วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล

เทคนิคนี้ไม่ใช่การส่งเสริมให้เป็นหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มซ้ำซ้อนกับการเป็นหนี้บัตรเครดิตนะครับ หลายท่านอาจจะเคยอ่านจากเว็บอื่น เช่น ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ( มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ชมรมบัตรเครดิต) เขาจะไม่แนะวิธีนี้  และผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะมันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลเหมือนกัน
ที่ผมถึงแนะนำวิธีการนี้ เพราะหลายคนก็ติดหนี้บัตรเครดิตด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป วิธีนี้มันต่างจากการโอนหนี้จากบัตรเดิมมาบัตรใหม่ตรงใหน ลองอ่านดูนะครับ

หลักการของวิธีนี้
1. อัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอยู่ที่ 20% ก็จริง แต่เคยรู้มั้ยว่าเขาคำนวณอย่างไร และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมันมากกว่าสินเชื่อบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ย 28% แบบลดต้นลดดอกเสียอีก  เขาทำได้อย่างไร มาดูกัน
   a) สมมติเรารูด 10,000 บาท เมื่อใบแจ้งหนี้มาและเราเลือกจ่ายขั้นต่ำ  1,000 เขาจะคำนวณดอกเบี้ยจากจำนวนที่รูด ตั้งแต่วันที่รูด จนถึงวันครบกำหนดชำระ ดังนั้น ถ้าแบ็งค์ใหนมีระยะปลอดดอกเบี้ยยาวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีจำนวนวันสำหรับคำนวณดอกเบี้ยมากท่านั้น สมมตว่ายิ่งรูดตั้งแต่วันแรกของวดแล้ว จำนวนวันที่คำนวณจะ 45 วันขึ้นไป ดังนั้นดอกเบี้ยต่ำสุดคือ   10,000 x (0.20/365) x 45 = 246 (สามารถอ่านรายละเอียดการคำนวณจาก จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 ได้ในบล็อกนี้)
   b) สินเชื่อบุคคล จะคำนวณทีละ 30 วันตามจำนวนเงินต้นคงค้าง (ยกเว้นงวดแรกกับงวดสุดท้ายเพราะมันนับจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ ขึ้นกับว่าเราไปติดต่อกู้ตอนไหน) สมมติเราขอกู้มา 10,000 บาท ดังนั้น เดือนแรกจะมีดอกเบี้ยที่ 30 วันเท่านั้น คือ 10,000 x (0.28/365) x 30 = 230
นี่คำนวณแค่ 10,000 บาทและเดือนเดียวนะครับ สมมติว่าเดือนถัดไปเราเอาบัตรไปรูดเพิ่ม ถ้าเรายังจ่ายขั้นต่ำอีก เงินที่จ่ายเขาจะเอาไปตัดดอกเบี้ยกับหนี้เก่าก่อน ดังนั้น ยอดที่รูดใหม่ ก็จะถูกคำนวณตั้งแต่วันรูดตามข้อ a)

2. กำหนดจำนวนเงินชำระหนี้สินเชื่อบุคคลแต่ละงวดจะต่ำการชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะบัตรเครดิตกำหนดชำระขั้นต่ำที่ 10% แต่สินเชื่อบุคคลกำหนดให้จำนวนงวดยาวขึ้นและจำนวนเงินต่องวดน้อยลงได้ ดูแล้ว เราอาจจะเสียดอกเบี้ยเท่าเดิมหรือมากกว่านิดหน่อย แต่มีข้อดีดังนี้
   a) สมมติเราไม่สามามารถชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ 10% ได้ ถ้าติดต่อกันตั้งแต่ 2 งวด ก็มีแนวโน้มจะติด Black list ของเครดิตบูโร แต่ถ้าเลือกสินเชื่อบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายต่องวดต่ำกว่า เราก็มีโอกาสรอดจาก Black list นี้มากขึ้น
   b) ถ้าค้างชำระหนี้บัตรเครดิตเกิน 2 งวด ต่อให้เราพยายามจ่ายให้มากที่สุด แต่ถ้า 2 งวดนั้นไม่ครบตามยอดชำระขั้นต่ำแล้ว บัตรเครดิตจะถูกระงับใช้ ปัญหาที่ตามมาคือช่วงถูกระงับทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะแจ้งยกเลิก มีวิธีเดียวคือต้องจ่ายจนครบ ในระหว่างที่มีการระงับนั้น ก็ยังถูกคำนวณดอกเบี้ยและค่าติดตามต่าง ๆ คงเดิมนะครับ แต่ถ้าค้างชำระสินเชื่อบุคคล จะไม่มีการระงับอะไร เพราะเขาแบ่งเป็นงวด ๆ ไปแล้ว (แต่แน่นอนว่ามีค่าปรับ)
   c) ลดความเครียดลงกับการถูกตามหนี้หรือรู้สึกถูกคุกคามชีวิตส่วนตัว

3. บางธนาคารมีโปรโมชั่นการโอนหนี้จากบัตรเดิมมาบัตรใหม่ กรณีนี้จะไม่ช่วยอะไร เพราะเรายังคงอยู่ในวังวนการคำนวณดอกเบี้ยตามวิธีการข้อ 1.

วิธีนี้เหมาะกับคนเป็นหนี้แบบใด
1. ตั้งใจหยุดใช้บัตรเครดิต (ดังนั้น ถ้าปิดยอดบัตรเครดิตแล้ว ให้ยกเลิกบัตรเครดิตเจ้ากรรมทันที ไม่งั้นมีหวังต้องไปพัวพันกับหนี้นอกระบบตามเสาไฟฟ้าแน่นอน)
2. มีวินัยในการจัดสรรเงินสำหรับชำระหนี้สินเชื่อบุคคลในแต่ละเดือน
3. ยังต้องพึงพาเงินจากธนาคารในอนาคต เช่น ต้องเช่าซื้อบ้าน รถยนต์ เป็นต้น การรักษาเครดิตไว้ถือว่าคุ้มค่า

ข้อแนะนำสำหรับการเลือกวิธีนี้
1. ให้เลือกจากธนาคารที่มีคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก การใช้บริการสินเชื่อบุคคลกับธนาคารที่เราเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ เมื่อไปขอคำปรึกษา เรามีแนวโน้มถูกชักจูงให้ใช้บัตรเครดิตตามเดิม เช่น การขยายวงเงินให้เพื่อให้เราเป็นหนี้เพิ่ม (เพราะธนาคารต้องการดอกเบี้ยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)
2. อย่าสนใจกับโปรโมชั่นใดๆที่มากหลอกล่อให้กู้เงินเพิ่มขึ้น ให้กู้มาเท่าที่จะใช้มาปิดหนี้บัตรเครดิตเท่านั้น
3. ไม่ควรสมัครสินเชื่อในลักษณะบัตรกดเงินสด เพราะเราจะเสียค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มเพิ่มอีกประมาณ 3%

สำหรับใครที่ยังงๆกับเทคนิคการปิดหนี้บัตรด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลนี้ ลองอ่านภาคปฏิบัติดูครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น