Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

โทรศัพท์ขายประกัน (ภัย) ผ่านบัตรเครดิต (ตอน 2/2)

จากตอนที่แล้ว มาลองดูวิธีการว่าทำอย่างไรหลังตกเป็นเหยื่อหลอกให้เราซื้อประกันแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเคยทำและได้ผลว่าไม่มีประกันหน้าไหนโทรมาระยะหนึ่งเลย


ตัวอย่างที่คนขายประกันทางโทรศัพท์หลอกให้ซื้อแบบเนียน ๆ
ตอนที่เขาโทรมาเสนอขายประกันกับผมนั้น เขาบอกว่าเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับสมาชิกบัตรเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้เท่านั้น (ปัจจุบันธนาคารนี้ขายกิจการให้ธนาคารกรุงเก่าไปแล้ว) เงื่อนไขง่าย ๆ คือ จ่ายเดือนละ 300 บาท หากเราเกิดทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิตจะมีการชดเชย 100,000 บาท ผมก็เห็นว่ามันน่าสนใจก็เลยทำไป พอได้รับกรมธรรม์แล้วนั่นแหละถึงกับอึ้ง

เพราะเงื่อนไขกรมธรรม์ของเขาคือ หากผมเกิดเหตุที่ทำให้ต้องมีสภาพทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิต เขาจะชำระหนี้บัตรเครดิตเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ให้ตามที่ผมใช้จริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท คิดง่าย ๆ ถ้าก่อนตายผมไม่ได้ใช้บัตรเลย ประกันก็ไม่ต้องจ่ายอะไร แต่ถ้าผมเอากำลังเอาบัตรไปทำกำไรอยู่ สมมติรูดสัก 200,000 บาท เหล่าลูกเมียก็ยังต้องมาสู้คดีกับเงินส่วนต่างอีก 100,000 บาทอยู่ดี พอมองออกหรือยังครับว่าบริษัทประกันกับธนาคารร่วมกันหากินกับบัตรเครดิตได้สุดคุ้มเลยจริง ๆ จะเห็นว่าถ้าเทียบตามหลักกฎหมาย เขาก็ไม่ได้หลอกผมเพราะเขาบอกเงื่อนไขหลัก ๆ แล้ว แต่ที่ผมหลวมตัวซื้อเพราะมันไม่มีเอกสารให้ศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วนนั่นเอง

หลวมตัวซื้อกับคนขายประกันทางโทรศัพท์แล้ว จะยกเลิกอย่างไร
ไม่ต้องไปกังวลจนเสียสุขภาพจิตครับ ง่าย ๆ เลย ก็ให้รอจนกรมธรรม์จะมาส่งมาถึง เมื่อได้รับแล้ว ให้ปฎิบัติตามนี้

1.       อ่านดูเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อน (เผื่อว่ามันน่าสนใจจริงๆ) ถ้าสนใจก็เก็บไว้ และยอมจ่ายให้เกิดการหักเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตไป แต่ถ้าอยากยกเลิก ให้ทำตามข้อต่อไป
2.       ทำหนังสือขอยกเลิกกรรมธรรม์ (ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์) ในหนังสือให้ระบุหมายเลขกรมธรรม์ โดยทั่วไปเขาจะให้แฟ็กซ์ไปพร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนและส่งกรมธรรม์กลับคืนให้เขา
3.       ทำหนังสือส่งถึงผู้บริหารสูงสุดของบริษัทประกันและธนาคารผู้ออกบัตร โทษฐานสร้างความวุ่นวายให้ โดยระบุว่า ห้ามเสนอขายสินค้าและบริการใด ๆ กับเราทางโทรศัพท์อีก (บริษัทประกันภัยเดิมไม่ติดต่อมาอีก 6 เดือน แต่ไม่ได้แปลว่าธนาคารจะให้บริษัทอื่นติดต่อไม่ได้) ส่งให้ทางไปรษณีย์เลย ถ้าสามาถระบุชื่อตำแหน่งเป๊ะ ๆ ได้ยิ่งดี (หาดูตามเว็บไซต์ขององค์กรเขานั่นแหละ)

