Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินเชื่อส่วนบุคคล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินเชื่อส่วนบุคคล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอกกับแบบคงที่

ไม่ว่าเรากำลังจะก้าวสู่ชมรมคนใช้บัตรบัตรเงินสด หรือบางคนอาจอยู่ในชมรมคนถือบัตรเครดิตแล้ว เชื่อว่า เรามักจะเจอโฆษณาแคมเป็ญดอกเบี้ยพิเศษต่างๆ ที่ดูน้อยมาก แต่แท้จริงแล้ว มันน้อยจริงหรือไม่ เราอาจจะไม่เคยคาดคิด เพราะโดยส่วนใหญ่ในโฆษณาเขาไม่บอกหรอกครับว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอกหรือเป็นแบบคงที่

ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (effect rate)
อัตราดอกเบี้ยแบบนี้ จะคำนวณดอกเบี้ยตามภาระเงินต้นที่ค้างอยู่ เช่น กู้เงินซื้อของผ่อนราคา 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน ดังนั้น
ในเดือนที่ 1 เราจะมีดอกเบี้ย 2% จากยอดเงิน 10,000 บาท นั่นคือ 200 บาท ดังนั้น ถ้าเราผ่อนจ่าย 1,000 บาท เงินต้นจะลดลง 800 บาท
ในเดือนที่ 2 เราจะมีดอกเบี้ย 2% จากยอดเงิน 9,200 บาท นั่นคือ 184 บาท ดังนั้น ถ้าเราผ่อนจ่าย 1,000 บาท เงินต้นจะลดลงอีก 816 บาท หรือถ้าจะโปะ เงินที่จ่ายเพิ่ม จะถูกนำไปชำระเงินต้น ทำให้เดือนต่อ ๆ จะมีฐานคำนวณดอกเบี้ยที่ต่ำลง
การคำนวณดอกเบี้ยในลักษณะนี้นี้มักใช้กับบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรผผ่อนสินค้าทั้งหลายที่ดอกเบี้ยสูงถึง 28% ต่อปี หรือประมาณ 2.33% ต่อเดือน

ดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (flat rate)
อัตราดอกเบี้ยแบบนี้จะคำนวณครั้งเดียวตามระยะเวลาทั้งหมดที่จะผ่อนทั้งหมด เช่น กู้เงิน 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน โดยมีแผนชำระชำคืน 6 เดือน ดังนั้น
ดอกเบี้ยทั้งหมดคือ 1% ของ 10,000 บาท (หรือ 100 บาท) x 6 เดือน = 600 บาท
จำนวนเงินที่ชำระคืน คือ 10,000 + 600 = 10,600 บาท ในระยะเวลา 6 เดือน หรือเดือนละ 1,766.67 บาท โดยประมาณ
การคำนวณดอกเบี้ยในลักษณะนี้นี้มักใช้กับการเช่าซื้อรถยนต์หรือไม่ก็โปรโมชั่นผ่อนของบัตรเครดิต โดยมากเมื่อเราใช้บริการแบบนี้แล้วก็มักจะโปะปิดหนี้ไม่ได้ หรือแม้ปิดได้ก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมปิดหรือปิดแบบไม่ลดดอกเบี้ยให้ หรือต้องโปะให้ครบในคราวเดียว


ดังนั้น เมื่อเห็นโปรดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยถูก ก็ควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนนะครับ เพราะของฟรีหรือของถูกแต่มี มักไม่ค่อยมีในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจปล่อยเงินกู้ที่ล้วนต้องการผลตอบแทนกลับในรูปดอกเบี้ยทั้งนั้น

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ ผ่านเว็บ ผ่านตัวแทน ผ่านธนาคาร อันไหนปลอดภัยกว่ากัน

เราคงเคยได้ข่าวเรื่องที่มีคนเอาเครื่องสกิมเมอร์ (skimmer) มาดักข้อมูลบัตร ATM หรือบัตรเครดิตแล้วแอบเอาไปถอนเงินข้ามประเทศ ตามเว็บบอร์ดก็คนที่เสนอแนะต่าง ๆ จริงบ้างไม่จริงบ้างปนเปกันไป ตั้งแต่แนวทางป้องกันที่แสนง่ายคือ ขณะกดรหัสให้เอามือบังแป้นคีย์บอร์ดหน้าเครื่อง ATM  จนถึงพยายามอธิบายความให้ดูซับซ้อนขึ้น เช่น ดูว่าช่องเสียบบัตรมีดวงไฟมั้ย (มันก็ไม่แน่เสมอไป)

คำถามหนึ่งที่คนมักกังวลแต่ไร้คนตอบชัด ๆ คือ การสมัครผ่านตัวแทนหรือผ่านเว็บไซต์มันมีความปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนตัวเราหรือไม่ ควรทำหรือไม่ คนที่ตอบก็มีทั้งแบบใช้สมมติฐานสำนึก (คิดไปเองว่ามันน่าจะใช่) ไปจนถึงตอบแบบรู้จริง

สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่า หากพิจารณาถึงเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลกันได้รวดเร็วราวสายฟ้าแลบรวมทั้งรูปแบบวิธีบริหารงานในยุคปัจจุบันแล้ว ไม่ว่าจะสมัครบัตรเครดิตผ่านช่องทางไหน ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวเรามันก็ไม่ต่างกัน โดยจะขอยกมากล่าวบางประเด็นหลักที่ช่วยเป็นคำตอบให้คำถามนี้



ขั้นตอนเก็บเอกสารการสมัครบัตรเครดิตแต่ละที่ไม่ต่างกัน

ทุกขั้นตอนของการสมัครบัตรเครดิตมันก็คืองานเดินเอกสารด้วยคนแทบทั้งสิ้น ในระหว่างเส้นทางเดินเอกสารนี้ ถ้าใครจะแอบทุจริตแอบทำสำเนาข้อมูลส่วนตัวเก็บไว้จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก แม้เอกสารจะไปถึงส่วนงานกลางด้านบัตรเครดิตแล้วแต่ถ้าจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมันทำงานน้อย มันก็มีโอกาสที่ข้อมูลส่วนตัวเราจะถูกสำเนาเก็บไว้ต่างหากได้เช่นกัน มาดูขั้นตอนเดินเอกสารของการสมัครบัตรเครดิตแต่ละช่องทางดู

1. การสมัครบัตรเครดิตผ่านสาขาธนาคาร
เมื่อเรายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สาขาธนาคาร เบื้องต้นเขาก็ดูว่าเอกสารครบถ้วน เรียบร้อยหรือไม่ แต่ตัวสาขาธนาคารไม่ได้เกี่ยวกับการพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเครดิต) ดังนั้น เอกสารต่าง ๆ จะถูกรวบรวมสะสมไว้รอคิวจัดส่งส่วนงานด้านบัตรเครดิต ช่วงรอคิวก็อยู่ที่จังหวะการส่งส่งเอกสารระหว่างหน่วยงาน ผมเคยยื่นเรื่องที่สาขา กว่าเรื่องจะถึงส่วนกลางก็ใช้เวลา  5 วันก็เคยมาแล้ว

2. การสมัครบัตรเครดิตผ่านตัวแทน
ตัวแทนทำหน้าที่ไม่ต่างจากสาขาธนาคาร เพียงแต่มันจำกัดอยู่ที่การรับสมัครบัตรเครดิตเท่านั้น นั่นก็คือ รวบรวมเอกสารการสมัครบัตรเครดิตส่งหน่วยงานกลางด้านบัตรเครดิต เนื่องจากรายได้หลักของตัวแทนก็คือคอมมิชชั่นที่มาจากจำนวนบัตรเครดิตที่ผ่านการอนุมัติ บางที่จึงมีการบริการต่าง ๆ รอบคอบและรวดเร็วกว่าหรือไม่ก็มีโปรโมชั่นพิเศษกว่าไปยื่นเอกสารสมัครเองที่สาขาธนาคารเสียอีก อย่างไรก็ตาม จะมีเจ้าหน้าที่ของตัวแทน  (บางคน) ที่อาจจะอยากได้ยอดสมัครมาก (มันมีผลต่อรายได้เขา คงไม่คิดจะโกงอะไร) ก็มักจะเชิญชวนให้ลูกค้าสมัครหลาย ๆ ใบ ถึงขั้นให้ถ่ายสำเนาเอกสารส่วนตัวไว้แล้วจัดการสมัครแทนให้เอง (ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง) ดังนั้น ถ้าจะสมัครผ่านตัวแทน ก็เตรียมเอกสารไว้แต่พอดี คาดข้อความสำเนาตัวเอกสารให้เรียบร้อย

3. การสมัครบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์
ข้อดีของการสมัครผ่านเว็บไซต์คือ มีคนมารับเอกสารถึงบ้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของธนาคารหรือของตัวแทน ความปลอดภัยของข้อมูลก็ไม่ได้ต่างกัน เพราะ
- เว็บไซต์รับสมัครบัตรเครดิตของธนาคารหลายแห่ง ดูแลโดยตัวแทน
- คนที่มารับเอกสาร มักเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ให้บริการด้านจัดส่งเอกสาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร หรือไม่ก็เป็นตัวแทนที่ที่ดูแลเว็บไซต์สมัครบัตรเครดิตของธนาคาร (ถ้าใครสมัครบัตรเครดิตผ่านเว็บ ตอนที่เขามารับเอกสารนั้น ลองแกล้งถามหาใบสมัครบัตรเครดิตเจ้าอื่นดู ผมว่าเขามีให้แน่นอน)
- เอกสารที่เขามารับนั้น ก็จะถูกรวบรวมจัดส่งหน่วยงานกลาง แบบเดียวกับระบบแบบปกติ

