Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ่อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ่อน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคล


ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านสถาบันการเงินใดหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสถาบันการเงินที่ผมนำมายกตัวอย่างในบทความนี้ ทุกคนต่างก็ทำมาหากิน สถาบันการเงินเขาก็หาดอกเบี้ยของเขาไป เราเองก็อาจจะต้องใช้บริการเขาในบางครั้ง แต่เราก็เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเราเองด้วย

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินสดที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่สถาบันการเงินเขาโกงอะไรเรา แต่เป็นลับ ลวง พรางที่อยู่แฝงอยู่ในโปรโมชั่น ถ้าเราไม่คิดให้รอบคอบ มันก็ทำให้เราเป็นหนี้มากขึ้นไปเจอสารพัดวิธีเขาพยายามทำให้เราเป็นหนี้เขาให้ได้ (ก็เหมือนเซลหรือสาวเชียร์เบียร์ที่พยายามทำยังไงก็ได้ให้เกิดการขายมากที่สุดนั่นแหละครับ เพราะเขาได้คอมมิชชั่นจากการขาย) มาดูตัวอย่างเทคนิคที่เราอาจจะตกหลุมพรางกัน


1. ทำให้คิดว่าได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ

ถ้าใครมีบัตรสินเชื่อเงินสดอยู่และไม่ได้ไปก่อหนี้กับเขานานๆ เขาจะเริ่มคิดถึงและส่งหนังสือเชิญไปเป็นหนี้ โดยบอกว่า ได้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษสุดคุ้ม แต่แท้จริงแล้วเขาก็จะมีค่าธรมเนียมอื่นๆรวมเข้าไปจนครบ 28% อยู่ดี (ดูจากรูปจะพบว่า เขาจะเขียนบอกตัวเล็ก ๆ) และถ้าเราถามเขาแบบชกหมัดตรง ๆ ว่า มันก็ไม่เห็นจะพิเศษตรงไหน เขาก็จะอ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทำแบบนั้น ( เขาจะพูดเหมือนประมาณว่าเป็นข้อบังคับของ ธปท.ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ธปท. เขาอนุโลมให้เพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านสินเชื่อ แต่รวมแล้วไม่เกิน 28% ไม่ใช่บังคับให้คิดจากคนกู้ 28% )




2. ทำให้คิดว่าจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่า

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การกดเงินสดจากบัตรเครดิตนั้น อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 20% เท่านั้นแต่จะมีค่าธรรมเนียมการกดออกมา 3% ทันที ในขณะที่บัตรกดเงินสดมีดอกเบี้ยก็สูงกว่าคือ 28% แต่บางเจ้าจะไม่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินถ้ากดเงินจากตู้ของเขาเอง ดังนั้น ถ้าเราสามารถใช้หนี้คืนในเวลาไม่เกิน 6 เดือน การกดเงินจากบัตรกดเงินสดนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการชำระคืนน้อยกว่าการกดเงินจากบัตรเครดิตแน่นอน (แต่ต้องหาตู้เขาให้เจอนะ และอย่าลืมเอาค่าเดินทางในการหาตู้ให้เจอมารวมด้วยล่ะ)





แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของมนุษย์เงินเงินเดือนอย่างผมแล้ว ผมพบว่า ถ้าต้องการเงินสดมากกระทันหันแล้ว ส่วนใหญ่ต้องผ่อนตั้งแต่ 1 ปีทั้งนั้น และผมคิดว่า สถาบันการเงินเขาก็มีสถิติเหล่านี้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ลูกค้าผ่อนนิยมผ่อนกันกี่งวด ดังนั้น เขาจะไม่นำเสนอตารางเปรียบเทียบในทางที่เขาเสียเปรียบแน่นอน จากภาพข้างล่างจะพบว่า ตารางผ่อนคืนที่เกิน 6 เดือนนั้นจะไม่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับการกดเงินจากบัตรเครดิตเลย (เพราะมันไม่เข้าทางเขา)




สำหรับกรณีนี้ ถ้าต้องใช้เงินสด และจะผ่อนคืนเกิน 6 เดือน และพร้อมจ่ายขั้นต่ำที่ 10% ผมแนะนำ 2 วิธี
 a) ให้กดเงินสดจากบัตรเครดิตที่ไม่มีหนี้ค้าง จากนั้นหยุดใช้บัตรนั้นรูดซื้อของจนกว่าจะผ่อนหนี้เงินสดที่กดออกมาจนหมด
b) ดูว่าจะมีใคร (เพื่อน ญาติพี่น้อง) ที่ทำท่าจะเอาเงินสดซื้อของอยู่แล้ว เราก็อาสาซื้อให้เขาโดยเอาบัตรเรารูด เอาเงินสดจากเขามาใช้ จากนั้นก็เอารายการที่เราเพิ่งรูดไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกดเงิน แถมได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอีกด้วย