ผมเคยทำวิธีข้างต้นแล้ว เสียงโทรศัพท์ขายประกันมันเงียบหายไประยะหนึ่งเลยทีเดียว

ตัวอย่างหนังสือขอยกเลิกกรมธรรม์
พิมพ์หนังสือดังตัวอย่างนี้ และทำสำเนาไว้ 2 ชุด

วันที่ ...
เรื่อง ขอยกเลิกกรมธรรม์
เรียน  ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท ชั่วร์อินชัวรั้น จำกัด
สิ่งที่แนบมา      
1. สำเนากรมธรรม์
                        2. สำเนาบัตรประชาชน

ตามที่ข้าพเจ้า นายถูกหลอก เครดิตดี ได้ตกลงทำประกันภัย ของบริษัท ชั่วร์อินชัวรั้น จำกัด (บริษัท) ซึ่งมีกรมธรรม์เลขที่ xyz1234 และอนุญาตให้หักเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิตเลขที่ 1234 5678 9101 1121 ซึ่งออกธนาคารกรุงเก่า (บัตรเครดิต) เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณาเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์แล้วพบว่า ณ ขณะที่บริษัทเสนอขายทางโทรศัพท์นั้น ข้าพเจ้าเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ดังเอกสารที่แนบมา

โดยหนังสือนี้ ข้าพเจ้าจึงขอยกเลิกกรมธรรม์ดังกล่าว และขอยกเลิกการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ผ่านบัตรเครดิตอันเนื่องมาจากกรมธรรม์นี้ ทั้งนี้ข้าพเจ้าจะดำเนินการส่งคืนกรมธรรม์ให้กับบริษัทต่อไปทางไปรษณีย์
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการ

ขอแสดงความนับถือ

(นายถูกหลอก เครดิตดี)

ตัวอย่างหนังสือร้องเรียนผู้บริหารสูงสุด
ให้ทำหนังสือที่มีเนื้อแบบเดียวกัน 2 ฉบับ แยกส่งไปคนละที่ จะแนบสำเนากรมธรรม์ไปด้วยก็ได้ จะแนบสำเนาบัตรประชาชนไปด้วยก็ได้เพื่อเพิ่มความรู้สึกว่าเราเอาจริง ดังนี้

วันที่ ...
เรื่อง ห้ามนำเสนอการขายทางโทรศัพท์
เรียน  1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ / ผู้บริหารสูงสุด บริษัท ชั่วร์อินชัวรั้น จำกัด
         2. กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเก่า
สิ่งที่แนบมา       1. สำเนาหนังสือแจ้งยกเลิกกรมธรรม์
2. สำเนากรมธรรม์
                        3. สำเนาบัตรประชาชน
                       
ตามที่ข้าพเจ้า นายถูกหลอก เครดิตดี ได้ขอแจ้งยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย ของบริษัท ชั่วร์อินชัวรั้น จำกัด (บริษัท) เลขที่ xyz1234 และแจ้งยกเลิกการหักเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิตซึ่งออกธนาคารกรุงเก่า (ธนาคาร)  เนื่องจากข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ครบถ้วนทางโทรศัพท์ได้ ดังรายละเอียดในเอกสารแนบนั้น

ดังนั้น ข้าพเจ้าขอให้บริษัทและธนาคารได้ยุติการนำเสนอการขายใด ๆ แก่ข้าพเจ้าทางโทรศัพท์โดยเด็ดขาด หากยังคงเกิดเหตุการณ์เช่นที่ผ่านมาอีก ข้าพเจ้าจะถือว่าทั้งบริษัทและธนาคารเพิกเฉยต่อการร้องเรียนของลูกค้า และอาจจะยกเลิกการใช้บริการที่มีอยู่ รวมถึงจะไม่พิจารณาใช้บริการอื่นใดจากบริษัทและธนาคารที่อาจจะมีในอนาคต

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการ
ขอแสดงความนับถือ

(นายถูกหลอก เครดิตดี)