ผลลัพธ์การสมัครบัตรเครดิต ผ่านตัวแทน ผ่านเว็บ กับสมัครผ่านธนาคาร ก็ไม่ต่างกัน
ประเด็นนี้น่าจะตอบกันได้ว่าไม่ต่างกัน เพราะหลังจากที่สมัครบัตรเครดิตผ่านแล้ว ตัวแทนก็ไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นและไม่มีสิทธิ์มาเกี่ยวแล้ว เพราะ
1.สารพัดบริการของบัตรเครดิตตั้งแต่เราเริ่มมีบัตร จนเริ่มก่อหนี้ จนกระทั่งเราเลิกใช้บัตรเครดิต ธนาคารเป็นผู้ให้บริการ
2. สารพัดแคมเป็ญทางการตลาด ก็มาจากธนาคารที่ออกบัตรเครดิต
3. สารพัดการขายประกันภัย ทางโทรศัพท์จะมาไม่ขาดสาย ว่ากันว่า ข้อมูลมันบางส่วนมันก็น่าจะมาจากธนาคารนั่นแหละ

ธนาคารอยู่ในยุคที่ต้องยอมแบ่งปันข้อมูลเพราะการบริหารงานด้วย Sub –contract / Outsource
ธนาคารก็เป็นหน่วยงานทางธุรกิจ ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและได้เปรียบคู่แข่ง การใช้บริการ Outsource จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่มี เพราะ
1. ธนาคารไม่ได้เก่งทุกเรื่อง
ธนาคารอาจจะวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเก่ง แต่การมี sub contract ให้ทำงานในด้านที่ไม่เก่ง จะทำให้คงความแข็งแก่งไว้ การมีตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตมันก็ช่วยเป็นแขนขาให้ธนาคารมีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ และแม้ลูกค้าบัตรเครดิตเบี้ยวหนี้ ก็ว่าจ้างบริษัทภายนอกทวงหนี้

2. ธนาคารก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย
การใช้บริการแบบ Outsource สำหรับบางด้าน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าตั้งหน่วยงานเอง การมีตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตมันก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกิดลูกค้าใหม่โดยที่ไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่ม และหากลูกค้าน้อยลง ก็ไม่ต้องไปรับผิดชอบหรือชดเชยอะไรให้ตัวแทน

3. ความลับไม่มีในโลก
ผมเคยทำงานเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์กับบริษัทที่รับจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศมาก่อน ระหว่างการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผมมักจะพบข้อมูลที่ลูกค้าไม่อยากจะเปิดเผยให้บุคคลภายนอกทราบเสมอ และมันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงยากนอกจากจะไว้ใจกันเท่านั้น ดังนั้น ในสัญญาจ้างพัฒนาระบบนั้น จะมีสัญญาข้อหนึ่งที่ระบุว่าไม่ให้เอาเรื่องภายในหน่วยงานลูกค้าไปเผยแพร่ให้คนอื่นทราบ (ส่วนภาคปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่ง) ธนาคารก็อยู่ในข่ายนี้ที่ไม่สามารถควบคุมการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลได้เต็มร้อย

เทคโนโลยีเครื่องสำเนาข้อมูล ภัยคุกคามข้อมูลที่ใครก็คาดไม่ถึง
ในอดีต (ก่อน พ.ศ. 2540) เครื่องถ่ายเอกสาร มันทำงานในลักษณะถ่ายภาพเอกสารแล้วพิมพ์ออกกระดาษทันที ถ้าจะถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนสัก 10 ชุด มันก็จะฉายแสงถ่ายภาพทั้งหมด 10 ครั้ง แต่ปัจจุบัน มันสแกนเก็บไว้ครั้งเดียวแล้วพิมพ์ออกมา 10 ครั้งแทน บางเครื่องยังทำหน้าที่เป็นเครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเอกสารออกมาเป็นไฟล์ PDF ได้ เพราะมันคือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ดี ๆ นี่เอง และปัจจุบันก็นิยมใช้เครื่องถ่ายเอกสารแบบเช่าซื้อกันทั้งนั้น เพราะได้บริการบำรุงรักษาทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

ถ้าใครยังไม่ถึงบางอ้อ แข็งใจอ่านต่ออีกนิด ประเด็นหลักเลยคือ คอมพิวเตอร์ในคราบเครื่องถ่ายเอกสารนี้ มันจะมีฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูล (ไฟล์ภาพเอกสารที่เราเอามาถ่ายสำเนานั่นแหละ) ข้อมูลมันจะค้างอยู่ในนั้น มันจะถูกลบออกต่อเมื่อฮาร์ดดิสก์มันจะเต็ม มันถึงจะเริ่มลบไฟล์ที่เก่าที่สุดออก บางที่มันยังไม่ถูกลบออก ก็อาจจะมีเหตุให้เครื่องถูกยกกลับผู้ขาย เช่น หมดสัญญาเช่าซื้อ  ผู้ขายมาบริการบำรุงรักษา ขั้นตอนเหล่านี้ ช่างอาจจะแอบ copy ไฟล์ไปก็ได้ (ทำได้ถ้าคิดจะทำ) หลายหน่วยงานรวมทั้งธนาคารเองก็ใช้บริการเครื่องถ่ายเอกสารในลักษณะนี้เช่นกัน