3. ทำให้คิดว่า กู้สูงอีกหน่อยจะคุ้มค่ากว่า


มุกนี้มาจากที่รุ่นน้องในออฟฟิศคนหนึ่ง กำลังผ่อนรถมือสอง ลำพังเท่านี้ก็เกือบไม่พอกินอยู่แล้ว ก็มาถามผมกึ่งขอความเห็นว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นรถป้ายแดงหรือไม่ เพราะเซลที่เป็นธุระจัดไฟแนนซ์ให้ก็มาบอกเขาว่า ถ้าผ่อนเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท ก็ผ่อนรถป้ายแดงได้แล้ว (แต่เขาก็คงมีคำตอบในใจแล้วว่า อยากได้ป้ายแดง) ผมก็เลยตอบกลับไปแบบตรง ๆ ว่า ให้ดูก่อนว่าใครเป็นคนพูดแนวคิดนี้ ถ้าไอ้คนที่พูดน่ะมันเป็นเซลขายสินเชื่อ มันก็ต้องพูดให้เข้าทางมันอยู่แล้วเพราะมันได้คอมมิชชั่นจากการปล่อยกู้ มันไม่บอกหรอกว่า ผ่อนรถป้ายแดงมันยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นแฝงอีก เช่น ค่าประกันก็ต้องชั้น 1 ระยะเวลาที่ผ่อนก็นานกว่า แถมพอใช้รถไปประมาณปีที่ 4 – 5 ก็จะเริ่มมีค่าซ่อมแบบรถมือสอง ในขณะเดียวกันก็ยังต้องผ่อนแพงๆอยู่


ดังนั้น หากเราวางแผนเป็นหนี้ดี ๆ เราจะไม่เสียดอกเบี้ยต่าง ๆ จากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมีวินัยทางการเงิน อย่าเพิ่งผลีผลามไปผ่อนอะไรโดยไม่จำเป็น อย่าเพิ่งตืนตาตื่นใจโดยไม่ไตร่ตรองกับโปรโมชั่นผ่อนต่าง ๆ แม้แต่โปรโมชั่นผ่อน 0% ก็ยังอาจจะไม่ใช่ 0% จริง แม้ผ่อน 0% จริงก็อาจจะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายอื่นพ่วงเข้ามาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ สุดท้ายก้ได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมเราหนี้เยอะจัง





วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผ่อน 0% จริงหรือหลอก

เรามักจะพบโปรแกรมลักษณะผ่อน 0% แบบนี้อยู่บ่อย เช่น ช่วงเทศกาลสำคัญ ปีใหม่ ลดครึ่งปี และอื่นๆสารพัดที่เกิดอยากให้มี จึงเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า มันผ่อน 0% จริงหรือ ในความเห็นผมแล้ว คิดว่าคงจะ 0% จริงในยุคแรกๆที่เริ่มทำโปรโมชั่นแบบนี้ โดยยอมรับกำไรน้อยลง (ไม่ยอมขาดทุนแน่ๆ ) ทั้งนี้ก็เพื่อหวังผลทางการตลาด แต่หลัง ๆ มานี้ ผมไม่คิดว่าจะจริง ในขณะที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษจริง ๆ


สิ่งที่ผมลองสังเกตเห็นก่อนซื้อคือ

·         การผ่อน จะผ่อนกับสถาบันการเงินทั้งนั้น (แน่นอนว่าสถาบันการเงินเขาต้องได้ดอกเบี้ยเป็นผลกำไรทั้งนั้น) ผมยังไม่เคยเห็นผ่อนกับร้านค้าโดยตรงเลย ล่าสุดที่ผมเห็นว่าเป็นการผ่อนกับเจ้าของสินค้าโดยตรงคือ ตอนซื้อเพจเจอร์ (pager: วิทยุติดตามตัวสำหรับรับข้อความ เด็กรุนใหม่ๆคงไม่รู้จัก) ตอนประมาณปี 2538 - 40


·         เวลาจะซื้อสินค้า โดยเฉพาะตามร้านค้า คนขายมักจะแอบกระซิบว่า ถ้าจ่ายสด จะยอมลดให้ หรือไม่ก็ประกาศตรง ๆ ว่า ถ้าจ่ายสดจะลดกี่เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็มีของกำนัลให้ สิ่งนี้สามารถตีความได้เลยว่า การไม่ผ่อน 0% ทำให้ร้านค้าไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายให้สถาบันทางการเงินที่ร่วมโปรมชั่นกับเขา ร้านค้าจึงสามารถให้ลดหรือมีของแถมให้


·         บางโปรโมชั่น แหวกแนวอีกว่า ถ้าผ่อน 0% แล้ว มีเงินคืนหรือของกำนัลจากสถาบันทางการเงิน มันยิ่งสวนทางกันไปใหญ่ว่า นอกจากจะไม่มีดอกเบี้ยแล้ว ยังได้ของแถมอีก ลองจินตนาการว่าคนเป็นเจ้าของร้าน คุณจะจัดแคมเป็บแบบนี้มั้ยว่า ถ้าใครซื้อแบบผ่อน ฉันมีของแถมให้ ร้านค้ามีแต่อยากได้เงินสดให้ครบถ้วนไว ๆ ทั้งนั้น


ถ้าประเมินเบื้องต้นดูแล้ว มันมีการจ่ายดอกเบี้ยมันแฝงอยู่ในตัวสินค้าแน่ ๆ ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้รับภาระส่วนนี้

เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟัง

ตอนที่ผมจะต้องเปลี่ยนยางรถยนต์เพราะหมดอายุแล้ว ก็เลยไปร้านที่เป็นศูนย์มาตรฐานของยางรถยนต์ยี่ห้อสะพานหิน (นามสมมติ) มีโปรโมชั่นผ่อนยาง 0% นาน 6 เดือน  ข้างละ 3,200 บาท สามารถเทิร์นยางเก่าได้ เหลือ 3,000 บาท ราคารวม 4 ล้อก็ 12,000 บาท ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท

จากนั้น ผมลองถามร้านอื่นที่มียางแบบเดียวกัน และรับบัตรเครดิตด้วย โดยคิดว่าถ้ารูดแล้วเอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายจะจ่ายต่องวดเท่าไหร่ ปรากฎว่าได้ราคารวม 10,000 บาท (ข้างละ 2,500 บาท) ถ้าเอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายแล้ว ผ่อนแค่เดือนละ 1,765.50 เท่านั้น



แนวประเมินเบื้องต้นว่าใครรับผิดชอบดอกเบี้ย

การจะดู ให้ดูตัวสินค้าที่จะกระตุ้นยอดขาย ดังนี้ครับ


1. ถ้าเป็นสินค้าที่ออกมาระยะหนึ่ง แล้วราคาเดิม แนวโน้มร้านค้ายอมจ่ายดอกเบี้ยเองเพื่อเพิ่มยอดขายหรือโละของที่กำลังจะตกรุ่น
2. ถ้าของออกใหม่ คนอยากได้อยู่แล้ว ผูกขาดการจัดจำหน่าย เช่น โทรศัพท์คุณฝน ต่างคนต่างเฝ้ารอตัวรุ่นใหม่ พอเปิดตัวก็ออกแคมเป็ญผ่อน 0% เลย ผมว่าเรามีแนวโน้มเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยครับ

3. ถ้าเป็นหรือพวกสินค้าที่ไม่สามารถเร่งการใช้ได้แต่ต้องรอการใช้ตามความเป็นจริง (เช่น ยางรถยนต์) การออกแคมเป็ญแบบนี้ไม่ได้กระตุ้นยอดขายในภาพรวมอยู่แล้ว นอกจากทำเพื่อแย่งลูกค้ากัน อันนี้ก็ต้องเช็คราคากันดี ๆ ครับ


ทำไมร้านค้าจัดโมโมชั่นผ่อนผ่านสถาบันการเงิน ผ่อนเองกับร้านไม่ได้เหรอ
ตอบง่าย ๆ เลยคือ มันจึงความลงตัวกันระหว่างลูกค้า ร้านค้า และสถาบันทางการเงิน (win - win - win)
1. ลูกค้าอยากจ่ายทีละน้อย
2. ร้านค้าเองก็ต้องการผลักภาระการจัดการหนี้สินออกไปที่สถาบันทางการเงิน ไม่อยากมีภาวะหนี้สูญ
3. สถาบันทางการเงินก็ต้องการดอกเบี้ยและการติดตามหนี้สินมันก็เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจให้กู้เงินอยู่แล้ว แม้ภายหลังลูกค้าไม่อยากผ่อน ก็ไม่สามารถยอมให้ยึดสินค้าแล้วหยุดผ่อนได้ เพราะการผ่อนมันอยู่ในรูปของการกู้แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกค้าจะอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้สถาบันการเงินโดยตรง จึงอยู่ในภาวะรับภาระดอกเบี้ยและเงินต้นทั้งหมดโดยปริยาย


จาก 3 win ข้างต้น มันจึงเป็นกลไกที่สามารถย้ายลูกค้าของร้านค้าไปเป็นลูกหนี้ของสถาบันทางการเงิน เป็นเป็นการกระตุ้นยอดขายร้านค้า กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต/บัตรผ่อนสินค้า แม้ลูกค้าไม่อยากได้สินค้าภายหลัง หรืออยากจะทิ้งสินค้าแบบยอมให้ยึดของแล้วตัวเองจะไม่ผ่อนต่อก็จะทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่ได้เป็นลูกหนี้ร้านค้าแล้ว แต่เป็นลูกหนี้สถาบันทางการเงิน มีข้อมูลเครดิตบูโรเป็นตัวประกัน

เท่านี้ก็คงพอเห็นภาพว่า ผ่อน 0% นั้นจริงหรือหลอก โปรแกรมทางการตลาดก็แอบตอดเงินเราไม่แพ้กลโกงบัตรเครดิตเลยครับ นี่ยังไม่รวมการเชื้อเชิญให้เป็นหนี้แบบที่ทำให้เข้าใจว่ากู้แล้วคุ้มเลย สำหรับผู้ที่ต้องการลองคำนวณในลักษณะแบบนี้เล่น ๆ ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วปลี่ยนตัวเลขเอาเองนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนดีอย่างไร

สำหรับการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าที่เรายังอยู่ในภาวะไม่สามารถชำระเต็มจำนวน การจ่ายขั้นต่ำมักจะเป็นทางเลือกแรกที่เรามักนึกถึงเสมอ และเราก็จะทำตามนั้นจนลืมคิดว่า มันน่าจะมีวิธีอื่นอีกหรือไม่