หวังว่าบทความทั้งตอนที่แล้วและตอนนี้จะช่วยให้ท่านพ้นจากการเป็นเหยื่ออันโอชะของคนขายประกันทางโทรศัพท์ได้นะครับ

โทรศัพท์ขายประกัน (ภัย) ผ่านบัตรเครดิต (ตอน 1/2)

คาดว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่มีคนโทรศัพท์มาขายประกันทางโทรศัพท์โดยหักค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ผมเองก็คนหนึ่งที่เคยหลวมตัวทำไปแล้ว หลายคนก็มีความเข้าใจที่แตกต่างกันไป จึงขอนำมาเขียนให้อ่านในแต่ละแง่มุม

โทรศัพท์ขายประกันของแท้ไม่น่ากลัว
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกระเบียบในการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทางช่องทางโทรศัพท์ไว้ ตามประกาศของ คปภ. ลงวันที่ 18/5/2552 (ถ้าไม่ทำตามดังต่อไปนี้ แนวโน้มเป็นโบรกเกอร์ของปลอม) เงื่อนไขสำคัญที่ควรทราบคือ
1.      เสนอขายได้ในช่วงวันจันทร์-เสาร์ ระหว่างเวลา 08.30-19.00 น. เท่านั้น
2.      เริ่มต้น คนเสนอขายต้องแจ้งชื่อ-นามสกุล เลขที่ใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกันภัย พร้อมทั้งแจ้งว่า เป็นการขายประกันภัย (แต่ส่วนใหญ่เท่าที่เจอจะอ้อมแอ้มหรือชวนคุยเรื่องอื่น เราก็ตามตรง ๆ เลยว่าเสนอขายประกันภัยหรือป่าว)
2.1    ถ้าเราไม่อยากรับฟังต่อ เขาต้องยุติการสนทนาทันที และไม่ติดต่อกลับอย่างน้อย 6 เดือน ในกรณีที่เราต้องการทราบว่า ได้ข้อมูลติดต่อของเรามาได้ยังไง คนเสนอขายประกันต้องตอบที่มาของข้อมูลก่อน จึงจะวางสายได้ (แต่ส่วนใหญ่จะรีบวางสายแต่แรกก่อนโดนเราถาม)
2.2    ถ้าเราสนใจจะรับฟังการเสนอขาย คนเสนอขายจะต้องขออนุญาตบันทึกการสนทนาทุกครั้ง (บทสนทนาที่บันทึกไว้นั้นสามารถนำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงภายหลังได้กรณีเกิดข้อโต้แย้งขึ้น)
3.      แม้เราหลวมตัวตอบตกลงทำประกันภัย (ทางโทรศัพท์) แล้ว เราสามารถยกเลิกกรมธรรม์ได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์ และต้องได้รับเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวน โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น (เท่าที่เคยหลวมตัวมา มันจะยังไม่ตัดค่าใช้จ่ายจากบัตรเครดิตทันที)
4.      บริษัทที่รับทำประกันภัยนี้ต้องโทรกลับหาผู้เอาประกันภัยอีกครั้ง ภายใน 7 วันนับจากวันที่บริษัทส่งกรมธรรม์ เพื่อยืนยันความต้องการทำประกันภัยอีกครั้ง (เท่าที่เคยเจอ ไม่เห็นโทรมาเลย อาจจะเป็นเพราะผมแจ้งยกเลิกเสียก่อน)
5.      ในภาพรวมการสนทนาแล้ว คนขายต้องอธิบาย เรื่องต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
5.1    ชื่อ เบอร์โทร คนขาย
5.2    สรุปผลประโยชน์ และ ข้อยกเว้น (ส่วนใหญ่บอกไม่หมด หรือบอกหมดแบบให้เราเข้าใจผิด)
5.3    เบี้ยประกัน ระยะเวลาชำระ ระยะเวลาคุ้มครอง
5.4    วิธีชำระเบี้ย วันที่เริ่มคุ้มครอง
5.5    แจ้งสิทธิการยกเลิกได้ภายใน 30 วัน ยกเว้น
5.6    เมื่อเราตกลงทำ เราจึงค่อยแจ้งชื่อ - สกุล –เลขบัตรประชาชนของเรา (ถ้าจู่ ๆ ก็ถามชื่อ – เลขที่บัตรเรา แสดงว่ากำลังถูกมัดมือชกให้ทำแล้ว)

