Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บัตรเครดิตมีโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษจริงหรือ

ถ้าท่านเคยอ่านบทความเรื่อง สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 2/2) จะมีข้อหนึ่งที่ผมแนะนำว่า ควรมีโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เพราะหากเราฝึดเคืองเรื่องการเงินและต้องแบ่งชำระ หรือวางแผนการใช้จ่ายดีๆ เราจะได้ประโยชน์จากการที่เราจะเสียดอกเบี้ยจากการแบ่งชำระเท่านั้น และบางทีก็ยังได้ดอกเบี้ยพิเศษแล้วแต่โปรโมชั่น
อย่างไรก็ดีช่วงหลังเราจะได้ยินว่ามีโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษ แต่มักจะไม่บอกว่าเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกหรือดอกเบี้ยแบบคงที่ นอกจากนั้น การปิดยอดอาจจะทำไม่ได้หรือมีค่าใช้จ่ายสำหรับการปิดยอดในรูปของค่าธรรมเนียม   ดังนั้น เราอาจจะต้องคำนวณดีๆว่า มันน่าสนใจจริงหรือไม่ โดย (สามารถดาวน์โหลดไฟล์ Excel ตัวอย่างมาลองคำนวณได้)

ตัวอย่างการรูดบัตรมา 10,000 บาท
ถ้าจ่ายขั้นต่ำ
ถ้าหลังรูดแล้วเราไม่รูดอีกเลย โดยมีดอกเบี้ย 20% ต่อปี
สมมติว่าถ้าต้องการให้หมดหนี้ภายใน 6 เดือน  โดยจ่ายขั้นต่ำเดือนละ 1,765.25 บาท วิธีนี้จะมีดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกประมาณ 591.36 บาท แต่ถ้าเราต้องการให้หนี้หมดภายใน 12 เดือน เราจะจ่ายขั้นต่ำเดือนละ 926.35 บาท โดยมีดอกเบี้ยรวม 1,116.13 บาท
อย่างไรก็ดีในชีวิตจริง ขณะที่เราก้ทหน้าก้มตาจ่ายขั้นต่ำ เราก็มักเอาบัตรใบเดียวกันไปรูดซื้อของอย่างอื่น ดอกเบี้ยจึงเกิดกับยอดค่าใช้จ่ายใหม่ด้วย)

ถ้าใช้โปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษ 0.89% ต่อเดือน
กรณีนี้ จะเป็นดอกเบี้ยแบบคงที่ นั่นคือ สมมติทำแบ่งชำระ 6 เดือน ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 10,000 x (0.89 / 100) x 6 = 534 บาท แต่ถ้าทำแบ่งชำระ 12 เดือน ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 10,000 x (0.89 / 100) x 12 = 1,068 บาท

ข้อสรุป
โดยทั่วไปแล้วคือ ดอกเบี้ยจะพอ ๆ กันครับ และการแบ่งชำระก็มักปิดยอดไม่ได้ ดังนั้น ถ้าคิดจะเลิกใช้บัตรเครดิตแบบจริง ๆ จังชนิดที่ว่ารูดครั้งสุดท้ายแล้ว การจ่ายขั้นต่ำแบบมีวินัยเราจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก แต่ถ้ายั้งจะใช้บัตรเครดิตต่อไป โดยลดภาระดอกเบี้ยไม่ให้เกิดเพิ่มจากยอดรูดใหม่ การใช้โปรแกรมแบ่งจ่ายก็จะภาระดอกเบี้ยลง


วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอกกับแบบคงที่

ไม่ว่าเรากำลังจะก้าวสู่ชมรมคนใช้บัตรบัตรเงินสด หรือบางคนอาจอยู่ในชมรมคนถือบัตรเครดิตแล้ว เชื่อว่า เรามักจะเจอโฆษณาแคมเป็ญดอกเบี้ยพิเศษต่างๆ ที่ดูน้อยมาก แต่แท้จริงแล้ว มันน้อยจริงหรือไม่ เราอาจจะไม่เคยคาดคิด เพราะโดยส่วนใหญ่ในโฆษณาเขาไม่บอกหรอกครับว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอกหรือเป็นแบบคงที่

ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (effect rate)
อัตราดอกเบี้ยแบบนี้ จะคำนวณดอกเบี้ยตามภาระเงินต้นที่ค้างอยู่ เช่น กู้เงินซื้อของผ่อนราคา 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน ดังนั้น
ในเดือนที่ 1 เราจะมีดอกเบี้ย 2% จากยอดเงิน 10,000 บาท นั่นคือ 200 บาท ดังนั้น ถ้าเราผ่อนจ่าย 1,000 บาท เงินต้นจะลดลง 800 บาท
ในเดือนที่ 2 เราจะมีดอกเบี้ย 2% จากยอดเงิน 9,200 บาท นั่นคือ 184 บาท ดังนั้น ถ้าเราผ่อนจ่าย 1,000 บาท เงินต้นจะลดลงอีก 816 บาท หรือถ้าจะโปะ เงินที่จ่ายเพิ่ม จะถูกนำไปชำระเงินต้น ทำให้เดือนต่อ ๆ จะมีฐานคำนวณดอกเบี้ยที่ต่ำลง
การคำนวณดอกเบี้ยในลักษณะนี้นี้มักใช้กับบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรผผ่อนสินค้าทั้งหลายที่ดอกเบี้ยสูงถึง 28% ต่อปี หรือประมาณ 2.33% ต่อเดือน

ดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (flat rate)
อัตราดอกเบี้ยแบบนี้จะคำนวณครั้งเดียวตามระยะเวลาทั้งหมดที่จะผ่อนทั้งหมด เช่น กู้เงิน 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน โดยมีแผนชำระชำคืน 6 เดือน ดังนั้น
ดอกเบี้ยทั้งหมดคือ 1% ของ 10,000 บาท (หรือ 100 บาท) x 6 เดือน = 600 บาท
จำนวนเงินที่ชำระคืน คือ 10,000 + 600 = 10,600 บาท ในระยะเวลา 6 เดือน หรือเดือนละ 1,766.67 บาท โดยประมาณ
การคำนวณดอกเบี้ยในลักษณะนี้นี้มักใช้กับการเช่าซื้อรถยนต์หรือไม่ก็โปรโมชั่นผ่อนของบัตรเครดิต โดยมากเมื่อเราใช้บริการแบบนี้แล้วก็มักจะโปะปิดหนี้ไม่ได้ หรือแม้ปิดได้ก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมปิดหรือปิดแบบไม่ลดดอกเบี้ยให้ หรือต้องโปะให้ครบในคราวเดียว


ดังนั้น เมื่อเห็นโปรดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยถูก ก็ควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนนะครับ เพราะของฟรีหรือของถูกแต่มี มักไม่ค่อยมีในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจปล่อยเงินกู้ที่ล้วนต้องการผลตอบแทนกลับในรูปดอกเบี้ยทั้งนั้น

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ ผ่านเว็บ ผ่านตัวแทน ผ่านธนาคาร อันไหนปลอดภัยกว่ากัน

เราคงเคยได้ข่าวเรื่องที่มีคนเอาเครื่องสกิมเมอร์ (skimmer) มาดักข้อมูลบัตร ATM หรือบัตรเครดิตแล้วแอบเอาไปถอนเงินข้ามประเทศ ตามเว็บบอร์ดก็คนที่เสนอแนะต่าง ๆ จริงบ้างไม่จริงบ้างปนเปกันไป ตั้งแต่แนวทางป้องกันที่แสนง่ายคือ ขณะกดรหัสให้เอามือบังแป้นคีย์บอร์ดหน้าเครื่อง ATM  จนถึงพยายามอธิบายความให้ดูซับซ้อนขึ้น เช่น ดูว่าช่องเสียบบัตรมีดวงไฟมั้ย (มันก็ไม่แน่เสมอไป)

คำถามหนึ่งที่คนมักกังวลแต่ไร้คนตอบชัด ๆ คือ การสมัครผ่านตัวแทนหรือผ่านเว็บไซต์มันมีความปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนตัวเราหรือไม่ ควรทำหรือไม่ คนที่ตอบก็มีทั้งแบบใช้สมมติฐานสำนึก (คิดไปเองว่ามันน่าจะใช่) ไปจนถึงตอบแบบรู้จริง

สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่า หากพิจารณาถึงเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลกันได้รวดเร็วราวสายฟ้าแลบรวมทั้งรูปแบบวิธีบริหารงานในยุคปัจจุบันแล้ว ไม่ว่าจะสมัครบัตรเครดิตผ่านช่องทางไหน ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวเรามันก็ไม่ต่างกัน โดยจะขอยกมากล่าวบางประเด็นหลักที่ช่วยเป็นคำตอบให้คำถามนี้