ทำไมต้องใช้โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน
คนใช้บัตรเครดิตบางส่วนมักเข้าใจว่า ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากยอดค้างจ่าย ความเข้าใจนี้เป็นจริงถ้าเราไม่นำบัตรไปรูดซื้อสินค้าอีกเลย (แต่ความเป็นจริงมักไม่เป็นแบบนั้น) ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจึงรวมดอกเบี้ยที่มาจากการรูดซื้อสินค้าใหม่ๆ ด้วย ตามที่เขียนไว้ใน “จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง(อีกนิด) ตอน 2/3 

การที่จะให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยจากยอดค้างจ่าย มีวิธีเดียวเท่านั้นคือ เอารายการซื้อสินค้ารายการใดก็ได้ (ที่มียอดรูดเยอะๆ ) เอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งชำระรายเดือน โดยโทรแจ้ง call center ก่อนถึงสรุปยอดค่าใช้จ่าย (วันปิดงวดบัญชี)  วิธีนี้จะทำให้การชำระเงินของเราเป็นการชำระเต็มทุกงวด ดังนั้น แม้เรานำบัตรไปรูดซื้อสินค้าเพิ่ม ธนาคารจะไม่ถือว่ายอดค้างชำระ รายการที่รูดใหม่ก็จะไม่ถูกนำไปคำนวณดอกเบี้ยแบบจ่ายขั้นต่ำ บริการนี้มีชื่อเรียกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร เช่น FLEXI (KTC), SmartPlan (Krungsri), Deejung (SCB)

ข้อแตกต่างระหว่างการแบ่งชำระรายเดือนกับการชำระขั้นต่ำแบบปกติ
ข้อดีคือ 
1. เราไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยจากการรูดซื้อสินค้าอื่นๆ ตราบเท่าที่เรายังชำระเต็มตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้
2. หลายธนาคารมีโปรโมชั่นพิเศษด้านดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
20% / ปี เช่น 0.89% / เดือน (ซึ่งเทียบเท่ากับ 10.68% / ปีเท่านั้น)
ข้อเสียคือ
1. ยอดที่เรานำเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายแล้ว เป็นการสมัครใจว่าจะชำระเป็นงวด ธนาคารได้ตอบแทนโดยให้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษแล้ว ธนาคารจึงมักไม่รับปิดยอด
 ท่านก็ต้องทยอยจ่ายตามโปรแกรมที่กำหนดไว้
2. รายการที่นำเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนแล้ว จะไม่สามารถนำมาจ่ายขั้นต่ำซ้ำได้ (เพราะถือว่าสมัครใจกำหนดงวดไว้แต่แรกแล้ว)
ข้อควรทราบ 
แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป เช่น ยอดขั้นต่ำที่เข้าร่วมโปรแกรม ทุกรายการหรือเฉพาะร้านที่ร่วมรายการ การกดเงินสดและการรูดซื้อทอง มักเข้าร่วมโปรแรกมนี้ไม่ได้
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติรูดซื้อทีวีไป 10,000 จากนั้นแต่ละเดือนเรามักจะรูดซื้อของเฉลี่ยเดือนละ 600 ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าชำระเต็มไม่ได้ ควรวางแผนว่า เราจะผ่อนเฉพาะยอด 10,000 บาทเป็นงวด ๆ และชำระเต็มส่วน 600 บาททุกเดือน
ดังนั้น ก่อนถึงวันสรุปยอดใช้จ่าย ให้เอายอด 10,000 ไปเข้าโปรแกรมแบ่งชำระ สมมติว่าต้องการผ่อน 10 เดือน จะตกเดือนละ 1,094 (รวมดอกเบี้ย 20% แบบลดต้นลดดอกแล้ว เฉลี่ยเดือนละ 94 บาท) แต่ถ้าไม่เข้าโปรแกรมแบ่งชำระรายเดือน นอกเหนือจากดอกเบี้ยของยอด 10,00 บาทแล้ว จะยังมีเพิ่ม 10 บาท / เดือน ที่มาจากยอดรูด 600 บาทด้วย

ลองเปรียบเทียบความแตกต่าง ดังนี้

ประเด็นเปรียบเทียบ
แบ่งชำระรายเดือน
จ่ายขั้นต่ำปกติ
สถานะการชำระแต่ละเดือน
ชำระเต็ม
ชำระขั้นต่ำ
ดอกเบี้ยของยอดรูดอื่นๆ     
ไม่มี เพราะธนาคารถือว่าชำระเต็ม
มี เพราะถือว่าชำระขั้นต่ำ
ยอดเรียกชำระเต็มแต่ละเดือน
1,094 + ยอดรูดอื่นๆ 600 = 1,694
อีก
900 ถือว่ายังไม่ครบกำหนดชำระ
10,000 (และน้อยลงแต่ละเดือน) + ดอกเบี้ยของยอด 10,000 + ยอดรูดอื่นๆ 600 + ดอกเบี้ยดอกเบี้ยของยอดรูดอื่นๆ 10 = 10,610
ยอดชำระขั้นต่ำ 10%    
1,094 + 10% ของ 600
= 1,094 + 60 = 1,154
10% ของเรียกชำระเต็ม
=10,600 x 10%
= 1,060 (และน้อยลงแต่ละเดือน)
จำนวนงวดที่หนี้หมด
10 งวด
มากกว่า 10 งวด (เว้นแต่หาเงินมาปิดหนี้ก่อนได้)
ดอกเบี้ยทั้งหมดใน 10 งวดแรก               
สูงสุด 94 x 10 = 940 บาท
อย่างน้อย (94 x 10) + (10 x 10)
= 940 + 100 = 1,040บาท