โดยสรุปภาพ
ไม่ต้องมากังวลแล้วว่า สมัครบัตรเครดิตผ่านตัวแทนแล้วข้อมูลจะรั่วไหลหรือป่าว ถ้ากลัวข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลมามาก ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องไปสมัครอะไรที่ไหนเลย เพราะหลังสมัครบัตรเครดิตผ่านแล้วมันจะมีคนโทรศัพท์มาขายประกันทางโทรศัพท์แน่นอน แม้ว่าท่านจะลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์ และเครื่องพิมพ์มาทำสำเนาเอกสารเอง ส่งเอกสารสมัครบัตรเครดิตทางไปรษณีย์ถึงหน่วยงานกลางของธนาคารโดยตรงก็ตาม 

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมดอกเบี้ยบัตร (เครดิต / กดเงิน) มันโหด

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เข้าข้างธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในส่วนลึกแล้วก็ยังอยากให้เขาลดดอกเบี้ยลงในกรณีที่เราจ่ายตรงเวลา ไม่เคยเบี้ยว (แบบเดียวกับประกันรถยนต์ที่เขาลดเบี้ยประกันในปีต่อไปถ้าไม่เคยมีประวัติเคลม) แต่ที่เขียนบทความนี้ก็แค่อยากให้เห็นว่า กลไกทางการตลาดทำให้คนมีรายได้น้อยต้องตกเป็นเบี้ยล่างโดยปริยาย และถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร

การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละแบบ
มาลองดูตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อแต่ละแบบ

กลุ่มสินเชื่อ
คุณสมบัติ
อัตราดอกเบี้ย
สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน
เงินเดือนตั้งแต่ 8,000 – 10,000 บาทขึ้นไป
28%
บัตรเครดิต
เงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
20%
ผ่อนบ้าน / ที่อยู่อาศัย
มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
7 - 8%
รถมือสอง
มีรถมือสองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
3 - 9%
รถป้ายแดง
มีรถใหม่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
1 - 2%

อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มตามความเสี่ยงของคนปล่อยกู้


การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะอิงกับความเสี่ยงที่หนี้จะสูญ ทั้งนี้ ยิ่งมีความเสี่ยงสูงก็จะมีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนี้

สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน จะเห็นว่าดอกเบี้ยโหดสุด ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้สูญนั่นเอง เพราะกำหนดคุณสมบัติด้านรายได้ของคนกู้ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จะมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนในกลุ่มนี้ มีกำลังชำระหนี้ต่ำลงเช่นกัน และยิ่งกู้มามากเกินไป ก็อาจจะไม่มีกำลังจ่ายคืนคนให้กู้เลย ดังนั้น สถาบันการเงินจึงเก็บดอกเบี้ยสูงเพื่อมาชดเชยความเสี่ยงที่สูงนั่นเอง (เอาดอกเบี้ยจากคนดีและมีกำลังจ่ายมาชดเชยคนที่ไม่มีปัญญาจ่าย)

บัตรเครดิต ดอกเบี้ยจะรองลงมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็เป็นไปในหลักแบบเดียวกันกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่คนกลุ่มนี้รายได้สูงขึ้น มีกำลังชำระหนี้สูงมากขึ้นตามรายได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะมีหนี้สูญลดลง ดอกเบี้ยที่จะไปชดเชยกับหนี้สูญก็น้อยลงตามมา แต่ก็ยังสูงอยู่ดีเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์คำประกัน


สินเชื่อผ่อนที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และแม้ผู้กู้ไม่สามารถชำระคืน สถาบันการเงินก็ยังมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้ แต่ระยะเวลาการผ่อนโดยทั่วไปจะนานถึง 20 – 30 ปี จึงอาจจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยส่วนตัวของผู้กู้ เช่น การตกงาน การเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้ หรืออัตรการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ดี เป็นต้น

สินเชื่อผ่อนรถยนต์ ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่ออื่น ๆ รถยนต์เป็นหลักทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ และโดยทั่วไปจะมีมูลค่าราคาจะลดลงเมื่อเวลาผ่าน แต่ซื้อง่ายขายคล่องกว่าอสังหหาริมทรัพย์ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยจึงต่ำสุด แม้ว่าสถาบันการเงินมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้หากคนกู้ไม่ชำระหนี้ แต่ยิ่งกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานขึ้น รถก็จะเก่าลงมากเช่นกัน ทำให้จะยิ่งมีอัตราดอกเบี้ยการกู้ที่สูงขึ้น (พูดง่าย ๆ คือ เมื่อมูลค่าหลักทรัพย์น้อยลง เมื่อระยะการผ่อนนานขึ้น สถาบันการเงินจะยิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง)