ขั้นตอนเก็บเอกสารการสมัครบัตรเครดิตแต่ละที่ไม่ต่างกัน

ทุกขั้นตอนของการสมัครบัตรเครดิตมันก็คืองานเดินเอกสารด้วยคนแทบทั้งสิ้น ในระหว่างเส้นทางเดินเอกสารนี้ ถ้าใครจะแอบทุจริตแอบทำสำเนาข้อมูลส่วนตัวเก็บไว้จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก แม้เอกสารจะไปถึงส่วนงานกลางด้านบัตรเครดิตแล้วแต่ถ้าจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมันทำงานน้อย มันก็มีโอกาสที่ข้อมูลส่วนตัวเราจะถูกสำเนาเก็บไว้ต่างหากได้เช่นกัน มาดูขั้นตอนเดินเอกสารของการสมัครบัตรเครดิตแต่ละช่องทางดู

1. การสมัครบัตรเครดิตผ่านสาขาธนาคาร
เมื่อเรายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สาขาธนาคาร เบื้องต้นเขาก็ดูว่าเอกสารครบถ้วน เรียบร้อยหรือไม่ แต่ตัวสาขาธนาคารไม่ได้เกี่ยวกับการพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเครดิต) ดังนั้น เอกสารต่าง ๆ จะถูกรวบรวมสะสมไว้รอคิวจัดส่งส่วนงานด้านบัตรเครดิต ช่วงรอคิวก็อยู่ที่จังหวะการส่งส่งเอกสารระหว่างหน่วยงาน ผมเคยยื่นเรื่องที่สาขา กว่าเรื่องจะถึงส่วนกลางก็ใช้เวลา  5 วันก็เคยมาแล้ว

2. การสมัครบัตรเครดิตผ่านตัวแทน
ตัวแทนทำหน้าที่ไม่ต่างจากสาขาธนาคาร เพียงแต่มันจำกัดอยู่ที่การรับสมัครบัตรเครดิตเท่านั้น นั่นก็คือ รวบรวมเอกสารการสมัครบัตรเครดิตส่งหน่วยงานกลางด้านบัตรเครดิต เนื่องจากรายได้หลักของตัวแทนก็คือคอมมิชชั่นที่มาจากจำนวนบัตรเครดิตที่ผ่านการอนุมัติ บางที่จึงมีการบริการต่าง ๆ รอบคอบและรวดเร็วกว่าหรือไม่ก็มีโปรโมชั่นพิเศษกว่าไปยื่นเอกสารสมัครเองที่สาขาธนาคารเสียอีก อย่างไรก็ตาม จะมีเจ้าหน้าที่ของตัวแทน  (บางคน) ที่อาจจะอยากได้ยอดสมัครมาก (มันมีผลต่อรายได้เขา คงไม่คิดจะโกงอะไร) ก็มักจะเชิญชวนให้ลูกค้าสมัครหลาย ๆ ใบ ถึงขั้นให้ถ่ายสำเนาเอกสารส่วนตัวไว้แล้วจัดการสมัครแทนให้เอง (ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง) ดังนั้น ถ้าจะสมัครผ่านตัวแทน ก็เตรียมเอกสารไว้แต่พอดี คาดข้อความสำเนาตัวเอกสารให้เรียบร้อย

3. การสมัครบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์
ข้อดีของการสมัครผ่านเว็บไซต์คือ มีคนมารับเอกสารถึงบ้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของธนาคารหรือของตัวแทน ความปลอดภัยของข้อมูลก็ไม่ได้ต่างกัน เพราะ
- เว็บไซต์รับสมัครบัตรเครดิตของธนาคารหลายแห่ง ดูแลโดยตัวแทน
- คนที่มารับเอกสาร มักเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ให้บริการด้านจัดส่งเอกสาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร หรือไม่ก็เป็นตัวแทนที่ที่ดูแลเว็บไซต์สมัครบัตรเครดิตของธนาคาร (ถ้าใครสมัครบัตรเครดิตผ่านเว็บ ตอนที่เขามารับเอกสารนั้น ลองแกล้งถามหาใบสมัครบัตรเครดิตเจ้าอื่นดู ผมว่าเขามีให้แน่นอน)
- เอกสารที่เขามารับนั้น ก็จะถูกรวบรวมจัดส่งหน่วยงานกลาง แบบเดียวกับระบบแบบปกติ

ผลลัพธ์การสมัครบัตรเครดิต ผ่านตัวแทน ผ่านเว็บ กับสมัครผ่านธนาคาร ก็ไม่ต่างกัน
ประเด็นนี้น่าจะตอบกันได้ว่าไม่ต่างกัน เพราะหลังจากที่สมัครบัตรเครดิตผ่านแล้ว ตัวแทนก็ไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นและไม่มีสิทธิ์มาเกี่ยวแล้ว เพราะ
1.สารพัดบริการของบัตรเครดิตตั้งแต่เราเริ่มมีบัตร จนเริ่มก่อหนี้ จนกระทั่งเราเลิกใช้บัตรเครดิต ธนาคารเป็นผู้ให้บริการ
2. สารพัดแคมเป็ญทางการตลาด ก็มาจากธนาคารที่ออกบัตรเครดิต
3. สารพัดการขายประกันภัย ทางโทรศัพท์จะมาไม่ขาดสาย ว่ากันว่า ข้อมูลมันบางส่วนมันก็น่าจะมาจากธนาคารนั่นแหละ