เขาขายประกันแบบไหน
ประกันที่เสนอขายโดยทั่วไปจะเป็น
·       ประกันอุบัติภัย
·       ประกันสุขภาพ
·       ประกันสินเชื่อ (จ่ายหนี้บัตรเครดิตให้เผื่อเรามีอันเป็นไป)

เขาขายประกันอย่างไร
เท่าที่ประสบมา มักจะตะล่อมถามเรื่องอื่นก่อน แล้วจะหลอกให้เราซื้อแบบเนียน ๆ โดยถามคำถามที่ให้เราตอบแบบเข้าทางเขา เช่น
·       เงื่อนไขที่เขานำเสนอน่าสนใจมั้ย
·       แพงมั้ยเมื่อเทียบกับความคุ้มครอง
·       ควรมีไว้มั้ย เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
·       มีบริการตัดบัตรค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ด้วยเพื่อการคุ้มครองจะไม่ขาด คุณว่าดีมั้ย

ถ้าเราตอบแบบเห็นด้วยว่า ใช่เลย น่าสนใจ เขาจะถามวิธีสะกดชื่อ นามสกุล ของหมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต ที่อยู่ ดังนั้นถ้าเขาถามแบบนี้เมื่อไหร่และเราไม่คิดจะทำแน่ ๆ ก็ไม่ต้องบอกข้อมูลเหล่านี้แก่เขา

จะต่อกรกับการขายประกันแบบนี้อย่างไร
ง่าย ๆ เลยก็คือว่า ถ้าไม่คิดจะทำ ก็ไม่ต้องไปตอบในทางเห็นด้วย เช่น “สนใจ น่าสนใจ ตกลง” หรือทันทีที่เขาบอกว่า กำลังจะแจ้งสิทธิประโยชน์ เราก็ตัดบทไปเลยว่า ไม่สนใจ ไม่ว่าเขาจะอธิบายอะไร เราก็ตอบคำเดียวว่ายังไม่สนใจ เพราะโดยทั่วไปเขาจะเริ่มต้นด้วยคำพูดประมาณว่า เขากำลังจะแจ้งสิทธิประโยชน์แก่เราในฐานะสมาชิกบัตรเครดิต ผมรับรองเลยว่า มันเป็นการขายประกันแน่นอน เพราะถ้าเป็นโปรโมชั่นจากธนาคารที่ออกบัตรจริง เขามักส่ง sms หรือโบรชัวร์มาให้เราทางไปรษณีย์แล้ว

จงจำไว้เลยว่า คำตอบแบบเออออห่อหมกของเรานี่แหละครับ มันคือคำอนุญาตให้บริษัทประกันสามารถหักค่าเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิตได้ การชำระเบี้ยประกันโดยหักจากบัตรเครดิตที่เราถืออยู่ไม่เพียงแต่เป็นเป็นการประกันว่าบริษัทประกันจะได้รับการชำระเบี้ยประกันเท่านั้น ในขณะเดียวกันมันยังเป็นการย้ายเจ้าหนี้จากบริษัทประกันให้เป็นธนาคารที่ออกบัตรเครดิตโดยปริยาย เพราะถือว่าเจ้าของบัตรยินยอมชำระค่าเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตแล้ว ถ้าเราไม่จ่ายค่าบัตรเครดิตส่วนนี้ก้เข้าข่ายไม่ชำระหนี้บัตรเครดิต ก็เตรียมติดประวัติเสียในเครดิตบูโรได้เลย ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในหัวข้อ “บัตรเครดิตสุดคุ้ม pantip