จากตารางจะเห็นว่า ถ้าเราทำรายการแบ่งชำระรายเดือน แต่ละเดือนจะมียอดขั้นต่ำสูงกว่าการชำระขั้นต่ำปกติ แต่เราสามารถกำหนดงวดค้างจ่ายได้ชัดเจน และยอดชำระเต็มก็เป็นไปตามที่เรากำหนดไว้ตอนขอแบ่งจ่ายชำระ ดังนั้น ถ้าเราวางแผนการเงินแล้วพบว่า เรามีกำลังจ่ายมากกว่าขั้นต่ำ แต่ก็ไม่สามารถจ่ายเต็มจำนวนได้ เราก็ควรใช้โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนที่ธนาคารมีให้

ก็ฝากไว้นะครับสำหรับ โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เป็นอีกทางเลือกสำหรับใช้จัดการหนี้สินบัตรเครดิตของท่าน


วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 3/3: ทำกันอย่างไร

หลังจากที่ท่านเข้าใจเรื่อง วันสรุปยอดบัญชีกับวันครบกำหนดชำระจากจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 1/3: วันปลอดดอกเบี้ยที่ไม่ปลอดดอกเบี้ยจริง และ เข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตเมื่อชำระขั้นต่ำใน จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร แล้ว ก็มาถึงการจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกเบี้ยลดลง (อีกนิด) ซะที (ถ้าท่านชำระเต็มอยู่แล้ว และไม่กดเงินสดเลย ท่านไม่จำเป็นต้องอ่านครับ)

ตัวอย่างการเพิ่มจำนวนวันสำหรับคำนวณดอกเบี้ย
ก่อนจะพูดถึงขั้นตอนภาคปฏิบัติ มาดูตัวอย่างที่ผมโดนมาแล้ว ธนาคารนี้ผมทำหักค่าใช้จ่ายบัญชี 100% ดังนั้น ไม่มีขั้นต่ำ  ปกติจะครบกำหนดชำระทุกวันที่ 8 - 9 ของแต่ละเดือน (ผมมีปัญหาการเงินเพราะผลจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 54 นึกว่าเอาอยู่) มาดูว่า ขั้นตอนการเพิ่มวันคำนวณดอกเบี้ยของธนาคารเป็นอย่างไร

ภาพที่ 1 ผมจ่ายเต็มมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มันไม่มีความหมายอะไรสำหรับธนาคาร เพราะเขาไม่ได้ดอกเบี้ย (แน่นอนเราเป็นลูกค้าชั้นดี) ผมเอาเงินเข้าบัญชีไม่ทัน ก็ยังจ่ายบริการเคาน์เตอร์นอกรอบ เต็มจำนวนตามยอด แต่ก็ช้ากว่ากำหนด (จากวันที่ 8 เป็นวันที่ 15 ดูตามกรอบแดง ล่างทั้งซ้าย - ขวาประกอบ)




ภาพที่ 2 เดือนต่อมา แม้เดือนที่แล้ว ผมจ่ายไปกว่า 72%  (ตามกรอบแดงล่างขวา) จากยอด 36,xxx (ดูภาพยอดหนี้ในภาพที่ 1 ประกอบ) แต่ธนาคารถือว่าผมต้องจ่ายเต็ม ถือว่ามียอดค้างชำระ เข้าข่ายจะติดบูโร และเตรียมระงับบัตร (Call center ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะถูกโปรแกรมสมองให้ตอบตาม script ที่มีไว้แบบนั้น) และพอธนาคารเห็นว่าไม่ครบ ก็ย้ายวันครบกำหนดชำระไปปลายเดือน แน่นอนว่ามันยืดวันคำนวณดอกเบี้ยตามที่ผมอธิบายไว้ ผมถามธนาคาร เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า (ที่จริงคือ หลอกให้ลูกค้าตายใจ คิดว่าได้กำไร 




ภาพที่ 3 เดือนต่อมา ผมประเมินแล้วว่า แม้ผมทุ่มสุดตัวก็ยังจ่ายเต็ม 100% ไม่ได้ และบัตรถูกระงับอยู่ดี ผมเลือกไม่จ่ายของเดือนที่ผ่านมา (ภาพล่างไม่มีรายการชำระเลย) ผมเก็บเงินไปจ่ายบัตรอื่นดีกว่า (อย่างไรก็ตามผมก็ปิดหนี้ได้ในเดือนต่อมา และยกเลิกทันที โดยภาพรวมก็ยังถือว่าได้กำไรจากบัตรนี้) 