ธนาคารอยู่ในยุคที่ต้องยอมแบ่งปันข้อมูลเพราะการบริหารงานด้วย Sub –contract / Outsource
ธนาคารก็เป็นหน่วยงานทางธุรกิจ ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและได้เปรียบคู่แข่ง การใช้บริการ Outsource จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่มี เพราะ
1. ธนาคารไม่ได้เก่งทุกเรื่อง
ธนาคารอาจจะวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเก่ง แต่การมี sub contract ให้ทำงานในด้านที่ไม่เก่ง จะทำให้คงความแข็งแก่งไว้ การมีตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตมันก็ช่วยเป็นแขนขาให้ธนาคารมีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ และแม้ลูกค้าบัตรเครดิตเบี้ยวหนี้ ก็ว่าจ้างบริษัทภายนอกทวงหนี้

2. ธนาคารก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย
การใช้บริการแบบ Outsource สำหรับบางด้าน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าตั้งหน่วยงานเอง การมีตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตมันก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกิดลูกค้าใหม่โดยที่ไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่ม และหากลูกค้าน้อยลง ก็ไม่ต้องไปรับผิดชอบหรือชดเชยอะไรให้ตัวแทน

3. ความลับไม่มีในโลก
ผมเคยทำงานเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์กับบริษัทที่รับจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศมาก่อน ระหว่างการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผมมักจะพบข้อมูลที่ลูกค้าไม่อยากจะเปิดเผยให้บุคคลภายนอกทราบเสมอ และมันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงยากนอกจากจะไว้ใจกันเท่านั้น ดังนั้น ในสัญญาจ้างพัฒนาระบบนั้น จะมีสัญญาข้อหนึ่งที่ระบุว่าไม่ให้เอาเรื่องภายในหน่วยงานลูกค้าไปเผยแพร่ให้คนอื่นทราบ (ส่วนภาคปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่ง) ธนาคารก็อยู่ในข่ายนี้ที่ไม่สามารถควบคุมการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลได้เต็มร้อย

เทคโนโลยีเครื่องสำเนาข้อมูล ภัยคุกคามข้อมูลที่ใครก็คาดไม่ถึง
ในอดีต (ก่อน พ.ศ. 2540) เครื่องถ่ายเอกสาร มันทำงานในลักษณะถ่ายภาพเอกสารแล้วพิมพ์ออกกระดาษทันที ถ้าจะถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนสัก 10 ชุด มันก็จะฉายแสงถ่ายภาพทั้งหมด 10 ครั้ง แต่ปัจจุบัน มันสแกนเก็บไว้ครั้งเดียวแล้วพิมพ์ออกมา 10 ครั้งแทน บางเครื่องยังทำหน้าที่เป็นเครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเอกสารออกมาเป็นไฟล์ PDF ได้ เพราะมันคือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ดี ๆ นี่เอง และปัจจุบันก็นิยมใช้เครื่องถ่ายเอกสารแบบเช่าซื้อกันทั้งนั้น เพราะได้บริการบำรุงรักษาทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

ถ้าใครยังไม่ถึงบางอ้อ แข็งใจอ่านต่ออีกนิด ประเด็นหลักเลยคือ คอมพิวเตอร์ในคราบเครื่องถ่ายเอกสารนี้ มันจะมีฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูล (ไฟล์ภาพเอกสารที่เราเอามาถ่ายสำเนานั่นแหละ) ข้อมูลมันจะค้างอยู่ในนั้น มันจะถูกลบออกต่อเมื่อฮาร์ดดิสก์มันจะเต็ม มันถึงจะเริ่มลบไฟล์ที่เก่าที่สุดออก บางที่มันยังไม่ถูกลบออก ก็อาจจะมีเหตุให้เครื่องถูกยกกลับผู้ขาย เช่น หมดสัญญาเช่าซื้อ  ผู้ขายมาบริการบำรุงรักษา ขั้นตอนเหล่านี้ ช่างอาจจะแอบ copy ไฟล์ไปก็ได้ (ทำได้ถ้าคิดจะทำ) หลายหน่วยงานรวมทั้งธนาคารเองก็ใช้บริการเครื่องถ่ายเอกสารในลักษณะนี้เช่นกัน

