรับผิดชอบและวินัยทางการเงินของเราเอง ดังนั้น ถ้าเรามีวินัยทางการเงินดี (ตามเงื่อนไขของผู้ให้กู้) เราก็จะมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งผมได้แนะนำให้สร้างประวัติที่ดีในเครดิตบูโรด้วยการใช้บริการสินเชื่อผ่อนสินค้าที่เราต้องใช้อยู่แล้วในบทความเรื่องสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน 

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่เคยมีประวัติเสีย แต่ถ้าสถาบันการเงินประเมินว่า เรามีภาระหนี้เกินกว่าที่จะรับผิดชอบเพิ่มได้ เขาก็จะไม่อนุมัติสินเชื่อใด ๆ ทั้งสิ้น ตามภาพครับ




สิ่งที่มักเข้าใจผิด

เครดิตบูไรไม่ได้เอาไว้แสดงสถานะว่าใครเป็นเจ้าหนี้เหนือใคร ดังนั้น แม้เราจะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพียง 10% ของมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือจะทำบัตรเครดิตแบบมีเงินฝากค้ำประกัน สถบันการเงินที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโรก็ยังต้องส่งประวัติการชำระหนี้ให้กับเครดิตบูโร ผมจึงเคยแนะนำว่า ถ้าเราไม่อยากมีประวัติเสียจากการกู้ยืมเงิน (ในขณะที่หลักทรัพย์ค้ำประกันของเรามีมูลค่าสูงกว่ามูลหนี้) ให้ใช้บริการโรงรับจำนำแทน

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญของเครดิตที่ดี ไม่ได้แปลว่าจะพิจารณาเฉพาะเครดิตบูโรเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาร่วมด้วย

กล่าวแบบสรุป

จากที่เขียนมาจะเห็นว่า เครดิตบูโรไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนดิด และยังช่วยยับยั้งหนี้เสียในภาพรวม อย่าลืมว่า ถ้าหากหนี้เสียเพิ่มสูงเท่าไหร่ โอกาสที่ทางการจะอนุมัติให้เก็บดอกเบี้ยที่แพงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวนั่นเอง

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน

จากบทความเรื่อง ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ถ้าไม่มีตอนนี้ ก็คงจะเหมือนกินข้าวแล้วไม่ได้กินน้ำ ขอออกตัวก่อนเริ่มว่า ผมเองก็ไม่ทราบเป๊ะ ๆ ทั้งหมด ขอสรุปข้อมูลตามที่พอทราบมาเลยก็แล้วกันครับ

ข้อควรทราบเบื้องต้น

ต้องไม่มีประวัติเสียในเครดิตบูโร
ธนาคารจะเคร่งครัดในการพิจารณาจากข้อมูลส่วนนี้ ถ้าท่านเคยมีประวัติค้างชำระติดต่อกันตั้งแต่ 2 งวดขึ้นไป โดยทั่วไปจะพิจารณาเป็น 3 กรณี
·         ค้างชำระ แต่งวดต่อ ๆ มายังชำระหนี้หนี้ต่อเนื่อง (โดยมียอดค้างยกยอดมาอย่างต่อเนื่อง) ธนาคารมักจะให้เกรด B นอกจากช่วงโปรโมชั่นจริง ๆ ถึงจะอนุโลม
·         ค้างชำระ แต่เคลียร์ยอดหนี้ที่ค้างไปหมดแล้ว ธนาคารมักจะให้เกรด A นอกจากบางธนาคารที่เขี้ยวจริง ๆ จึงจะให้ B
·         ค้างชำระ แม้จะเพิ่งเกิดเรื่อง ถ้าไม่มีประวัติว่าเคลียร์ยอดหนี้ค้าง เรื่องราวจะจบลงเท่านี้ ไม่ต้องยื่นสมัครบัตรเครดิตให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสาร

มีเอกสารและอายุการทำงานตามที่ธนาคารระบุ
ในที่นี้ขอยกตัวอย่างสำหรับพนักงานประจำ เอกสารที่ต้องใช้คือ
1.       ใช้สลิปเงินเดือน
2.       ตัวเลขเงินในบัญชีธนาคารสวย คือ
a.       มีเงินเข้าทุกเดือน อย่างน้อยๆ 6 เดือน
b.      อย่าพรวดพลาดถอนหมดแต่วันต้น ๆ เดือน (ยกเว้นกรณีถอนไปอยู่ในบัญชีเงินฝากประจำ เราสามารถถ่ายสำเนาไปยืนยันได้)
3.       ทำงานประจำมาอย่างน้อย 1 ปี จะนับหลายที่รวมกันก็ได้ แต่ที่ทำงานปัจจุบันต้องมีโทรศัพท์พื้นฐาน (เบอร์บ้าน) ที่สามารถติดต่อได้
4.       มีที่อยู่ที่แน่นอน อย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป และต้องมีโทรศัพท์พื้นฐานที่สามารถติดต่อได้ (บางธนาคารอาจจะไม่มีเงื่อนไขนี้)

เทคนิคพิเศษที่ขอแนะนำ
ผมถือบัตรเครดิตมาหลายใบ ใบแรกคือบัตรเสริม Amex แต่บัตรที่สมัครด้วยเครดิตตัวเองครั้งแรกคือ ธนาคารบัวหลวงที่ขึ้นชื่อว่าอนุมัติยาก (พรรคพวกตะลึงว่าผ่านได้ยังไง) อันนี้จะขอยกตัวอย่างที่ผมเคยทำมาแล้วและเห็นว่าน่าจะมีส่วนช่วย

การทำหนังสืออธิบายรายได้
1.       ในกรณีเราเป็นพนักงานและยังทำงานฟรีแลนซ์  (freelance) ด้วย ควรแยกบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินส่วนนี้ต่างหาก และยิ่งถ้ามีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยจะยิ่งเป็นสร้างเครดิตรายได้แก่เรา
2.       การมีรายได้หลายทางและต่อเนื่อง รวมทั้งการมีบัญชีเงินออมเงิน (ฝากประจำ) ที่เงินเข้าต่อเนื่อง เราควรทำหนังสือชี้แจงรายได้เพิ่มเข้าไป อธิบายพอเข้าใจว่า รายได้ของเราโดยรวมแล้วเฉลี่ยเดือนละเท่าไหร่ มีอัตราการออมเดือนละเท่าไหร่ และมีสำเนาการเดินบัญชีแนบประกอบให้เห็น

การแสดงหลักฐานที่อยู่ที่ติดต่อได้กรณีที่อยู่ปัจจุบันไม่ตรงกับบัตรประชาชน
1.       กรณีที่อยู่ปัจจุบันไม่ตรงกับที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน (เช่น อยู่กับญาติเพราะใกล้ที่ทำงาน) ถ้าที่อยู่ตามบัตรประชาชนนั้นมีโทรศัพท์บ้าน มีคนอยู่ตลอดที่สามารถยืนยันได้ว่าเราพำนักพักอาศัยอยู่ที่นั่น ก็ควรใช้ที่อยู่ตามบัตรประชาชน (อย่าลืมนัดกันกับคนที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนสมัครบัตรเครดิตนะครับ) แล้วเลือกให้ส่งเอกสารต่าง ๆ / ที่อยู่ติดต่อสะดวกเป็นที่ทำงาน
2.       ถ้าไม่เป็นแบบที่ว่าในข้อที่แล้ว ควรแนบสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าโทรศัพท์มือถือที่ระบุที่อยู่จัดส่งตามที่อยู่ปัจจุบันของเราไปด้วย  (เราต้องเป็นเจ้าของเบอร์ด้วยนะครับ) และควรเขียนโน้ตหรือทำเอกสารรับรองว่าเราอาศัยอยู่จริงตามเอกสารที่เราแนบไป (เจ้าหน้าที่ไม่ใช่อัจฉริยบุคคลที่จะทราบทันที)