ดังนั้น จะเห็นว่า นายทุนไม่ได้เอาเปรียบประชากรภาคแรงงานเสียทีเดียว เพราะบางส่วนมันคือกลไกทางการตลาด ไม่เช่นนั้น ธนาคารต่าง ๆ ก็อาจจะเจ๊งลงได้เช่นกัน คำตอบสุดท้ายคือ มันอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหนี้แบบไหนจึงจะฉลาด เช่น ใช้บริการโรงรับจำนำที่เสียดอกเบี้ยถูกกว่า หรือหากมีรายได้สูงขึ้น เมื่อต้องการซื้อสินค้าแบบผ่อน เราก็ควรซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรแกรมผ่อนชำระแทนที่จะใช้บัตรเงินผ่อน หรือต้องการกู้เงินจำนวนมาก ๆ หรือต้องผ่อนนาน ๆ ก็ควรหาเงินกู้แบบมีหลักทรพย์ค้ำประกันซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ตามที่ได้ยกตัวอย่างไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน”  เป็นต้น ครับ

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคล


ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านสถาบันการเงินใดหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสถาบันการเงินที่ผมนำมายกตัวอย่างในบทความนี้ ทุกคนต่างก็ทำมาหากิน สถาบันการเงินเขาก็หาดอกเบี้ยของเขาไป เราเองก็อาจจะต้องใช้บริการเขาในบางครั้ง แต่เราก็เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเราเองด้วย

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินสดที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่สถาบันการเงินเขาโกงอะไรเรา แต่เป็นลับ ลวง พรางที่อยู่แฝงอยู่ในโปรโมชั่น ถ้าเราไม่คิดให้รอบคอบ มันก็ทำให้เราเป็นหนี้มากขึ้นไปเจอสารพัดวิธีเขาพยายามทำให้เราเป็นหนี้เขาให้ได้ (ก็เหมือนเซลหรือสาวเชียร์เบียร์ที่พยายามทำยังไงก็ได้ให้เกิดการขายมากที่สุดนั่นแหละครับ เพราะเขาได้คอมมิชชั่นจากการขาย) มาดูตัวอย่างเทคนิคที่เราอาจจะตกหลุมพรางกัน


1. ทำให้คิดว่าได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ

ถ้าใครมีบัตรสินเชื่อเงินสดอยู่และไม่ได้ไปก่อหนี้กับเขานานๆ เขาจะเริ่มคิดถึงและส่งหนังสือเชิญไปเป็นหนี้ โดยบอกว่า ได้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษสุดคุ้ม แต่แท้จริงแล้วเขาก็จะมีค่าธรมเนียมอื่นๆรวมเข้าไปจนครบ 28% อยู่ดี (ดูจากรูปจะพบว่า เขาจะเขียนบอกตัวเล็ก ๆ) และถ้าเราถามเขาแบบชกหมัดตรง ๆ ว่า มันก็ไม่เห็นจะพิเศษตรงไหน เขาก็จะอ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทำแบบนั้น ( เขาจะพูดเหมือนประมาณว่าเป็นข้อบังคับของ ธปท.ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ธปท. เขาอนุโลมให้เพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านสินเชื่อ แต่รวมแล้วไม่เกิน 28% ไม่ใช่บังคับให้คิดจากคนกู้ 28% )




2. ทำให้คิดว่าจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่า

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การกดเงินสดจากบัตรเครดิตนั้น อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 20% เท่านั้นแต่จะมีค่าธรรมเนียมการกดออกมา 3% ทันที ในขณะที่บัตรกดเงินสดมีดอกเบี้ยก็สูงกว่าคือ 28% แต่บางเจ้าจะไม่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินถ้ากดเงินจากตู้ของเขาเอง ดังนั้น ถ้าเราสามารถใช้หนี้คืนในเวลาไม่เกิน 6 เดือน การกดเงินจากบัตรกดเงินสดนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการชำระคืนน้อยกว่าการกดเงินจากบัตรเครดิตแน่นอน (แต่ต้องหาตู้เขาให้เจอนะ และอย่าลืมเอาค่าเดินทางในการหาตู้ให้เจอมารวมด้วยล่ะ)





แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของมนุษย์เงินเงินเดือนอย่างผมแล้ว ผมพบว่า ถ้าต้องการเงินสดมากกระทันหันแล้ว ส่วนใหญ่ต้องผ่อนตั้งแต่ 1 ปีทั้งนั้น และผมคิดว่า สถาบันการเงินเขาก็มีสถิติเหล่านี้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ลูกค้าผ่อนนิยมผ่อนกันกี่งวด ดังนั้น เขาจะไม่นำเสนอตารางเปรียบเทียบในทางที่เขาเสียเปรียบแน่นอน จากภาพข้างล่างจะพบว่า ตารางผ่อนคืนที่เกิน 6 เดือนนั้นจะไม่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับการกดเงินจากบัตรเครดิตเลย (เพราะมันไม่เข้าทางเขา)




สำหรับกรณีนี้ ถ้าต้องใช้เงินสด และจะผ่อนคืนเกิน 6 เดือน และพร้อมจ่ายขั้นต่ำที่ 10% ผมแนะนำ 2 วิธี
 a) ให้กดเงินสดจากบัตรเครดิตที่ไม่มีหนี้ค้าง จากนั้นหยุดใช้บัตรนั้นรูดซื้อของจนกว่าจะผ่อนหนี้เงินสดที่กดออกมาจนหมด
b) ดูว่าจะมีใคร (เพื่อน ญาติพี่น้อง) ที่ทำท่าจะเอาเงินสดซื้อของอยู่แล้ว เราก็อาสาซื้อให้เขาโดยเอาบัตรเรารูด เอาเงินสดจากเขามาใช้ จากนั้นก็เอารายการที่เราเพิ่งรูดไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกดเงิน แถมได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอีกด้วย

3. ทำให้คิดว่า กู้สูงอีกหน่อยจะคุ้มค่ากว่า


มุกนี้มาจากที่รุ่นน้องในออฟฟิศคนหนึ่ง กำลังผ่อนรถมือสอง ลำพังเท่านี้ก็เกือบไม่พอกินอยู่แล้ว ก็มาถามผมกึ่งขอความเห็นว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นรถป้ายแดงหรือไม่ เพราะเซลที่เป็นธุระจัดไฟแนนซ์ให้ก็มาบอกเขาว่า ถ้าผ่อนเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท ก็ผ่อนรถป้ายแดงได้แล้ว (แต่เขาก็คงมีคำตอบในใจแล้วว่า อยากได้ป้ายแดง) ผมก็เลยตอบกลับไปแบบตรง ๆ ว่า ให้ดูก่อนว่าใครเป็นคนพูดแนวคิดนี้ ถ้าไอ้คนที่พูดน่ะมันเป็นเซลขายสินเชื่อ มันก็ต้องพูดให้เข้าทางมันอยู่แล้วเพราะมันได้คอมมิชชั่นจากการปล่อยกู้ มันไม่บอกหรอกว่า ผ่อนรถป้ายแดงมันยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นแฝงอีก เช่น ค่าประกันก็ต้องชั้น 1 ระยะเวลาที่ผ่อนก็นานกว่า แถมพอใช้รถไปประมาณปีที่ 4 – 5 ก็จะเริ่มมีค่าซ่อมแบบรถมือสอง ในขณะเดียวกันก็ยังต้องผ่อนแพงๆอยู่


ดังนั้น หากเราวางแผนเป็นหนี้ดี ๆ เราจะไม่เสียดอกเบี้ยต่าง ๆ จากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมีวินัยทางการเงิน อย่าเพิ่งผลีผลามไปผ่อนอะไรโดยไม่จำเป็น อย่าเพิ่งตืนตาตื่นใจโดยไม่ไตร่ตรองกับโปรโมชั่นผ่อนต่าง ๆ แม้แต่โปรโมชั่นผ่อน 0% ก็ยังอาจจะไม่ใช่ 0% จริง แม้ผ่อน 0% จริงก็อาจจะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายอื่นพ่วงเข้ามาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ สุดท้ายก้ได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมเราหนี้เยอะจัง





วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

จากบทความเรื่อง เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล บางท่านอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ มาดูภาคปฏิบัติจริงที่ผมเคยทำ มีทั้งแบบหาดอกเบี้ย 0% และแบบกู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว ขั้นตอนก็ง่าย ๆ ครับ


ลองเทคนิคหาเงินก้อนดอกเบี้ย 0% ก่อน
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับยอดหนี้ที่ไม่สูงเกินไปและมีกำลังผ่อนให้จบในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี (แล้วแต่โปรโมชั่น) และต้องเป็นคนหน้าหนา ไม่กลัวว่าใครจะล้อว่าเป็นหนี้ เทคนิคนี้ก็คือใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ให้เกิดประโยชน์ โดยไปหาดูว่า ใครจะซื้อสินค้าที่มีโปรโมชั่นนี้แต่มีกำลังทรัพย์พอที่จะชำระเต็มจำนวนทีเดียว โดยมูลค่าสินค้าต้องมากพอที่จะไปปิดหนี้บัตรได้ จากนั้นก็อาสาตัวไปไปซื้อสินค้าให้กับคนนั้น โดยอาจจะซื้อด้วยบัตรสินเชื่อหรือรูดซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นนี้ (คงไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นผ่อน 0%จริงหรือหลอก) เมื่อเราได้เงินสดจากคนนั้นแล้วก็เอาไปปิดหนี้ที่ต้องการเสีย จากนั้นก็ค่อยมาผ่อนหนี้ตัวใหม่ของเราต่อ ก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยแล้ว บุคคลที่ว่าก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานด้านจัดซื้อในบริษัท ญาติพี่น้องที่รวยหน่อย