โดยสรุปภาพ
ไม่ต้องมากังวลแล้วว่า สมัครบัตรเครดิตผ่านตัวแทนแล้วข้อมูลจะรั่วไหลหรือป่าว ถ้ากลัวข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลมามาก ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องไปสมัครอะไรที่ไหนเลย เพราะหลังสมัครบัตรเครดิตผ่านแล้วมันจะมีคนโทรศัพท์มาขายประกันทางโทรศัพท์แน่นอน แม้ว่าท่านจะลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์ และเครื่องพิมพ์มาทำสำเนาเอกสารเอง ส่งเอกสารสมัครบัตรเครดิตทางไปรษณีย์ถึงหน่วยงานกลางของธนาคารโดยตรงก็ตาม 

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความสำคัญของเครดิต (ไม่ใช่แค่เครดิตบูโร)

แนวคิดเรื่องการให้ความสำคัญเรื่องเครดิตไม่ใช่เพิ่งมีตอนตั้งหน่วยงานเครดิตบูโร แต่มันมีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว (ตั้งแต่ก่อนยุคข้อมูลข่าวสารที่สามารถแชร์ข้ามโลกกันได้ไม่มีวินาทีเสียอีก) ในประวัติศาสตร์ชาวยิวบันทึกไว้ว่า กษัตริย์ซาโลมอน ซึ่งถือได้ว่ามีสติปัญญามากที่สุดและมั่งคั่งที่สุดก็ยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ไว้สูงกว่าเงินทองเสียอีก โดยมีบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล (เล่มสุภาษิต บทที่ 22 ข้อที่ 1) ว่า “ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็นที่โปรดปราน ก็ดีกว่ามีเงินหรือทอง” สังคมไทยก็ให้ความสำคัญตั้งแต่อดีตเช่นกัน ดังสุภาษิตไทยก็ยังกล่าวว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” 

ดังนั้น ในยุคปัจจุบันที่การสื่อสารข้อมูลเร็วเท่าแสงแล้ว หากใครคิดจะชักดาบใคร โดยเฉพาะสถาบันการเงินด้วยแล้ว ควรคิดให้หนักครับ หรือหากรู้ตัวว่าเราไม่มีวินัยทางการเงิน เราก็ ไม่ควรใช้บริการบัตรเครดิตเลยครับ

มาดูเข้าเรื่องเครดิตที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ กันดีกว่า ขอสรุปให้อ่านกันสัก 4 ประเด็นครับ

ความจำเป็นของการมีเครดิตยุคปัจจุบัน
·         ในยุคที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การเก็บเงินจำนวนมากให้พอสำหรับซื้อสิ่งที่จำเป็นและมีราคาสูงจะใช้เวลานาน เช่น การซื้อรถ การซื้อบ้าน เพราะยิ่งนานวัน ราคามันก็พุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเสียอีก ดังนั้น การซื้อแบบผ่อนหรือการกู้สินเชื่อมันเป็นทางเลือกที่มักใช้ แน่นอนว่ามันก็ต้องตรวจสอบเครดิตคนกู้กันก่อน
·         การมีเครดิตดี ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นหนี้หรือชีวิตติดลบเสมอไป และไม่ได้แปลว่าเราชำระหนี้ทุกงวดตรงเวลาแล้วจะแปลว่าจะมีเครดิตดีเสมอไป มันก็ต้องมีความสมดุลย์และมีองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย
·         การมีเครดิตไม่เพียงเกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้บริการสินเชื่อหรือเงินกู้เท่านั้น อนาคตเราจะเห็นมันเกี่ยวข้องกับเราทุกเรื่องครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในปัจจุบัน การทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจจะมีเบี้ยประกันลดลงสำหรับผู้ขับขี่อายุมากขึ้น หรือมีส่วนลดเบี้ยประกันหากไม่มีประวัติการชนหรือการเคลม เป็นต้น

ข้อดีของการมีบัตรเครดิตยุคปัจจุบัน
ความสะดวกโดยทั่วไปที่มีกันมานานคือ การไม่ต้องพกพาเงินสดเป็นจำนวนมาก มีโปรโมชั่นต่าง ๆ ตามการแข่งขันในตลาด ในยุคปัจจุบันจะพบว่ามันเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกสำหรับการซื้อขายแบบไร้พรมแดน เช่น