การสร้างเครดิตบูโรที่ดีแต่ตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
ปกติโดยทั่วไป บัตรเครดิตที่ได้รับการอนุมัติจะได้วงเงินเริ่มต้นที่ 2 เท่าของรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน แต่ถ้ามีประวัติการใช้บริการบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลในเครดิตบูโรแล้ว โอกาสที่จะได้รับวงเงินสูงสุด 5 เท่าของรายได้ก็จะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าสมัครบัตรเครดิตตอนอายุมาก ๆ (50 ปีขึ้นไป) และไม่เคยมีประวัติเครดิตบูโรเลย บางธนาคารก็อาจจะไม่พิจารณาอนุมัติใบสมัครบัตรเครดิตเลยก็มี

แนวทางการสร้างประวัติเครดิตบูโรอย่างง่ายคือ ควรสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลแล้วผ่อนสินค้าสักชิ้น เลือกที่จำเป็นที่สุด ถ้ามีโปรโมชั่นผ่อน 0% ก็ยิ่งดี (ดูให้ดีก่อนนะครับว่าผ่อน 0% จริงหรือหลอก) ที่แนะนำแบบนี้ก็เพราะ

·         สินเชื่อส่วนบุคคลมักจะอนุมัติง่ายกว่าบัตรเครดิต และรายได้ขั้นต่ำก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ของผู้สมัครบัตรเครดิต
·         ถ้าตอนสมัครบัตรเครดิตครั้งแรก มีเงินเดือนแค่ปริ่ม ๆ เกือบไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วไม่มีประวัติในบูโรเลย ธนาคารอาจจะไม่พิจารณา ในขณะที่เงินเดือนเกือบถึงเกณฑ์ แต่เคยผ่อนอะไรต่อมีอะไรมานานแล้ว (มีทักษะบริหารการเงินได้ดี) และยอดการผ่อนในแต่ละเดือนในปัจจุบันก็ไม่สูงมาก (ไม่มีภาระหนี้มาก) ธนาคารก็มักจะอนุมัติ
·         ถ้าตอนสมัครบัตรเครดิตครั้งแรก แม้มีเงินเดือนเกินเกณฑ์แล้ว แต่อายุมาก หากเทียบกับเงินเดือนที่ควรจะได้ตอนอายุปัจจุบันแล้วยังน้อยอยู่ อาจจะถูกพิจารณาว่างานไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความมั่นคง แต่การมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ก็มีส่วนให้คะแนนการพิจารณาสูงขึ้น

สรุปส่งท้าย

ที่เขียนมา เป็นแนวทางที่ผมเคยทำมา เริ่มต้นตั้งแต่สมัครบัตรเพาเวอร์บายตั้งแต่เงินเดือนยังน้อย ๆ (ซื้อตู้เย็นใหม่ขนาดใหญ่ให้แม่และซื้อคอมพิวเตอร์มือถือ Palm ให้ตัวเอง) อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญคือ อย่าลืมว่า ควรใช้บัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์ในการจัดการเงินของตนเอง ไม่ใช่มีบัตรเครดิตเพื่อก่อหนี้หรือสมัครบัตรเครดิตเพราะเงินไม่พอใช้ เพราะการสร้างหนี้ไม่ได้ทำให้มีเงินพอใช้ แต่ทำให้เราได้ใช้เงินตัวเองน้อยลงในอนาคตเพราะเงินของเราบางส่วนจะถูกกันไปเป็นดอกเบี้ยให้คนอื่นนั่นเองครับ

