Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใช้หนี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใช้หนี้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

ผมมักจะพบคำค้น “บัตรเครดิต pantip” ในกูเกิล เมื่อตามไปอ่านก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งอยากรู้วิธีสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน ในทางกลับกันก็จะมีกคนอีกกลุ่มที่เผลอเป็นหนี้บัตรเครดิตจนผ่อนชำระไหวจนเสียสุขภาพจิต ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองที่เหมาะสมในการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต การจั่วหัวข้อบทความมาแบบนี้จึงไม่ได้แปลว่าบัตรเครดิตเป็นผู้ร้ายอะไร

การจัดการหนี้บัตรเครดิตให้อยู่
1. กู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้บัตรเครดิตแบบถูกวิธี
โดยทั่วไปมีคำแนะนำว่าให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มพร้อมกับการหยุดใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดทุกใบ แล้วค่อยๆ ปิดยอดไปทีละใบโดยปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน แล้วไล่ตามลำดับลงไป ดังนั้น ถ้าจ่ายขั้นต่ำไหวก็จ่ายไปก่อน

วิธีลดความวุ่นวายอีกวิธีคือ การกู้หนี้ใหม่มาปิดบัตรหนี้บัตรเครดิตใบเดิม วิธีนี้จะใช้ได้ดีเมื่อตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือแม้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ก็จะต้องได้ระยะการผ่อนที่ยาวขึ้น และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องทำให้สามารถยุติการจ่ายหนี้เดิมได้และหยุดสร้างหนี้ใหม่ได้ จะด้วยยกเลิกการใช้บัตรเครดิตหรือกลเม็ดใด ๆ ที่ทำให้หยุดใช้บัตรได้ ซึ่งผมเคยยกตัวอย่างไว้ใน “ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
สมัยนี้แม้ในในสมาร์ทโฟนก็ยังมีโปรแกรมตารางคำนวณให้ใช้งาน (โปรแกรมแบบ Excel) อย่าเอาแต่ใช้เล่นไลน์ (Line) กับ Facebook เอาอุปกรณ์ที่แสนแพงนี้มาใช้ให้คุ้มค่าครับ ลองบันทึกรายรับ (เงินเดือนหลังหักประกันสังคม ภาษี ณ ที่จ่ายและเงินจ่ายเข้ากองทุนเลี้ยงชีพแล้ว) เปรียบเทียบกับรายจ่ายทั้งเดือนดู มันจะทำให้เราเห็นชัดเลยว่าเราควรควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร เงินพอใช้มั้ย จะได้ลดการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นและควบคุมการใช้จ่ายในแต่ละวันของเราได้ดี

3. ประเมินความจำเป็นของการบริโภค
ทุกวันนี้เราจะเห็นแทบทุกคนก้มหน้าก้มตาเล่นสื่อสังคมออนไลน์ (social media) บนโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาขณะเดินทาง เช่น ขณะรอรถเมล์ ตอนอยู่ในรถไฟฟ้า หลัก ๆ เห็นจะเป็น Line กับ Facebook   (แต่ไม่ยักกะคุยกับคนนั่งข้าง ๆ) ผมไม่ได้ต่อต้านสิ่งเหล่านี้แต่คิดว่ามันมากเกินไปและมันก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งเหล่านี้ด้วย

มันมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นและเราจ่ายตามความเคยชิน (ภาษาฝรั่งเรียกว่า late factor เปรียบได้กับการที่ต้องกินกาแฟลาเต้ทุกเช้าก่อนเข้าทำงานของคนในประเทศทางตะวันตก) เช่น หลังกินข้าวเช้าต้องมีกาแฟสด ระหว่างมื้อกลางวันต้องกินน้ำอัดลม หลังข้าวเย็นต้องมีขนมหวาน หรือหลังเลิกงานต้องเดินไปเที่ยวในห้างแล้วก็อดใจช้อปปิ้งไม่ได้ ถ้าเราลดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ลดค่าใช้จ่ายได้ลงมากแหละครับ

4. ระวังการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวัน
ไอเดียนี้มาจากการฟังสัมมนาเกี่ยวกับการจัดการเงิน โดยวิทยากรให้ผู้รับการอบรมหยิบแบ็งค์ 20 ออกมาชู จากนั้นก็บอกให้ทุกคนฉีก ปรากฎว่าไม่มียอมฉีกซักคน แต่วิทยากรบอกว่าแท้จริงหลายคนฉีกทิ้งทุกวัน
ความหมายก็คือ เราจ่ายเงินซื้อของแต่เราใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด เช่น ซื้อผลไม้มากินระหว่างทำงานแต่เรากินไม่หมดแล้วเราก็ต้องโยนทิ้งไป กินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งแต่ก็กินไม่หมดมันก็ถูกทิ้งไป ท่านก็ลองคิดดูว่า ท่านทิ้งอะไรโดยเปล่าประโยชน์บ้างในแต่ละวัน

พฤติกรรมการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวันอีกอย่างที่เรามักคิดไม่ถึงก็คือโปรโมชั่นทางการตลาดที่ทำให้เราซื้อของมากเกินกว่าที่เราใช้จริง เช่น บริการอินเทอร์เน็ตที่มักมีโปรโมชั่นว่า จ่ายเพิ่มอีกนิดแต่ได้ความเร็วเพิ่มเท่าตัว แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ต้องการความเร็วมากขนาดนั้น เราเองก็มักทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่า เราจึงมีเวลาใช้งานไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่จ่ายไป

5. หาทางเพิ่มรายได้ด้วยตนเองอย่างคนมีกึ๋น
ในสังคมคนทำงานยุคใหม่สไตล์มนุษย์เงินเดือน เคยชินกับการมีเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากทุกเดือน มนุษย์เงินเดือนจึงมักใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนหรือไม่ก็ใช้เวลาว่าเพื่อความบันเทิงเริงใจมากกว่าจะมากังวลว่าจะมีเงินใช้หรือไม่ ดังนั้น พอมีหนี้บัตรเครดิต จึงมักแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากแหล่งใหม่มาชำระหนี้เดิม ในขณะเดียวกันนั้น เงินเดือนก็มักไม่ได้เพิ่มขึ้นมา ถ้าหากทำผิดวิธีมันก็จะเป็นการเพิ่มหนี้ ทำให้เกิดปัญหามีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้น หากต้องการมีรายได้เพิ่ม ก็คงไม่ใช่ไปขอเงินเดือนเพิ่ม แต่ต้องทำงานมากขึ้น เช่น ทำโอที (งานล่วงเวลา) หรือหาอาชีพเสริมที่ไม่มีข้อผูกพันต่อเนื่อง เช่น เป็นวิทยากรสอนคอมพิวเตอร์ จ้างสอนหนังสือให้กับเด็ก เขียนบทความตามเนื้อหาที่เราถนันลงบล็อกแล้วหาแบนเนอร์โฆษณามาแปะ เราก็จะมีเงินมาชำระหนี้มากขึ้น ๆ หรืออย่างน้อย ก็มีเงินสำหรัลใช้มากขึ้น

6. อย่ายึดติดกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์
ผมได้ไอเดียนี้ตอนเดินตลาดนัด เจอคนเอาหนังสือมาขายเล่มละ 5 -10 บาท จากราคาเดิมหลักร้อย สอบถามจึงได้ความว่าเขาชอบอ่าหนังสือ ที่เอามาขายนี่เขาอ่านหมดแล้วเลยเอามาขายทิ้ง ผมว่าแต่ละคนก็น่าจะมีของสะสมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หนังสือเก่า ๆ ที่อ่านแล้ว ผมว่าถ้าเอาของเหล่านี้มาขายได้เงินแล้ว นอกจากได้ตังค์แล้วยังลดภาระการเก็บรักษาดูแลอีกด้วย

บัตรเครดิตโดยตัวอันเองเป็นกลาง ส่วนจะเป็นคุณเป็นโทษมันจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ การใช้จ่ายแบบมีวินัยต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าใช้แบบตามใจอยากหรือเคลิ้มกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เมื่อไหร่มันจะสร้างปัญหาเมื่อนั้นทันที จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้เป็นหนี้กันมาก

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 1/3: วันปลอดดอกเบี้ยที่ไม่ปลอดดอกเบี้ยจริง