สำหรับใครที่หลวมตัวตอบตกลงไปแล้ว สามารถแก้ไขได้โดยอาศัยอำนาจระเบียบที่ คปภ. ที่กล่าวไว้แต่แรก เชิญอ่านได้ในตอนที่ 2 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราเป็นหนี้กันมาก

ผมไปเจอหัวข้อนี้มาจาก pantip ก็เลยขอเอามาขยายผลแสดงความเห็นต่อในบล็อกนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะไปหักล้างความคิดใคร เพียงแต่ส่วนตัวผมมีความคิดเห็นต่างจากความเห็นทั่วไป สำหรับผมเองคิดว่าสาเหตุที่เราเป็นหนี้กันมากมีดังนี้

1. ไม่รู้จักคิด

1.1 เงินไม่พอใช้เลยทำบัตรเครดิต/ บัตรกดเงินสด

สิ่งที่ผมมักได้ยินจากปากเพื่อนมนุษย์เงินเดือนด้วยกันก็คือ อยากทำบัตรเครดิตเพราะเงินไม่ค่อยพอใช้ หรือไม่ก็วงเงินบัตรเครดิตเต็ม เลยต้องสมัครบัตรเครดิตเพิ่ม

ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาเอาอะไรมาคิด ถ้าเงินไม่พอใช้ เราก็ต้องทำงานมากขึ้นหรือไม่ก็เปลี่ยนงานที่มีโอกาสได้ค่าตอบแทนมากขึ้น การทำบัตรเครดิตมันไม่ได้ทำให้เรามีเงินในแต่ละเดือนมากขึ้นเลย ตรงข้ามมันเป็นการสร้างภาระหนี้ให้ตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเขาทำงานค้าขาย ต้องมีเงินต้นทุน สามารถเอาเงินที่กู้ไปค้าขายจนได้กำไร แล้วเอารายได้ที่เกิดก็มาใช้หนี้ในเวลาที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ ก็ไปอย่าง

1.2 บ้าศักดิ์ศรีจอมปลอม

ที่ขอพูดคือ การวัดคุณค่าหรือศักดิ์ศรีตัวเองด้วยบัตรเครดิตที่ถือ พอสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านก็ขาดความไม่มั่นใจในตัวเองว่าทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการอนุมัติบัตรเครดิตมันขึ้นกับแนวทางปฏิบัติของแต่ละธนาคารที่ต่างกันไป แม้ท้ายสุดเราอาจจะพยายามหาวิธีสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านได้ แต่ถ้ามีแล้วไม่รูด มันก็เหมือนถูกมองว่ามีบัตรเครดิตไว้เพื่อโชว์ มันก็อยากจะรูดโชว์อีก (ยอมอด ไม่ยอมอาย) มันก็ยิ่งเสียวินัยการเงินไปกันใหญ่ ท้ายสุดก็อาจจะต้องไปกู้เงินเพื่อปิดหนี้บัตร

1.วัตถุนิยมแบบขาดการประมาณตน
ผมไม่ได้ต่อต้านการซื้อรถซื้อบ้านหรืออะไรที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่หลายคนมักผ่อนแบบเกินตัว ร้ายไปกว่านั้นคือการผ่อนเพื่อการบริโภคเสียส่วนใหญ่ เช่น รถยนต์ (ที่ราคามันตกเร็วกว่าเงินที่ผ่อนไปเสียอีก)


ผมรู้จักคนหนึ่งที่พยายามกัดฟันผ่อนรถป้ายแดงเดือนละประมาณ 10,000 กว่า ๆ แต่จอดไว้มากกว่าขับ ผมเคยแนะนำให้เขาขายเสีย เขากลับย้อนว่า เข้าใจเขาหน่อยว่ามันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขามีอยู่ ผมก็อุตส่าห์หวังดีอธิบายให้ฟังว่า มันไม่ใช่สมบัติแต่มันเป็นตัวสร้างหนี้ เพราะกว่าจะผ่อนหมด เขาต้องจ่ายเงินร่วม 600,000  และรถจะเก่าลงจนราคาจะเหลือไม่เกิน 300,000 ก็เท่ากับว่าเงินมันหายไป 300,000 แล้วจะซื้อมาจอดให้มันเสื่อมค่าเล่นทำไม แต่เขาไม่รับฟัง ท้ายสุดก็หนี้สินล้นพ้นตัวต้องคอยหลบเจ้าหนี้ (ตอนนี้ไม่รู้หายตัวไปไหนแล้ว)