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ทำบัตรเครดิตไม่ผ่าน (รวมทั้งสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ผ่านด้วย) ทั้ง ๆ ที่ก่อนตัดสินใจว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือเป็นหนี้บัตรเครดิตแล้ว เราก็ดูคุณสมบัติตัวเองแล้ว เราอยู่ในเกณฑ์ จนบางคนเกิดอาการเสียเซลฟ์ พาลรู้สึกแง่ลบกับตัวเองไปเลย บางคนก็พาลเกลียดธนาคารไปเลยก็มี ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาดูคำตอบกันเป็นขั้น ๆ ไป

บันไดขั้นที่ 1: คุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะถือบัตรเครดิต
น้อยคนจะทราบว่า หลักเกณฑ์ทั่วไปนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบ็งค์ชาติ) เป็นผู้กำหนดกรอบขั้นต้นว่า คนถือบัตรเครดิตได้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เท่านั้น คือ
·         มีรายได้ 15,000 บาท / เดือนขึ้นไป หรือ
·         มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงิน หรือ
·         มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หรือ
·         มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ส่วนวงเงินที่อนุมัติได้ แบ็งค์ชาติกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเรามีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว

บันไดขั้นที่ 2: คุณสมบัติเพิ่มเติมของคนที่จะถือบัตรเครดิต
เนื่องจากแบ็งค์ชาติไม่ได้ห้ามธนาคารเพิ่มเติมกฎเกณฑ์อื่นที่ธนาคารเห็นว่าเหมาะสมเข้าไป ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันถูกคนสมัครบัตรเครดิตมาแหกตาธนาคารว่ามีรายได้และเกิดหนี้เสียเพราะไม่มีปัญญาใช้หนี้ที่ก่อขึ้น นอกจากนี้ยังมีกฎเกณฑ์ที่เป็นลูกเล่นทางการตลาด กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ธนาคารเพิ่มเข้าไป ได้แก่ 

· กำหนดอายุผู้ถือบัตรเครดิตหลักต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
· กำหนดเอกสารแสดงว่าเป็นผู้ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ติดต่อได้ มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน (land line) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ามีเบอร์บ้านที่ติดต่อได้
· ผู้มีรายได้ต้องมีหลักฐานแสดงที่มารายได้ เช่น เป็นพนักงานประจำ จะต้องมีสลิปเงินเดือน มีสำเนาการเคลื่อนไหวเงินในบัญชีที่รับเงินเดือนย้อนหลัง (bank statement) 3 – 6 เดือน ถ้าประกอบกิจการส่วนตัว ก็อาจจะดูประเภทธุรกิจเราว่ามีความเสี่ยงต่อการเลิกกิจการมากน้อยเพียงใด
· การกำหนดขั้นรายได้ตามอายุ เช่น ถ้าเพิ่งเริ่มทำงาน มีเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท แต่ถ้าอายุ 30 ปีขึ้นไป ต้องมีเงินเดือนตั้งแต่ 20,000 บาท 
· กำหนดระดับบัตรต่าง ๆ ตามรายได้ เช่น หรือถ้ามีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาท / เดือน ก็จะได้บัตรทอง บัตรแพลตตินัม (ตามแต่การทำตลาด) 
· บางธนาคารแปลกว่านั้น ถ้าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการขอเช็คเครดิตบูโรเกิน 1 ครั้ง ก็จะปฏิเสธการอนุมัติทันที

· ห้ามเอาบัตรเครดิตไปใช้เพื่อการค้า (หมุนเงิน) ให้ใช้สำหรับการซื้อสินค้าบริการสำหรับส่วนตัวเท่านั้น

ส่วนคนที่มีเงินฝากหรือลงทุนตราสารหนี้หรือกองทุนรวมกับธนาคารนั้น ธนาคารเขาเห็นก้อนเงินอยู่ในมืออยู่แล้วก็คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรเพิ่มเติม สำหรับวงเงินก็จะพิจารณาให้ตั้งแต่ 1 - 5 เท่าตามที่ธนาคารเห็นสมควรเช่นกัน