สำหรับผู้ที่เคยอ่านการทำกำไรจากบัตรเครดิต (แบบทำได้จริง) แต่ยังไม่ได้ทำ หรือยังทำไม่ได้เพราะยังต้องจ่ายขั้นต่ำอยู่ แน่นอนว่าระหว่างที่เฝ้ารอมันจ่ายครบนี้ คงอยากจะให้ดอกเบี้ยมันลดน้อยลงเท่าที่จะทำได้ แล้วจะทำอย่างไร
ที่จริงในใบแจ้งนี่มันก็แสดงเคล็ด (ลับ) ไว้ แต่เรามักไม่ค่อยสนใจอ่าน แล้วเวลาที่ธนาคารเขาจัดโปรโมชั่น ก็จะพูดแต่ว่า ระยะปลอดดอกเบี้ยนานแค่ไหน (ถ้าชำระเต็มและตรงเวลา)  แต่ไม่ค่อยบอกว่าทำอย่างไรให้จ่ายดอกเบี้ยน้อย (ถ้าชำระขั้นต่ำ) มาทำความเข้าใจในประเด็นนี้ก่อนครับว่า
ระยะระหว่างวันสรุปยอด (closing date) จนถึงวันครบกำหนดชำระ คือวันปลอดค่าติดตามทวงถามเท่านั้น ไม่ใช่วันปลอดดอกเบี้ยเสมอไป
ระยะเวลานี้ เป็นเวลาที่กำหนดว่า ระหว่างช่วงนี้เราจะไปชำระเมื่อไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่ยังไม่พ้นวันครบกำหนดชำระ เราจะปลอดจากค่าติดตามทวงถาม (ก็เท่านั้น) และแน่นอน ทุกคนคิดว่า ยิ่งจ่ายช้าที่สุดได้ ยิ่งรู้สึกว่าได้กำไร (แต่ที่จริงคือการขาดทุนมหันต์ เมื่อเราจ่ายขั้นต่ำ)




จากภาพ วันสรุปยอดคือทุกวันที่ 9 ของแต่ละเดือน และวันครบกำหนดชำระคือ ทุกวันที่ 24 ของเดือนเดียวกันนั้น สมมติเหตุการณ์เพื่อขยายความได้ว่า
  • ถ้าเรารูดบัตรวันที่ 9 เราจะต้องชำระคืนในวันที่ 24 ในเดือนเดียวกันนั้น (เดือน 10) ระยะปลอดดอกเบี้ยมีแค่ 15 วัน
  • แต่ถ้าเรารูดบัตรวันที่ 10 (เดือน 10) รายการจะขึ้นใบแจ้งยอดของเดือนต่อไป (เดือน 11)  เราจึงรอชำระคืนวันที่ 24 ของเดือนถัดไป (เดือน 11) นั่นคือเราได้ระยะปลอดดอกเบี้ยถึง 44 วัน
ทั้งนี้ต้องชำระเต็มเท่านั้น ระยะปลอดดอกเบี้ยที่นานมันเป็นเรื่องดีสำหรับคนที่หาช่องเอาไปทำกำไรได้ และสามารถชำระยอดเต็ม แต่เป็นดาบสองคมเพราะมันคือระยะเวลาที่คำนวณดอกเบี้ยที่มากขึ้นแบบไม่รู้ตัว (ถ้ายังค้างชำระหรือชำระขั้นต่ำ)  ถ้าไม่เชื่อ จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร

หมายเหตุ
ตามภาพ ผมทำเรื่องหักค่าใช้จ่ายผ่านบัญชีเงินฝาก 100% จึงไม่มีขั้นต่ำ 10% ถ้าไม่เข้าใจลองอ่านเพิ่มใน สมัครบัตรเครดิตอันไหนดี ตอนที่ 1/2 ดูครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราเป็นหนี้กันมาก

ผมไปเจอหัวข้อนี้มาจาก pantip ก็เลยขอเอามาขยายผลแสดงความเห็นต่อในบล็อกนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะไปหักล้างความคิดใคร เพียงแต่ส่วนตัวผมมีความคิดเห็นต่างจากความเห็นทั่วไป สำหรับผมเองคิดว่าสาเหตุที่เราเป็นหนี้กันมากมีดังนี้

1. ไม่รู้จักคิด

1.1 เงินไม่พอใช้เลยทำบัตรเครดิต/ บัตรกดเงินสด

สิ่งที่ผมมักได้ยินจากปากเพื่อนมนุษย์เงินเดือนด้วยกันก็คือ อยากทำบัตรเครดิตเพราะเงินไม่ค่อยพอใช้ หรือไม่ก็วงเงินบัตรเครดิตเต็ม เลยต้องสมัครบัตรเครดิตเพิ่ม

ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาเอาอะไรมาคิด ถ้าเงินไม่พอใช้ เราก็ต้องทำงานมากขึ้นหรือไม่ก็เปลี่ยนงานที่มีโอกาสได้ค่าตอบแทนมากขึ้น การทำบัตรเครดิตมันไม่ได้ทำให้เรามีเงินในแต่ละเดือนมากขึ้นเลย ตรงข้ามมันเป็นการสร้างภาระหนี้ให้ตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเขาทำงานค้าขาย ต้องมีเงินต้นทุน สามารถเอาเงินที่กู้ไปค้าขายจนได้กำไร แล้วเอารายได้ที่เกิดก็มาใช้หนี้ในเวลาที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ ก็ไปอย่าง

1.2 บ้าศักดิ์ศรีจอมปลอม

ที่ขอพูดคือ การวัดคุณค่าหรือศักดิ์ศรีตัวเองด้วยบัตรเครดิตที่ถือ พอสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านก็ขาดความไม่มั่นใจในตัวเองว่าทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการอนุมัติบัตรเครดิตมันขึ้นกับแนวทางปฏิบัติของแต่ละธนาคารที่ต่างกันไป แม้ท้ายสุดเราอาจจะพยายามหาวิธีสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านได้ แต่ถ้ามีแล้วไม่รูด มันก็เหมือนถูกมองว่ามีบัตรเครดิตไว้เพื่อโชว์ มันก็อยากจะรูดโชว์อีก (ยอมอด ไม่ยอมอาย) มันก็ยิ่งเสียวินัยการเงินไปกันใหญ่ ท้ายสุดก็อาจจะต้องไปกู้เงินเพื่อปิดหนี้บัตร

1.วัตถุนิยมแบบขาดการประมาณตน
ผมไม่ได้ต่อต้านการซื้อรถซื้อบ้านหรืออะไรที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่หลายคนมักผ่อนแบบเกินตัว ร้ายไปกว่านั้นคือการผ่อนเพื่อการบริโภคเสียส่วนใหญ่ เช่น รถยนต์ (ที่ราคามันตกเร็วกว่าเงินที่ผ่อนไปเสียอีก)


ผมรู้จักคนหนึ่งที่พยายามกัดฟันผ่อนรถป้ายแดงเดือนละประมาณ 10,000 กว่า ๆ แต่จอดไว้มากกว่าขับ ผมเคยแนะนำให้เขาขายเสีย เขากลับย้อนว่า เข้าใจเขาหน่อยว่ามันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขามีอยู่ ผมก็อุตส่าห์หวังดีอธิบายให้ฟังว่า มันไม่ใช่สมบัติแต่มันเป็นตัวสร้างหนี้ เพราะกว่าจะผ่อนหมด เขาต้องจ่ายเงินร่วม 600,000  และรถจะเก่าลงจนราคาจะเหลือไม่เกิน 300,000 ก็เท่ากับว่าเงินมันหายไป 300,000 แล้วจะซื้อมาจอดให้มันเสื่อมค่าเล่นทำไม แต่เขาไม่รับฟัง ท้ายสุดก็หนี้สินล้นพ้นตัวต้องคอยหลบเจ้าหนี้ (ตอนนี้ไม่รู้หายตัวไปไหนแล้ว)

1.4 ยอมอยู่ในเกมการตลาดของสถาบันทางการเงิน

การจัดแคมเป็ญการค้าการขายทุกอย่างในโลกล้วนเป็นไปตามกลไกการตลาดทั้งสิ้น แต่ปัญหามันอยู่ที่เรามักจะยอมติดกับดักหลุมพรางของผู้ให้บริการสินเชื่อ เรามักจะเห็นโฆษณาชวนให้เป็นหนี้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู เป็นหนี้เพราะอยากมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นหนี้เพราะกลัวครอบครัวมีปัญหา ดังนั้น ถ้าเรากำลังอยู่ในภาวะแบบนั้นอยู่ เราก็จะมีข้ออ้างให้กับตนเองและอยากจะเป็นหนี้จนเนื้อเต้น เราก็จะเดินเข้าไปในกับดักนั้น ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมันมีวิธีการแก้ปัญหาอีกหลายทางที่เราสามารถคิดได้และทำได้ (แต่เราก็เลือกไม่ทำ)