·         การซื้อสินค้าหรือบริการแบบข้ามประเทศ บัตรเครดิตให้ความสะดวกมาก ลองคิดดูว่า ถ้าจะจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ ถ้ามีบัตรเครดิตแล้วใช้เวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าต้องใช้วิธีโอนเงินมันจะยุ่งยากแค่ไหน ใช้เวลาแค่ไหน ยิ่งยากกว่านั้นคือ เมื่อโอนเงินแล้วแต่ห้องในโรงแรมที่กำลังจองถูกคนอื่นแย่งตัดหน้าไปแล้ว
·         ในยุคที่อีคอมเมิร์ชในประเทศรุ่งเรืองแล้ว มีบริการรับชำระค่าสินค้า บริการ รวมถึงบริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทางเว็บไซต์ที่ให้ความสะดวกมาก ไม่ต้องเดินทาง การใช้บัตรเครดิตดูเหมือนจะสะดวกที่สุด
·         ถ้าเราเปิดร้านขายของออนไลน์ ปัจจุบันใช้วิธีการโอนเงินและเช็คยอดเงินโอนผ่าน internet banking ได้ แต่เราต้องตรวจเช็คเอง แต่ถ้าเรามีบริการชำระผ่านบัตรเครดิตแล้ว เมื่อลูกค้ายืนยันการซื้อมันจะหมายถึงมีเงินเข้ากระเป๋าเราแน่ ๆ ทำให้รายการขายจะถูกสร้างได้เองอัตโนมัติซึ่งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

สาเหตุที่เครดิตถูกปฏิเสธ
เครดิตถูกปฏิเสธในที่นี้ไม่ใช้เครดิตเสีย แต่หมายถึง “เครดิตไม่ดีพอ” มีสาเหตุหลายประการ เช่น
·         ชำระด้วยเงินสดตลอด ไม่เคยใช้บริการด้านเครดิตมาก่อนเลย (บัตรเงินผ่อน บัตรเครดิต หรืออะไรก็ตามที่เป็นสินเชื่อ)
·         เคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี แต่หากประวัติมีอายุนานเกินกว่าที่เขาจะเก็บไว้ ก็อาจจะไม่มีความหมายอะไร
·         เคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี แต่ถ้าเป็นประวัติร่วม  (เช่น กู้ร่วม บัตรเครดิตแบบบัตรเสริม) จะถูกให้ความสำคัญลดลง
·         ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจนได้ แม้เราเป็นพนักงานบริษัท มีรายได้ประจำ แต่บัตรเครดิตบางค่ายอาจจะพิจารณาลักษณะธุรกิจที่เราทำงานอยู่ สถาบันการเงินบางเจ้าดูแม้กระทั่งทุนจดทะเบียนบริษัทที่เราทำงาน
·         สถานภาพการสมรส สถาบันการเงินอาจจะมองว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรสามารถถูกนับเป็นรายได้ประเมินวงเงินได้ (ค่าใช้จ่ายมันวิ่งผ่านบัตรได้) แต่ก็ขึ้นกับปัจจัยเสริมอื่น เช่น อยู่ในเมืองหลวงอาจจะถือว่าเครดิตดีกว่าอยู่ในต่างที่จังหวัด
·         ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย เช่น อายุ การศึกษา ความสม่ำเสมอของรายได้

สาเหตุการมีเครดิตไม่ดี
·         มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดี ธนาคารส่วนใหญ่เก็บประวัติการชำระไว้ประมาณ 10 ปี (ซึ่งต่างจากเครดิตบูโรที่เก็บไว้เพียง 3 ปี)
·         มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี แต่มีการชำระสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ดังตัวอย่างในรูปข้างล่าง
·         ใช้บัญชีบัตรเครดิตมากเกินไป (มีบัตรเครดิตหลายใบ)
·         มีบริการเงินกู้มูลค่าสูงและระยะยาว เช่น ซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน
·         ความบกพร่องของสถาบันการเงินในการส่งประวัติการชำระหนี้

ตัวอย่างหนังสือปฏิเสธสินเชื่อเพราะรายจ่ายมากเกินไปแม้ไม่มีประวัติชำระล่าช้าก็ตาม


ความสำคัญของการรักษาเครดิตมันมีมานานแล้ว เพราะในชีวิตจริงมันไม่ใช่แค่เครดิตบูโรเท่านั้น ที่จริงมันเกี่ยวกับทุกเรื่องของชีวิตหรืออนาคตเราทีเดียว ถ้าเราเคยได้ยินถึงข่าวเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศสารขัณฑ์คนหนึ่งถูกดิสเครดิตเรื่องไม่เคยเข้ารับการเกณฑ์ทหารจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง เราจะยิ่งรู้ซึ้งว่ามันมีความสำคัญแค่ไหน ก็ขอฝากไว้พิจารณาครับ