ดังนั้น ถ้าใครมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา ถือว่าเราเริ่มมีเครดิตในสายตาธนาคารที่เราเลือกจะไปเป็นหนี้เขาแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องอ่านตอนต่อไป การที่ท่านสมัครบัตรเครดิตแล้วธนาคารติดต่อสอบถามข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม มันเป็นเพียงการตรวจสอบการมีตัวตนจริงของผู้สมัครและตรวจทานข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าอนุมัติแล้ว แน่นอนว่าถ้าคุณสมบัติไม่ผ่านตามขั้นนี้ เจ้าหน้าที่ธนาคารก็อาจจะปฏิเสธแล้ว

บันไดขั้นที่ 3: ไม่มีประวัติเสียในเครดิตบูโร (บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด)
ทุกครั้งที่เราขอกู้เงิน (การสมัครบัตรเครดิตก็ถือเป็นการกู้ยืมอย่างหนึ่ง) เราต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในเครดิตบูโรด้วย ดังนั้น ถ้าเรามีประวัติเสีย (ติดเครดิตบูโร) หรือไม่ผ่านการประเมินเบื้องต้นจากภาระหนี้ในรายงานเครดิตบูไรแล้ว ธนาคารก็จะปฏิเสธแต่แรก และถ้าปฏิเสธเพราะปัญหานี้ (เครดิตบูโร) ธนาคารจะต้องแจ้งเหตุผลนี้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร (แจ้งเป็นหนังสือ) เท่านั้น เนื่องจากเป็นข้อบังคับของเครดิตบูโร ถ้าธนาคารไหนแจ้งด้วย SMS เราสามารถร้องเรียนกับเครดิตบูโรได้ทันที (ข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลส่วนตัวเรา ก็ต้องแจ้งเราแบบส่วนตัว) ดังตัวอย่างในรูป




บันไดขั้นที่ 4: คุณสมบัติสอดคล้องกันหลักเกณฑ์อนุมัติของธนาคาร
ถ้าธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตเพราะเหตุผลอื่นนอกเหนือติดเครดิตบูโรแล้ว ก็อาจจะไม่ผ่านดัชนีชี้วัดเครดิต ซึ่งแต่ละธนาคารก็อาจจะกำหนดตัวเลขชี้วัดที่ต่างกันไป และธนาคารอาจจะแจ้งผลกับเราด้วยวิธีไหนก็ได้ที่เขาเห็นควรเพราะว่าไม่มีกฎเกณฑ์บังคับนั่นเอง รวมทั้งอาจจะไม่บอกด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร แม้แต่เจ้าหน้าที่ Call Center ก็อาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับทราบข้อมูลนี้เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนตัวของเรา แต่อย่างน้อย เราก็พอทราบว่า ไม่ได้มีปัญหาจากเครดิตบูโรแน่ ๆ แต่เมื่อเราผ่านการอนุมัติแล้ว Call Center ถึงจะมีข้อมูลทุกอย่างที่ช่วยในการให้บริการเรา

สำหรับการผ่านบันไดขั้นนี้ ต้องผ่านการกระบวนการระบบให้คะแนน (credit scoring) พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อมูลการเงินของเราสอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณาของธนาคารสำหรับอนุมัติบัตรเครดิตหรือไม่ กว่ากระบวนการต่าง ๆ จะเสร็จสิ้นจนออกมาเป็นบัตรเครดิต (หรือออกผลว่าไม่อนุมัติ) จะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 3 สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า

การอนุมัติบัตรเครดิตเป็นงานส่วนกลาง
สาขาธนาคารไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตโดยตรง แต่มีหน้าที่เหมือนหน้าร้านและช่วยกลั่นกรองเอกสารเบื้องต้นเท่านั้น เราจึงมักพบเห็นตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตเปิดซุ้มรับสมัครบัตรเครดิตกันด้วย  (เป็นหน้าร้านย่อย ๆ) แต่เอกสารที่เรายื่นไปนั้น จะถูกส่งมารวมกันที่ส่วนงานบัตรเครดิตโดยเฉพาะ บางธนาคารอาจจะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารงานบัตรเครดิตโดยเฉพาะ แต่บางธนาคารจะเป็นสายงานหนึ่งในสำนักงานใหญ่ ความถี่ในการส่งเอกสารก็แตกต่างกันไป (เขาก็ต้องบริหารต้นทุนดำเนินการเหมือนกัน)