2. นิสัยขาดวินัย จึงเกิดอาการการทำอะไรตามใจคือไทยแท้
นิสัยประจำชาติด้านลบที่เรายังแก้กันไม่ได้ นั่นคือ การทำอะไรตามใจคือไทยแท้ และที่มาของนิสัยนี้ก็คือ การขาดวินัย พวกฝรั่งที่จับจุดนี้ได้ก็มาเปิดบริษัทปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลดูดเงินเข้าประเทศตัวเอง หลัง ๆ มา ธนาคารพานิชย์ต่าง ๆ ของไทยก็เอากับเขาบ้างเพื่อสร้างรายได้เข้าองค์กร

รากความหมายที่แท้จริงของการมีวินัย คือ การรู้จักควบคุมบังคับตนเองให้อยู่ในแนวทางที่ควร หรือในแนวทางของการใช้เหตุผลที่ควรจะเป็นตั้งแต่ระดับจิตใจ ทุกวันนี้ที่เราไม่ตื่นสาย ยังไปทำงานตรงเวลา ทำตามกฎระเบียบข้อบังคับทางจราจรต่าง ๆ ได้ ถือได้ว่ามีวินัยระดับหนึ่ง แต่มันก็ถูกต้องบางส่วนครับ

เพื่อให้เห็นภาพก็คือไปดูมดที่มันมักมาหาอาหารตอนที่เราเก็บกวาดอาหารไม่หมดครับ จะเห็นว่าแต่ละตัวมันทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ต้องมีอะไรมาคุมเลย ไม่มีตัวไหนทำตัวเก๋าเกมออกนอกแถวเลย ท้ายสุดมันก็อยู่ข้ามแล้งข้ามปีได้

ตามความเป็นจริงแล้ว คนอยู่สูงกว่าสัตว์ ควรจะวินัยทั้ง 3 ด้าน กล่าวคือ

1.                  กายกรรม ควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ ควบคุมตนเองให้ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
2.                  วจีกรรม ควบคุมตนเองให้พูดในสิ่งที่ควรพูด ควบคุมตนเองให้ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด และ
3.                  มโนกรรม ควบคุมตนเองให้คิดในสิ่งที่ควรคิด ควบคุมตนเองให้ไม่คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด


แต่เราก็พบว่ามนุษย์โลกทั่วไปไม่ได้เป็นอรหันต์ด้านวินัย ก็เลยต้องมีกลไกทางสังคมมาช่วย เช่น ตัวบทกฎหมาย การลงโทษต่าง ๆ มาควบคุมเพื่อให้ทุกอย่างในสังคมมันไปในแนวทางที่ควรไปนั่นเอง เช่น หลายคนตื่นเช้าไปทำงานเพราะกลัวถูกหักเงินเดือน ไม่ขับรถฝ่าไฟแดงเพราะกลัวโดนจับ จึงไม่ถือได้ว่ามีวินัยอย่างแท้จริง แต่มันเป็นความกลัวเสียตังค์มันบังคับเราอยู่

แล้วคราวนี้มันมาเกี่ยวกับการเป็นหนี้กันมากก็ตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้กู้ง่าย กฎระเบียบผ่อนคลายการเยอะ นิสัยการทำอะไรตามใจคือไทยแท้มันก็เลยแผลงฤทธ์กันง่าย ๆ จึงส่งผลให้เราเป็นนักกู้กันง่าย ๆ ครับ ไม่เชื่อลองคิดดูว่าระหว่างทางของชีวิตมันมีอะไรที่เราชอบเป็นพิเศษ เรามักทำลายกฎเพื่อเห็นแก่สิ่งที่เราชอบ ตัวอย่างเช่น เราเป็นคนชอบ iphone ดังนั้น แม้เรารู้ว่าการเก็บออมเป็นสิ่งดีที่ควรทำ iphone ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด แต่เมื่อรุ่นใหม่ออกมาแถมยังมีโปรผ่อน 0% มาล่อใจอีก ถ้าเรายังไม่มีวินัยตามที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อข้างต้น เราก็จะตามใจตัวเองยอมไปเป็นหนี้อย่างง่ายดาย (ยอมให้พวกสินเชื่อมาจูงจมูกเสมอทุกครั้งไป) แม้จะรู้ว่า มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากนัก

ตัวอย่างชวนคิด
อยากเล่าเรื่องสมัยที่บัตรเอเม็กซ์ (American Express) มีโปรโมชั่นแบบแหวกแนวให้ฟัง ตอนผมเริ่มทำงาน มันมีโปรโมชั่นอยู่ว่า ใครก็ตามที่จบจากสาขาวิชาที่คนนิยมจากมหาวิทยาลัยของรัฐจะสามารถทำบัตรของเขาได้ทันที โดยไม่ต้องแสดงสลิปเงินเดือน ผมก็อยู่ในช่วงนั้น เรียนจบใหม่ เริ่มทำงานไม่กี่เดือน เซลล์เอเม็กซ์ก็ตามตื๊อเหลือเกิน รวมถึงคนรู้จักที่มีญาติตัวเองเป็นเซลล์ที่เอเม็กซ์ก็มาชวน สมัยนั้นการมีบัตรใบนี้ถือว่าเท่มาก พรรคพวกสมัครกันเป็นแถว ยกเว้นผม ทำไมเหรอครับ 
- ผมหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมผมต้องมีบัตรเครดิต
- สารพัดโปรโมชั่นที่เซลล์มานำเสนอมันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่มีโอกาสจะได้ใช้
- ถ้าผมรูดบัตรใช้จ่าย อย่างเก่งก็เดือนละ 1000 บาท ได้แต้มมา 40 แต้ม มูลค่าก็ไม่เกิน 4 บาท แต่ทำไมต้องมาเสียค่าบริการ counter service เดือนละ 15 บาท ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมรายปีประมาณ 1,000 บาท (ในสมัยนั้น)

ที่พูดว่าก็เพื่อแบ่งปันความคิดเห็น ผมก็ไม่ได้เป็นนักบริหารขั้นเทพมาจากไหน และก็ไม่ได้ต่อต้านการสร้างหนี้ (ที่จำเป็น) แต่อย่างใด แค่อยากสะท้อนความคิดด้านหนึ่งที่อาจจะเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่า ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราเป็นหนี้กันมาก ก็เท่านั้นครับ ผมเองก็ยังสมัครบัตรเครดิตหลายใบ ต่อภายหลังผมก็มีบัตรเอเม็กซ์ด้วย (แต่ท้ายสุดผมก็ยกเลิกบัตรนี้ไปก่อนที่จะถึงรอบเก็บค่าธรรมเนียมรายปี เพราะหาที่ใช้ลำบาก)

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 1/3: "แนวทางลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภาคทฏษฎี"

จั่วหัวข้อเสียขนาดนี้ อย่างเพิ่งคิดว่าผมเป็นนายหน้าค้าแคมเป็ญเงินกู้นะครับ และผมก็ไม่ได้มาแนะนำการชักดาบนะครับ แค่อยากนำเสนอไอเดียสำหรับมนุษย์เงินเดือน เดินดิน กินข้าวแกง อยู่ในยุคที่ข้าวของแพงแซงหน้าเดือนแล้ว ถ้าจะพูดแบบไม่รักษาฟอร์มแล้วละก็ ผมว่าการก่อหนี้เพื่อความอยู่รอดบางครั้งคราว มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ส่งเสริมก่อหนี้ แต่อยากนำเสนอว่า ถ้าจะต้องเป็นหนี้แล้ว เราต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด และหาทางจ่ายดอกเบี้ยน้อยที่สุด และแบบถูกกฎหมายด้วย และไม่ต้องทำ haircut ให้เสียเครดิตแบบไม่จำเป็น

ข้อสังเกตเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้
ไอเดียเรื่องนี้มาจากการรับภาระจ่ายดอกเบี้ยของคน 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
1.                  ผู้ประกอบการ เมื่อกู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7% แต่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือโครงการน่าสนใจจริงๆ
2.                  แรงงานฝีมือชั้นสูง เป็นงานหนัก งานดี มีรายได้สูง ทำบัตรเครดิตได้แน่ๆ โดยจ่ายดอกเบี้ย 20% (แต่ภาคปฏิบัติธนาคารก็รีดดอกเบี้ยทุกเม็ดเท่าที่จะทำได้ ลองอ่านใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคลดู)
3.                  แรงงานฝีมือชั้นกลาง-ต่ำ ถ้าทำบัตรเครดิตไม่ได้ ก็ยังสามารถกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้ จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%