กู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว

1. รวบรวมยอดหนี้คงเหลือหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมด และยอดผ่อนแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น
- บัตรใบโพธิ์ 46,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 4,600 บาท)
- บัตรเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
19,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- บัตรเจ้าแม่ชอปปิ้ง 20,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อเงินคุณอ้อน
21,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อตัวเลือกหนึ่ง 16,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,400 บาท)
รวมแล้วก็มีหนี้ค้างประมาณ 122,000 บาท ผ่อนเดือนละ 13,000 บาท

2. ประเมินกำลังทรัพย์
จากข้อ 1 จะเห็นว่า เงินจะหายไปกับการใช้หนี้เดือนละ 13,000 บาทแน่  ดังนั้น

a. ถ้าท่านจ่ายไหว แล้วยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้แบบพอประทังตัวเองได้ ไม่มีภาระอะไร แนะนำให้จ่ายตามนี้ และหนี้ท่านจะหมดภายใน 1 ปี และมีดอกเบี้ยประมาณ 12,000 บาทเท่านั้น

b. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะจ่ายขั้นต่ำสุดเท่าที่ต่ำได้ แน่นอนว่าท่านจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้น เพราะเงินขั้นต่ำจะน้อยลงตามเงินต้นที่ถูกชำระ หนี้ท่านจะหมดภายใน 30 เดือน และมีดอกเบี้ยประมาณ 18,000 บาทเและยังจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้นในแต่ละเดือน (ถ้ามีวินัยในการออม)

c. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะต้องการใช้บัตรเครดิต (จากวงเงินที่เพิ่มขึ้นหลังชำระขั้นต่ำแล้ว) ถ้าการใช้ที่ว่านี้ สามารถชำระเต็มได้แน่ ๆ แนะนำให้คุณสมัครบัตรใบใหม่ของธนาคารเดียวกัน (เป็นวงเงินรวม แต่แยกบัญชีบัตรมาต่างหาก) ถ้าชำระเต็มมันจะไม่ถูกนำไปคำนวณดอกเบี้ย เพราะการการคำนวณดอกเบี้ยมันมาจากการจ่ายขั้นต่ำมันอยู่ที่บัตรใบเดิม (บางธนาคารอาจจะแยกเป็นวงเงินใหม่ให้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร) หรืออาจะเปิดเป็นบัตรเสริมให้สามี/ภรรยาทำหน้าที่รูด (แต่ก็หาวิธีควบคุมการรูดให้ดี ๆ นะครับ)

d. ถ้าท่านจ่ายไม่ไหว สูงสุดที่จะจ่ายได้เท่าไหร่ ท่านต้องประเมินตนเอง สมมติสูงสุดที่พอจ่ายได้ประมาณ 5,000 บาท ซึ่งจ่ายแล้วยังมีเงินสำรองเหลือแต่ละเดือนบ้าง เผื่อลูกเจ็บป่วย พรรคพวกแต่งงาน ค่าใช้จ่ายกระทันหัน ก็ต้องหาวิธีปิดหนี้ โปรดดูข้อ 3 (ข้อนี้เป็นกรณีของผม) แน่นอนว่าผมหายใจสะดวกขึ้น แต่หนี้ผมจะหมดภายใน 36 เดือนและมีดอกเบี้ยถึง 51,500 บาทโดยประมาณ ดูเหมือนสูง แต่ถ้าผมเลือกแนวทาง a. แล้ว หากผมต้องการเงินกระทันหัน ผมก็มีแนวโน้มก่อหนี้อยู่ดี (ก็มันไม่มีเงินเหลือเก็บแต่ละเดือน) ผมเลือกการก่อหนี้แบบพอกำหนดอนาคตได้แต่แรกเลยดีกว่า ลดความวุ่นวาย (แต่ละเดือนที่หายใจสะดวกขึ้น ผมก็ต้องเรียนรู้เก็บออมพร้อมๆกับการชำระหนี้ด้วย)

3. หาสินเชื่อที่โปรโมชั่นดี ๆ ด้านดอกเบี้ย และผ่อนนานได้

ก่อนอื่น ขอให้ท่านลองสำรวจดูก่อนว่าท่านมีสินทรัพย์ใดที่พอจะทำให้ท่านลดภาระด้านดอกเบี้ยลงและผ่อนนานได้ ตามที่ผมแนะนำไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน” แต่ถ้ายังหาไม่ได้ จึงค่อยใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันตามที่จะกล่าวต่อไป