1.4 ยอมอยู่ในเกมการตลาดของสถาบันทางการเงิน

การจัดแคมเป็ญการค้าการขายทุกอย่างในโลกล้วนเป็นไปตามกลไกการตลาดทั้งสิ้น แต่ปัญหามันอยู่ที่เรามักจะยอมติดกับดักหลุมพรางของผู้ให้บริการสินเชื่อ เรามักจะเห็นโฆษณาชวนให้เป็นหนี้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู เป็นหนี้เพราะอยากมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นหนี้เพราะกลัวครอบครัวมีปัญหา ดังนั้น ถ้าเรากำลังอยู่ในภาวะแบบนั้นอยู่ เราก็จะมีข้ออ้างให้กับตนเองและอยากจะเป็นหนี้จนเนื้อเต้น เราก็จะเดินเข้าไปในกับดักนั้น ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมันมีวิธีการแก้ปัญหาอีกหลายทางที่เราสามารถคิดได้และทำได้ (แต่เราก็เลือกไม่ทำ)

2. นิสัยขาดวินัย จึงเกิดอาการการทำอะไรตามใจคือไทยแท้
นิสัยประจำชาติด้านลบที่เรายังแก้กันไม่ได้ นั่นคือ การทำอะไรตามใจคือไทยแท้ และที่มาของนิสัยนี้ก็คือ การขาดวินัย พวกฝรั่งที่จับจุดนี้ได้ก็มาเปิดบริษัทปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลดูดเงินเข้าประเทศตัวเอง หลัง ๆ มา ธนาคารพานิชย์ต่าง ๆ ของไทยก็เอากับเขาบ้างเพื่อสร้างรายได้เข้าองค์กร

รากความหมายที่แท้จริงของการมีวินัย คือ การรู้จักควบคุมบังคับตนเองให้อยู่ในแนวทางที่ควร หรือในแนวทางของการใช้เหตุผลที่ควรจะเป็นตั้งแต่ระดับจิตใจ ทุกวันนี้ที่เราไม่ตื่นสาย ยังไปทำงานตรงเวลา ทำตามกฎระเบียบข้อบังคับทางจราจรต่าง ๆ ได้ ถือได้ว่ามีวินัยระดับหนึ่ง แต่มันก็ถูกต้องบางส่วนครับ

เพื่อให้เห็นภาพก็คือไปดูมดที่มันมักมาหาอาหารตอนที่เราเก็บกวาดอาหารไม่หมดครับ จะเห็นว่าแต่ละตัวมันทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ต้องมีอะไรมาคุมเลย ไม่มีตัวไหนทำตัวเก๋าเกมออกนอกแถวเลย ท้ายสุดมันก็อยู่ข้ามแล้งข้ามปีได้

ตามความเป็นจริงแล้ว คนอยู่สูงกว่าสัตว์ ควรจะวินัยทั้ง 3 ด้าน กล่าวคือ

1.                  กายกรรม ควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ ควบคุมตนเองให้ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
2.                  วจีกรรม ควบคุมตนเองให้พูดในสิ่งที่ควรพูด ควบคุมตนเองให้ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด และ
3.                  มโนกรรม ควบคุมตนเองให้คิดในสิ่งที่ควรคิด ควบคุมตนเองให้ไม่คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด


แต่เราก็พบว่ามนุษย์โลกทั่วไปไม่ได้เป็นอรหันต์ด้านวินัย ก็เลยต้องมีกลไกทางสังคมมาช่วย เช่น ตัวบทกฎหมาย การลงโทษต่าง ๆ มาควบคุมเพื่อให้ทุกอย่างในสังคมมันไปในแนวทางที่ควรไปนั่นเอง เช่น หลายคนตื่นเช้าไปทำงานเพราะกลัวถูกหักเงินเดือน ไม่ขับรถฝ่าไฟแดงเพราะกลัวโดนจับ จึงไม่ถือได้ว่ามีวินัยอย่างแท้จริง แต่มันเป็นความกลัวเสียตังค์มันบังคับเราอยู่