จะเห็นว่า ยิ่งฐานะทางการเงินต่ำ จะยิ่งถูกโขกดอกเบี้ยสูงขึ้น คนทั่วๆไปจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็เฉพาะตอนซื้อบ้าน ซื้อรถ เท่านั้น ที่จริงมันมีเหตุผลทางธุรกิจว่า ทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินมันโหด ลองไปหาในกูเกิลดูครับ

ดังนั้น ถ้าเราประเมินในหัวแล้วพบว่า ชีวิตนี้ยังไงก็ต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินเดือนอีกยาวไกล และหากมีเรื่องต้องใช้เงินด่วนทีไร เราก็พึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลแน่ ๆ (ตามโฆษณาที่ชักชวนให้ไปกู้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู) ทำไมเราไม่วางแผนรับมือสำหรับการเป็นหนี้แบบมีชั้นเชิงเสียแต่วันนี้ครับ (เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบเข้าใจ)

เพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินแบบมนุษย์เงินเดือน
แนวคิดหลักของผมคือ ในขณะที่เรายังเป็นมนุษย์เงินเดือน เราต้องเพิ่มความเชื่อถือทางการเงินของเราเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคล อย่างน้อยเราไม่ควรจ่ายเกิน 15% ตามที่กฎหมายกำหนด (เกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการสินเชิ่อส่วนบุคคลเรียกเก็บจากเรา) เพื่อความกระจ่างขึ้น กรุณาทำความเข้าใจใน  3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1.                  ความเชื่อถือทางการเงินที่สถาบันการเงินให้ความคำนับคือ ทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมค่าง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บดูแลมาก อันได้แก่ ที่ดิน บ้าน แต่ระดับคนทั่วไปแล้ว อาจจะยังไม่ต้องไปถึงขั้นนั้นครับ
2.                  อย่าคิดว่าในโลกนี้มีจะมีแต่ คุณอ้อน คุณซี่บาย หรือชอยซ์แรก เท่านั้นที่ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล (แถมไม่รับหลักทรัพย์อะไรเลย) ที่จริงมีสถาบันการเงินอื่นอีกที่เราจะไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยินดีรับเอาทรัพย์ในข้อ 1 ไปเป็นหลักประกันและให้ดอกเบี้ยต่ำ
3.                  หากเราอุตส่าห์หาทรัพย์ตามข้อ 1 ไปค้ำประกันแล้ว หากเรามีเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ก้เอาสินทรัพย์ไปขายทอดตลาดจนได้เงินครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ควรเอาเราไปอยู่ใน black list ของเครดิตบูโร

จาก 3 ข้อข้างต้น ลองคิดว่า จะมีทรัพย์ใดที่เราจะก่อกำเนิดขึ้นได้จริง เพื่อเป็นต้นทุนในการกู้เงินในยามจำเป็น แล้วมีแหล่งเงินกู้ใดยอมคิดดอกเบี้ยเราต่ำๆ บ้าง ๆ (นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่จ้างพริตตี้มาโฆษณาที่เราคุ้นเคย แล้วเขาก็โยนค่าใช้จ่ายมาให้เรา)


เมื่อคิดไว้แล้ว แนะนำให้อ่านตอนต่อไปดูครับ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ)

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ

จากตอนที่แล้วที่ทิ้งท้ายให้คิดไว้ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน1/3) ให้ลองคิดดูว่าจะมีสินทรัพย์ใดที่เราสร้างได้ไม่ยากเกินไป และสถาบันการเงินใดที่ยอมรับทรัพย์นี้ และทำให้เรารับภาระดอกเบี้ยน้อยลง

หลักทรัพย์และแหล่งเงินที่รับหลักทรัพย์
เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มกัน

ทองคำ: สินทรัพย์สำหรับค้ำประกันสินเชื่อที่หาง่ายสุด เป็นได้มากที่สุดก็คือทองแท่งครับ เดี๋ยวนี้มีน้ำหนัก 1 บาทด้วย
โรงรับจำนำ: สถาบันการเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่รับหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยถูก และไม่ยุ่งกับเครดิตบูโร ก็คือ โรงรับจำนำ