สำหรับโปรโมชั่นแบบนี้ต้องเช็คดี ๆ นะครับว่าได้อัตราดอกเบี้ยรวมที่ลดลงจริง ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกตบตาด้วยตัวเลขที่ดูดีแต่แอบบวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เข้าไป ซึ่งเป็นกับดักของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องระวังไว้

ณ เวลานั้น สินเชื่อที่โดนใจคือ CT Adv (เดาเอาเองนะครับ) โปรฯที่เขาให้คือ กู้ตั้งแต่ 100,000 จะเหลือดอกเบี้ยเพียง 25% และถ้ากู้ตั้งแต่ 125,000 บาทแล้วให้เขาออกเช็คเพื่อไปชำระหนี้บัตรเครดิตโดยตรงตั้งแต่ครึ่งของวงเงินที่ขอกู้ เขาจะลดดอกเบี้ยเหลือ 24% (แต่ถ้าจะปิดหนี้ตัวนี้ก่อน 2 ปี เขาจะคิดดอกเบี้ยย้อนหลังเป็น 28% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตทันที)

ก็จะเห็นว่าโปรนี้เข้าทางผม ดังนั้นผมจึงขอกู้ 125,000 บาท และให้เขาออกเช็คสำหรับสั่งจ่ายเจ้าของหนี้ (แบบเอายอดพอประมาณให้รวมกันเกินครึ่งก่อน (แล้วที่เหลือแบบเก็บตกค่อยมาถอนเป็นเงินสด ลดดอกแล้วยังลดภาระถือเงินสดไปจ่ายเอง)  เงินที่ได้มาจะถูกหักค่าธรรมเนียมตามจริงไม่มากนัก จะหายไปประมาณ 70 กว่าบาทเท่านั้น (ค่าธรรมเนียมเช็คเครดิตบูโรกับค่าธรรมเนียมอื่นๆ)


ออกเช็คปิดหนี้บัตรใบโพธิ์



ออกเช็คปิดสินเชื่อคุณอ้อน



รับเงินสดเข้าบัญชีในส่วนที่เหลือ สำหรับการเก็บตกหนี้


4. รีบดำเนินการเอาเช็คไปชำระหนี้ให้เร็วที่สุด อย่าลืมว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยจากเราทุกวัน และกว่าเช็คจะจบกระบวนการเคลียริ่ง ใช้เวลา 3 – 4 วันเลยทีเดียว (อ่านเรื่อง จ่ายหนี้บัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ ให้ดอกเบี้ยน้อยลง ตอนที่ 2 ครับ จะรู้ว่าเขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร)

5.ดำเนินเผาสะพานการก่อหนี้ซ้ำด้วยการยกเลิกบัตรแบบมีชั้นเชิง
ขั้นตอนนี้ป้องกันตกม้าตายตอนจบ ผมเอาบัตรกดเงินสดมาเจาะรูด้วยตุ๊ดตู่ทันที ท่านอย่าเพิ่งขำนะครับ ถ้าอ่านต่อแล้วท่านอาจจะไม่ขำก็ได้


เผาสะพานการก่อหนี้

เรื่องมีอยู่ว่า หลังเจาะบัตรแล้วผมก็โทรไป call center เพื่อแจ้งยกเลิก เชื่อมั้ยครับว่า เขามีข้อโต้แย้งให้เข้าทางเขาทุกข้อว่าทำไมเราไม่ควรยกเลิก รวมทั้งอ้างว่าถ้ามาสมัครใหม่อาจจะไม่ได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิม (อันนี้ผมไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผ่านมา สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็มีแต่ผ่อนปรนให้เป็นเราก่อหนี้ได้ง่ายขึ้นทั้งนั้น) กว่าเขาจะบอกผมว่ายกเลิกทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องไปสำนักงานสาขาเท่านั้น ผมก็โดน hard sale ไปหลายดอกเลยทีเดียว ถ้าใครอยากรู้หรืออยากสนุก ลองแกล้งโทรไปยกเลิกดูแล้วอัดเสียงไว้ เอามาแชร์กันฟังหน่อยก็ได้

ดังนั้น เมื่อไปสำนักงานของเขา ผมรีบยื่นบัตรที่เจาะรูแล้วให้เขาทันที เขารีบทำเรื่องยกเลิกให้เลยครับ ราวกับกลัวคนอื่นมาเห็นแล้วเกิดพฤติกรรมเลียนแบบยังไงยังงั้น

หลังจากเสร็จสิ้นการปิดหนี้บัตรต่าง ๆ ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ผมยกเลิกบัตรเครดิตบางรายการ แต่ยังเก็บบัตรเครดิตบางตัวไว้ฟันแต้มเป็นรายได้เสริม ครับ


สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วไปลองปรับตัวเลขกันดู เผื่อเป็นประโยชน์ครับ