แล้วคราวนี้มันมาเกี่ยวกับการเป็นหนี้กันมากก็ตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้กู้ง่าย กฎระเบียบผ่อนคลายการเยอะ นิสัยการทำอะไรตามใจคือไทยแท้มันก็เลยแผลงฤทธ์กันง่าย ๆ จึงส่งผลให้เราเป็นนักกู้กันง่าย ๆ ครับ ไม่เชื่อลองคิดดูว่าระหว่างทางของชีวิตมันมีอะไรที่เราชอบเป็นพิเศษ เรามักทำลายกฎเพื่อเห็นแก่สิ่งที่เราชอบ ตัวอย่างเช่น เราเป็นคนชอบ iphone ดังนั้น แม้เรารู้ว่าการเก็บออมเป็นสิ่งดีที่ควรทำ iphone ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด แต่เมื่อรุ่นใหม่ออกมาแถมยังมีโปรผ่อน 0% มาล่อใจอีก ถ้าเรายังไม่มีวินัยตามที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อข้างต้น เราก็จะตามใจตัวเองยอมไปเป็นหนี้อย่างง่ายดาย (ยอมให้พวกสินเชื่อมาจูงจมูกเสมอทุกครั้งไป) แม้จะรู้ว่า มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากนัก

ตัวอย่างชวนคิด
อยากเล่าเรื่องสมัยที่บัตรเอเม็กซ์ (American Express) มีโปรโมชั่นแบบแหวกแนวให้ฟัง ตอนผมเริ่มทำงาน มันมีโปรโมชั่นอยู่ว่า ใครก็ตามที่จบจากสาขาวิชาที่คนนิยมจากมหาวิทยาลัยของรัฐจะสามารถทำบัตรของเขาได้ทันที โดยไม่ต้องแสดงสลิปเงินเดือน ผมก็อยู่ในช่วงนั้น เรียนจบใหม่ เริ่มทำงานไม่กี่เดือน เซลล์เอเม็กซ์ก็ตามตื๊อเหลือเกิน รวมถึงคนรู้จักที่มีญาติตัวเองเป็นเซลล์ที่เอเม็กซ์ก็มาชวน สมัยนั้นการมีบัตรใบนี้ถือว่าเท่มาก พรรคพวกสมัครกันเป็นแถว ยกเว้นผม ทำไมเหรอครับ 
- ผมหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมผมต้องมีบัตรเครดิต
- สารพัดโปรโมชั่นที่เซลล์มานำเสนอมันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่มีโอกาสจะได้ใช้
- ถ้าผมรูดบัตรใช้จ่าย อย่างเก่งก็เดือนละ 1000 บาท ได้แต้มมา 40 แต้ม มูลค่าก็ไม่เกิน 4 บาท แต่ทำไมต้องมาเสียค่าบริการ counter service เดือนละ 15 บาท ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมรายปีประมาณ 1,000 บาท (ในสมัยนั้น)

ที่พูดว่าก็เพื่อแบ่งปันความคิดเห็น ผมก็ไม่ได้เป็นนักบริหารขั้นเทพมาจากไหน และก็ไม่ได้ต่อต้านการสร้างหนี้ (ที่จำเป็น) แต่อย่างใด แค่อยากสะท้อนความคิดด้านหนึ่งที่อาจจะเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่า ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราเป็นหนี้กันมาก ก็เท่านั้นครับ ผมเองก็ยังสมัครบัตรเครดิตหลายใบ ต่อภายหลังผมก็มีบัตรเอเม็กซ์ด้วย (แต่ท้ายสุดผมก็ยกเลิกบัตรนี้ไปก่อนที่จะถึงรอบเก็บค่าธรรมเนียมรายปี เพราะหาที่ใช้ลำบาก)