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน

จากบทความเรื่อง ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ถ้าไม่มีตอนนี้ ก็คงจะเหมือนกินข้าวแล้วไม่ได้กินน้ำ ขอออกตัวก่อนเริ่มว่า ผมเองก็ไม่ทราบเป๊ะ ๆ ทั้งหมด ขอสรุปข้อมูลตามที่พอทราบมาเลยก็แล้วกันครับ

ข้อควรทราบเบื้องต้น

ต้องไม่มีประวัติเสียในเครดิตบูโร
ธนาคารจะเคร่งครัดในการพิจารณาจากข้อมูลส่วนนี้ ถ้าท่านเคยมีประวัติค้างชำระติดต่อกันตั้งแต่ 2 งวดขึ้นไป โดยทั่วไปจะพิจารณาเป็น 3 กรณี
·         ค้างชำระ แต่งวดต่อ ๆ มายังชำระหนี้หนี้ต่อเนื่อง (โดยมียอดค้างยกยอดมาอย่างต่อเนื่อง) ธนาคารมักจะให้เกรด B นอกจากช่วงโปรโมชั่นจริง ๆ ถึงจะอนุโลม
·         ค้างชำระ แต่เคลียร์ยอดหนี้ที่ค้างไปหมดแล้ว ธนาคารมักจะให้เกรด A นอกจากบางธนาคารที่เขี้ยวจริง ๆ จึงจะให้ B
·         ค้างชำระ แม้จะเพิ่งเกิดเรื่อง ถ้าไม่มีประวัติว่าเคลียร์ยอดหนี้ค้าง เรื่องราวจะจบลงเท่านี้ ไม่ต้องยื่นสมัครบัตรเครดิตให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสาร

มีเอกสารและอายุการทำงานตามที่ธนาคารระบุ
ในที่นี้ขอยกตัวอย่างสำหรับพนักงานประจำ เอกสารที่ต้องใช้คือ
1.       ใช้สลิปเงินเดือน
2.       ตัวเลขเงินในบัญชีธนาคารสวย คือ
a.       มีเงินเข้าทุกเดือน อย่างน้อยๆ 6 เดือน
b.      อย่าพรวดพลาดถอนหมดแต่วันต้น ๆ เดือน (ยกเว้นกรณีถอนไปอยู่ในบัญชีเงินฝากประจำ เราสามารถถ่ายสำเนาไปยืนยันได้)
3.       ทำงานประจำมาอย่างน้อย 1 ปี จะนับหลายที่รวมกันก็ได้ แต่ที่ทำงานปัจจุบันต้องมีโทรศัพท์พื้นฐาน (เบอร์บ้าน) ที่สามารถติดต่อได้
4.       มีที่อยู่ที่แน่นอน อย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป และต้องมีโทรศัพท์พื้นฐานที่สามารถติดต่อได้ (บางธนาคารอาจจะไม่มีเงื่อนไขนี้)

เทคนิคพิเศษที่ขอแนะนำ
ผมถือบัตรเครดิตมาหลายใบ ใบแรกคือบัตรเสริม Amex แต่บัตรที่สมัครด้วยเครดิตตัวเองครั้งแรกคือ ธนาคารบัวหลวงที่ขึ้นชื่อว่าอนุมัติยาก (พรรคพวกตะลึงว่าผ่านได้ยังไง) อันนี้จะขอยกตัวอย่างที่ผมเคยทำมาแล้วและเห็นว่าน่าจะมีส่วนช่วย

การทำหนังสืออธิบายรายได้
1.       ในกรณีเราเป็นพนักงานและยังทำงานฟรีแลนซ์  (freelance) ด้วย ควรแยกบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินส่วนนี้ต่างหาก และยิ่งถ้ามีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยจะยิ่งเป็นสร้างเครดิตรายได้แก่เรา
2.       การมีรายได้หลายทางและต่อเนื่อง รวมทั้งการมีบัญชีเงินออมเงิน (ฝากประจำ) ที่เงินเข้าต่อเนื่อง เราควรทำหนังสือชี้แจงรายได้เพิ่มเข้าไป อธิบายพอเข้าใจว่า รายได้ของเราโดยรวมแล้วเฉลี่ยเดือนละเท่าไหร่ มีอัตราการออมเดือนละเท่าไหร่ และมีสำเนาการเดินบัญชีแนบประกอบให้เห็น