หอมปากหอมคอแล้ว มาดูภาคปฏิบัติสำหรับจ่ายขั้นต่ำแบบลดดอกเลยครับ

ขั้นตอนแรกคือ เตรียมการ
  • ต้องทราบวันสรุปยอดของแต่ละบัตรเครดิตที่มี
  • ควรมีฟอร์มรับชำระที่มีบาร์โค้ดเก็บไว้ใช้ (ทุกงวด บาร์โค้ดจะเหมือนกันทุกประการ เว้นแต่ท่านขอหมายเลขบัตรใหม่เพราะบัตรใบเดิมหาย) ฟอร์มทุกอันมีประโยชน์ สามารถฝาก messenger ของบริษัทที่เราทำงานอยู่ไปชำระเงินได้ (ถ้าเขาจะไปอยู่ธนาคารนั้นๆ อยู่แล้ว และในฟอร์มมันก็มักไม่ระบุยอดหนี้ค้างชำระใด ๆ)
  • หาแหล่งรับชำระใกล้ตัว  เช่นตู้ ATM ตู้รับฝากเงิน (บางตู้รับชำระได้ด้วย) หรือบริการเคาน์เตอร์ตามร้านสะดวกซื้อ
  • แม้ไม่มีบาร์โค้ด ก็ชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือตู้ ATM ของธนาคารที่ออกบัตรเครดิตได้ (แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียมการรับชำระ)

ขั้นตอนสุดท้ายคือชำระกับรูดให้ถูกวัน
  • ชำระวันรุ่งขึ้นทันที หลังวันสรุปยอด เพราะหลังสรุปยอด เป็นวันที่มียอดค้างชำระขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ส่วนใบแจ้งหนี้จะมาถึงหรือยัง ไม่ต้องไปสนใจ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน  เพราะการรอจนถึงวันครบกำหนดคือการยอมให้ดอกเบี้ยงอกจากเงินค้างจ่าย (เว้นแต่เป็นพ่อค้า แล้วต้องเอาเงินไปหมุนก่อนแล้วได้เงินคืนตอนวันครบกำหนดชำระ)
  • ถ้าวันสรุปยอดตรงกับวันหยุด อาจจะรอสัก 2 – 3 วัน หรือโทรถาม call center เลยครับว่า มีการสรุปยอดบัญชีหรือยัง
  • ให้หยุดใช้บัตรโดยเด็ดขาด หรือถ้าต้องใช้ ให้เลื่อนการรูดออกไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้
  • เมื่อตั้งใจว่า จะหยุดการใช้บัตรเครดิตแน่ ๆ แต่ไม่สามารถชำระขั้นต่ำ 10% ได้ หรือชำระแล้วก็ยังต้องเอาไปรูดอีกเพราะค่าใช้จ่ายส่วนตัวไม่พอ ให้หาโปรโมชั่นและใช้เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล หลังปิดได้แล้ว ให้ยกเลิกบัตรเครดิตเจ้ากรรมนี้เสีย (ตั้งหลักได้เมื่อไหร่ ค่อยสมัครใหม่)
ง่ายเพียงเท่านี้ ก็จะทหให้ท่านจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกเบี้ยน้อยลงได้  บางคนอาจจะเอาไปวางแผนแต่ง bank statement ให้ดูดีได้ด้วย เพราะถ้าจะไปทำเรื่องเงินกู้ (ที่จำเป็น) แล้ว ถ้าในบัญชีเงินฝากเราหายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก ๆ ของเดือน มันคงดูไม่ดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราเป็นหนี้กันมาก

ผมไปเจอหัวข้อนี้มาจาก pantip ก็เลยขอเอามาขยายผลแสดงความเห็นต่อในบล็อกนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะไปหักล้างความคิดใคร เพียงแต่ส่วนตัวผมมีความคิดเห็นต่างจากความเห็นทั่วไป สำหรับผมเองคิดว่าสาเหตุที่เราเป็นหนี้กันมากมีดังนี้

1. ไม่รู้จักคิด

1.1 เงินไม่พอใช้เลยทำบัตรเครดิต/ บัตรกดเงินสด

สิ่งที่ผมมักได้ยินจากปากเพื่อนมนุษย์เงินเดือนด้วยกันก็คือ อยากทำบัตรเครดิตเพราะเงินไม่ค่อยพอใช้ หรือไม่ก็วงเงินบัตรเครดิตเต็ม เลยต้องสมัครบัตรเครดิตเพิ่ม

ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาเอาอะไรมาคิด ถ้าเงินไม่พอใช้ เราก็ต้องทำงานมากขึ้นหรือไม่ก็เปลี่ยนงานที่มีโอกาสได้ค่าตอบแทนมากขึ้น การทำบัตรเครดิตมันไม่ได้ทำให้เรามีเงินในแต่ละเดือนมากขึ้นเลย ตรงข้ามมันเป็นการสร้างภาระหนี้ให้ตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเขาทำงานค้าขาย ต้องมีเงินต้นทุน สามารถเอาเงินที่กู้ไปค้าขายจนได้กำไร แล้วเอารายได้ที่เกิดก็มาใช้หนี้ในเวลาที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ ก็ไปอย่าง