ดังนั้น กว่าจะถึงคิวเรา ก็คงต้องใช้เวลาหน่อยล่ะครับ จึงไม่แปลกที่เราจะเคยเห็นการโพสต์คุย (บ่น) กันตามเว็บบอร์ด หรือ pantip บ้างว่ายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตที่สาขาธนาคารร่วมสัปดาห์แล้ว แต่พอโทรเข้า Call center เพื่อสอบถามความคืบหน้ากลับไม่พบประวัติอะไร

บริการบัตรเครดิตเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Mass Product
บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (บัตรเครดิตจึงมีอัตราดอกเบี้ยโหด) และเป็นการให้บริการแบบมวลชน  (คนหมู่มากเป็นผู้ใช้บริการ) ดังนั้น การพิจารณาอนุมัติก็จะเป็นหลักเกณฑ์แบบเดียวกัน ธนาคารจึงใช้ระบบไอทีช่วยประมวลผลการตัดสินใจซึ่งโดยภาพรวมจะมีความแม่นยำกว่าการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่  (judgmental ) ระบบที่ว่าก็จะบันทึกกฎเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมีหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าระบบเท่านั้น และถ้าได้ผลลัพธ์ว่าไม่อนุมัติ ระบบก็อาจจะถูกโปรแกรมไม่บอกเหตุผลให้ทราบ (ก็มันเป็นข้อมูลส่วนตัวเรา ป้องกันเจ้าหน้าที่เอาข้อมูลไปนินทาต่อ เดี๋ยวธนาคารจะถูกลูกค้าฟ้องเอาได้ฐานเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ) 

ดังนั้น ถ้าสมัครแล้วไม่ผ่านก็ไม่ต้องรีบยื่นสมัครใหม่ครับ เพราะข้อมูลที่คีย์เข้าระบบคอมพิวเตอร์มันก็จะแบบเดิม ระบบมันก็ประมวลผลข้อมูลแบบเดิม ผลลัพธ์มันก็จะเป็นแบบเดิม โดยทั่วไปธนาคารจึงมักไม่รับพิจารณาการสมัครซ้ำที่ระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน เราจึงมักได้รับคำแนะนำว่า ถ้าสมัครบัตรเครดิตจากธนาคารใดแต่ไม่ผ่าน ถ้าเราอยากได้บัตรเครดิตจากธนาคารนั้นจริง ๆ ก็ควรรอพ้น 6 เดือนไปก่อนจึงค่อยสมัครซ้ำใหม่


สรุปภาพ

ใบสมัครบัตรเครดิตที่ไม่ผ่านการอนุมัติ หรือผ่านฉลุย ไม่ได้เป็นสิ่งที่วัดคุณค่าอะไรในชีวิตเรา ก็แค่ระเบียบที่เขาตั้งไว้หรือเกณฑ์การให้คะแนนที่ใส่โปรแกรมคอมพิวเตอร์มันไม่สอดคล้องกับเราเอง ก็เหมือนเราสมัครงานแล้วเขาไม่รับเข้าทำงาน ก็ไม่ได้แปลว่าเราทำงานไม่ได้ ก็แค่ตำแหน่งงานที่เขากำหนดให้มันไม่เหมาะกับเรา (ก็เท่านั้น) 

อย่างก็ตาม ในบล็อกนี้ก็ยังพอมีแนวทางที่ช่วยให้สมัครบัตรเครดิตให้ผ่านมากขึ้น ลองอ่านดูได้ครับ