การแสดงหลักฐานที่อยู่ที่ติดต่อได้กรณีที่อยู่ปัจจุบันไม่ตรงกับบัตรประชาชน
1.       กรณีที่อยู่ปัจจุบันไม่ตรงกับที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน (เช่น อยู่กับญาติเพราะใกล้ที่ทำงาน) ถ้าที่อยู่ตามบัตรประชาชนนั้นมีโทรศัพท์บ้าน มีคนอยู่ตลอดที่สามารถยืนยันได้ว่าเราพำนักพักอาศัยอยู่ที่นั่น ก็ควรใช้ที่อยู่ตามบัตรประชาชน (อย่าลืมนัดกันกับคนที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนสมัครบัตรเครดิตนะครับ) แล้วเลือกให้ส่งเอกสารต่าง ๆ / ที่อยู่ติดต่อสะดวกเป็นที่ทำงาน
2.       ถ้าไม่เป็นแบบที่ว่าในข้อที่แล้ว ควรแนบสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าโทรศัพท์มือถือที่ระบุที่อยู่จัดส่งตามที่อยู่ปัจจุบันของเราไปด้วย  (เราต้องเป็นเจ้าของเบอร์ด้วยนะครับ) และควรเขียนโน้ตหรือทำเอกสารรับรองว่าเราอาศัยอยู่จริงตามเอกสารที่เราแนบไป (เจ้าหน้าที่ไม่ใช่อัจฉริยบุคคลที่จะทราบทันที)

การสร้างเครดิตบูโรที่ดีแต่ตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
ปกติโดยทั่วไป บัตรเครดิตที่ได้รับการอนุมัติจะได้วงเงินเริ่มต้นที่ 2 เท่าของรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน แต่ถ้ามีประวัติการใช้บริการบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลในเครดิตบูโรแล้ว โอกาสที่จะได้รับวงเงินสูงสุด 5 เท่าของรายได้ก็จะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าสมัครบัตรเครดิตตอนอายุมาก ๆ (50 ปีขึ้นไป) และไม่เคยมีประวัติเครดิตบูโรเลย บางธนาคารก็อาจจะไม่พิจารณาอนุมัติใบสมัครบัตรเครดิตเลยก็มี

แนวทางการสร้างประวัติเครดิตบูโรอย่างง่ายคือ ควรสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลแล้วผ่อนสินค้าสักชิ้น เลือกที่จำเป็นที่สุด ถ้ามีโปรโมชั่นผ่อน 0% ก็ยิ่งดี (ดูให้ดีก่อนนะครับว่าผ่อน 0% จริงหรือหลอก) ที่แนะนำแบบนี้ก็เพราะ

·         สินเชื่อส่วนบุคคลมักจะอนุมัติง่ายกว่าบัตรเครดิต และรายได้ขั้นต่ำก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ของผู้สมัครบัตรเครดิต
·         ถ้าตอนสมัครบัตรเครดิตครั้งแรก มีเงินเดือนแค่ปริ่ม ๆ เกือบไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วไม่มีประวัติในบูโรเลย ธนาคารอาจจะไม่พิจารณา ในขณะที่เงินเดือนเกือบถึงเกณฑ์ แต่เคยผ่อนอะไรต่อมีอะไรมานานแล้ว (มีทักษะบริหารการเงินได้ดี) และยอดการผ่อนในแต่ละเดือนในปัจจุบันก็ไม่สูงมาก (ไม่มีภาระหนี้มาก) ธนาคารก็มักจะอนุมัติ
·         ถ้าตอนสมัครบัตรเครดิตครั้งแรก แม้มีเงินเดือนเกินเกณฑ์แล้ว แต่อายุมาก หากเทียบกับเงินเดือนที่ควรจะได้ตอนอายุปัจจุบันแล้วยังน้อยอยู่ อาจจะถูกพิจารณาว่างานไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความมั่นคง แต่การมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ก็มีส่วนให้คะแนนการพิจารณาสูงขึ้น

สรุปส่งท้าย

ที่เขียนมา เป็นแนวทางที่ผมเคยทำมา เริ่มต้นตั้งแต่สมัครบัตรเพาเวอร์บายตั้งแต่เงินเดือนยังน้อย ๆ (ซื้อตู้เย็นใหม่ขนาดใหญ่ให้แม่และซื้อคอมพิวเตอร์มือถือ Palm ให้ตัวเอง) อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญคือ อย่าลืมว่า ควรใช้บัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์ในการจัดการเงินของตนเอง ไม่ใช่มีบัตรเครดิตเพื่อก่อหนี้หรือสมัครบัตรเครดิตเพราะเงินไม่พอใช้ เพราะการสร้างหนี้ไม่ได้ทำให้มีเงินพอใช้ แต่ทำให้เราได้ใช้เงินตัวเองน้อยลงในอนาคตเพราะเงินของเราบางส่วนจะถูกกันไปเป็นดอกเบี้ยให้คนอื่นนั่นเองครับ