1.2 บ้าศักดิ์ศรีจอมปลอม

ที่ขอพูดคือ การวัดคุณค่าหรือศักดิ์ศรีตัวเองด้วยบัตรเครดิตที่ถือ พอสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านก็ขาดความไม่มั่นใจในตัวเองว่าทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการอนุมัติบัตรเครดิตมันขึ้นกับแนวทางปฏิบัติของแต่ละธนาคารที่ต่างกันไป แม้ท้ายสุดเราอาจจะพยายามหาวิธีสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านได้ แต่ถ้ามีแล้วไม่รูด มันก็เหมือนถูกมองว่ามีบัตรเครดิตไว้เพื่อโชว์ มันก็อยากจะรูดโชว์อีก (ยอมอด ไม่ยอมอาย) มันก็ยิ่งเสียวินัยการเงินไปกันใหญ่ ท้ายสุดก็อาจจะต้องไปกู้เงินเพื่อปิดหนี้บัตร

1.วัตถุนิยมแบบขาดการประมาณตน
ผมไม่ได้ต่อต้านการซื้อรถซื้อบ้านหรืออะไรที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่หลายคนมักผ่อนแบบเกินตัว ร้ายไปกว่านั้นคือการผ่อนเพื่อการบริโภคเสียส่วนใหญ่ เช่น รถยนต์ (ที่ราคามันตกเร็วกว่าเงินที่ผ่อนไปเสียอีก)


ผมรู้จักคนหนึ่งที่พยายามกัดฟันผ่อนรถป้ายแดงเดือนละประมาณ 10,000 กว่า ๆ แต่จอดไว้มากกว่าขับ ผมเคยแนะนำให้เขาขายเสีย เขากลับย้อนว่า เข้าใจเขาหน่อยว่ามันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขามีอยู่ ผมก็อุตส่าห์หวังดีอธิบายให้ฟังว่า มันไม่ใช่สมบัติแต่มันเป็นตัวสร้างหนี้ เพราะกว่าจะผ่อนหมด เขาต้องจ่ายเงินร่วม 600,000  และรถจะเก่าลงจนราคาจะเหลือไม่เกิน 300,000 ก็เท่ากับว่าเงินมันหายไป 300,000 แล้วจะซื้อมาจอดให้มันเสื่อมค่าเล่นทำไม แต่เขาไม่รับฟัง ท้ายสุดก็หนี้สินล้นพ้นตัวต้องคอยหลบเจ้าหนี้ (ตอนนี้ไม่รู้หายตัวไปไหนแล้ว)

1.4 ยอมอยู่ในเกมการตลาดของสถาบันทางการเงิน

การจัดแคมเป็ญการค้าการขายทุกอย่างในโลกล้วนเป็นไปตามกลไกการตลาดทั้งสิ้น แต่ปัญหามันอยู่ที่เรามักจะยอมติดกับดักหลุมพรางของผู้ให้บริการสินเชื่อ เรามักจะเห็นโฆษณาชวนให้เป็นหนี้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู เป็นหนี้เพราะอยากมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นหนี้เพราะกลัวครอบครัวมีปัญหา ดังนั้น ถ้าเรากำลังอยู่ในภาวะแบบนั้นอยู่ เราก็จะมีข้ออ้างให้กับตนเองและอยากจะเป็นหนี้จนเนื้อเต้น เราก็จะเดินเข้าไปในกับดักนั้น ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมันมีวิธีการแก้ปัญหาอีกหลายทางที่เราสามารถคิดได้และทำได้ (แต่เราก็เลือกไม่ทำ)

2. นิสัยขาดวินัย จึงเกิดอาการการทำอะไรตามใจคือไทยแท้
นิสัยประจำชาติด้านลบที่เรายังแก้กันไม่ได้ นั่นคือ การทำอะไรตามใจคือไทยแท้ และที่มาของนิสัยนี้ก็คือ การขาดวินัย พวกฝรั่งที่จับจุดนี้ได้ก็มาเปิดบริษัทปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลดูดเงินเข้าประเทศตัวเอง หลัง ๆ มา ธนาคารพานิชย์ต่าง ๆ ของไทยก็เอากับเขาบ้างเพื่อสร้างรายได้เข้าองค์กร

รากความหมายที่แท้จริงของการมีวินัย คือ การรู้จักควบคุมบังคับตนเองให้อยู่ในแนวทางที่ควร หรือในแนวทางของการใช้เหตุผลที่ควรจะเป็นตั้งแต่ระดับจิตใจ ทุกวันนี้ที่เราไม่ตื่นสาย ยังไปทำงานตรงเวลา ทำตามกฎระเบียบข้อบังคับทางจราจรต่าง ๆ ได้ ถือได้ว่ามีวินัยระดับหนึ่ง แต่มันก็ถูกต้องบางส่วนครับ

เพื่อให้เห็นภาพก็คือไปดูมดที่มันมักมาหาอาหารตอนที่เราเก็บกวาดอาหารไม่หมดครับ จะเห็นว่าแต่ละตัวมันทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ต้องมีอะไรมาคุมเลย ไม่มีตัวไหนทำตัวเก๋าเกมออกนอกแถวเลย ท้ายสุดมันก็อยู่ข้ามแล้งข้ามปีได้

ตามความเป็นจริงแล้ว คนอยู่สูงกว่าสัตว์ ควรจะวินัยทั้ง 3 ด้าน กล่าวคือ

1.                  กายกรรม ควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ ควบคุมตนเองให้ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
2.                  วจีกรรม ควบคุมตนเองให้พูดในสิ่งที่ควรพูด ควบคุมตนเองให้ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด และ
3.                  มโนกรรม ควบคุมตนเองให้คิดในสิ่งที่ควรคิด ควบคุมตนเองให้ไม่คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด


แต่เราก็พบว่ามนุษย์โลกทั่วไปไม่ได้เป็นอรหันต์ด้านวินัย ก็เลยต้องมีกลไกทางสังคมมาช่วย เช่น ตัวบทกฎหมาย การลงโทษต่าง ๆ มาควบคุมเพื่อให้ทุกอย่างในสังคมมันไปในแนวทางที่ควรไปนั่นเอง เช่น หลายคนตื่นเช้าไปทำงานเพราะกลัวถูกหักเงินเดือน ไม่ขับรถฝ่าไฟแดงเพราะกลัวโดนจับ จึงไม่ถือได้ว่ามีวินัยอย่างแท้จริง แต่มันเป็นความกลัวเสียตังค์มันบังคับเราอยู่

แล้วคราวนี้มันมาเกี่ยวกับการเป็นหนี้กันมากก็ตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้กู้ง่าย กฎระเบียบผ่อนคลายการเยอะ นิสัยการทำอะไรตามใจคือไทยแท้มันก็เลยแผลงฤทธ์กันง่าย ๆ จึงส่งผลให้เราเป็นนักกู้กันง่าย ๆ ครับ ไม่เชื่อลองคิดดูว่าระหว่างทางของชีวิตมันมีอะไรที่เราชอบเป็นพิเศษ เรามักทำลายกฎเพื่อเห็นแก่สิ่งที่เราชอบ ตัวอย่างเช่น เราเป็นคนชอบ iphone ดังนั้น แม้เรารู้ว่าการเก็บออมเป็นสิ่งดีที่ควรทำ iphone ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด แต่เมื่อรุ่นใหม่ออกมาแถมยังมีโปรผ่อน 0% มาล่อใจอีก ถ้าเรายังไม่มีวินัยตามที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อข้างต้น เราก็จะตามใจตัวเองยอมไปเป็นหนี้อย่างง่ายดาย (ยอมให้พวกสินเชื่อมาจูงจมูกเสมอทุกครั้งไป) แม้จะรู้ว่า มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากนัก

ตัวอย่างชวนคิด
อยากเล่าเรื่องสมัยที่บัตรเอเม็กซ์ (American Express) มีโปรโมชั่นแบบแหวกแนวให้ฟัง ตอนผมเริ่มทำงาน มันมีโปรโมชั่นอยู่ว่า ใครก็ตามที่จบจากสาขาวิชาที่คนนิยมจากมหาวิทยาลัยของรัฐจะสามารถทำบัตรของเขาได้ทันที โดยไม่ต้องแสดงสลิปเงินเดือน ผมก็อยู่ในช่วงนั้น เรียนจบใหม่ เริ่มทำงานไม่กี่เดือน เซลล์เอเม็กซ์ก็ตามตื๊อเหลือเกิน รวมถึงคนรู้จักที่มีญาติตัวเองเป็นเซลล์ที่เอเม็กซ์ก็มาชวน สมัยนั้นการมีบัตรใบนี้ถือว่าเท่มาก พรรคพวกสมัครกันเป็นแถว ยกเว้นผม ทำไมเหรอครับ 
- ผมหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมผมต้องมีบัตรเครดิต
- สารพัดโปรโมชั่นที่เซลล์มานำเสนอมันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่มีโอกาสจะได้ใช้
- ถ้าผมรูดบัตรใช้จ่าย อย่างเก่งก็เดือนละ 1000 บาท ได้แต้มมา 40 แต้ม มูลค่าก็ไม่เกิน 4 บาท แต่ทำไมต้องมาเสียค่าบริการ counter service เดือนละ 15 บาท ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมรายปีประมาณ 1,000 บาท (ในสมัยนั้น)

ที่พูดว่าก็เพื่อแบ่งปันความคิดเห็น ผมก็ไม่ได้เป็นนักบริหารขั้นเทพมาจากไหน และก็ไม่ได้ต่อต้านการสร้างหนี้ (ที่จำเป็น) แต่อย่างใด แค่อยากสะท้อนความคิดด้านหนึ่งที่อาจจะเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่า ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราเป็นหนี้กันมาก ก็เท่านั้นครับ ผมเองก็ยังสมัครบัตรเครดิตหลายใบ ต่อภายหลังผมก็มีบัตรเอเม็กซ์ด้วย (แต่ท้ายสุดผมก็ยกเลิกบัตรนี้ไปก่อนที่จะถึงรอบเก็บค่าธรรมเนียมรายปี เพราะหาที่ใช้ลำบาก)