พูดถึงโรงรับจำนำแล้ว อย่าไปมองว่าเป็นของคนชั้นล่างเลยครับ เพราะไม่ว่าเราจะเดินเข้าบูธของสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง มีคนมาคอยยืนไหว้ต้อนรับ พูดจาเพราะ ๆ ถือบัตรกดเงินสดที่ดูสวยงาม หรือเดินเข้าโรงรับจำนำแล้วแปะนิ้วโป้ง ผลลัพธ์ท้ายสุดก็เป็นหนี้แบบเดียวกัน แต่โรงรับจำนำเก็บดอกเบี้ยถูกกว่าเป็นเท่าตัว และไม่ต้องยุ่งกับเครดิตบูโรด้วย

แนวทางปฏิบัติ
มีใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการการได้สินเชื่อ
1.   หาทางเป็นเจ้าของทองแท่งน้ำหนัก 1 - บาทในปีที่ 1 ก่อน (ทองแท่งจะมีค่ากำเหน็จต่ำกว่าทองรูปพรรณ) ช่วงที่ทองมักราคาต่ำคือ เดือนมิถุนายน – สิงหาคม สำหรับการมีทองก้อนแรก เราอาจจะยังต้องพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารอยู่ (ยอมจ่ายดอกเบี้ย 28% สำหรับทองก้อนแรก)
2.   เมื่อต้องการใช้เงินก้อนประมาณ 25,000 เอาทองไปจำนำที่โรงรับจำนำ โดยทั่วไปดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่1.25% ต่อเดือน หรือปีละ 15% เท่านั้น
3.   สะสมเงินแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินที่เก็บสะสมไว้ไปไถ่ทองคืนมา เก็บทองไว้เป็นหลักทรัพย์สำหรับการกู้เงินยามจำเป็นครั้งต่อไป

ความแตกต่างระหว่างเงินกู้จากสินเชื่อส่วนบุคคลกับเงินจากโรงรับจำนำ
คราวนี้ลองเปรียบเทียบความแตกต่างของดอกเบี้ยดูระหว่างการเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อบุคคลจากธนาคารกับโรงรับจำนำดูครับ สมมติว่าเอาเงินมา 25,000 บาท ชำระคืน 12 งวด

ตาราง 1ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคาร (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้น
อัตราดอกเบี้ย
ยอดจ่ายคืนรวมอย่างน้อย
เงินต้นคงเหลือ
2.33%
             2,412.25
          25,000.00
1
           25,000.00
      1,829.75
        582.50
             2,412.25
          23,170.25
2
           23,170.25
      1,872.38
        539.87
             2,412.25
          21,297.87
3
           21,297.87
      1,916.01
        496.24
             2,412.25
          19,381.86
4
           19,381.86
      1,960.65
        451.60
             2,412.25
          17,421.20
5
           17,421.20
      2,006.34
        405.91
             2,412.25
          15,414.87
6
           15,414.87
      2,053.08
        359.17
             2,412.25
          13,361.78
7
           13,361.78
      2,100.92
        311.33
             2,412.25
          11,260.86
8
           11,260.86
      2,149.87
        262.38
             2,412.25
            9,110.99
9
             9,110.99
      2,199.96
        212.29
             2,412.25
            6,911.03
10
             6,911.03
      2,251.22
        161.03
             2,412.25
            4,659.81
11
             4,659.81
      2,303.68
        108.57
             2,412.25
            2,356.13
12
             2,356.13
      2,357.35
          54.90
             2,412.25
                  (1.22)
 รวม
    3,945.78
           31,359.25


ตาราง 2: ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากโรงรับจำนำ (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้นอย่างน้อย
อัตราดอกเบี้ย
รวมยอดจ่ายคืน
เงินต้นคงเหลือ
      2,083.50
1.25%
          25,000.00
1
              25,000.00
          2,083.50
       312.50
             2,396.00
          22,916.50
2
              22,916.50
         2,083.50
       286.46
             2,369.96
         20,833.00
3
              20,833.00
         2,083.50
       260.41
             2,343.91
         18,749.50
4
              18,749.50
         2,083.50
       234.37
             2,317.87
         16,666.00
5
              16,666.00
         2,083.50
       208.33
             2,291.83
         14,582.50
6
              14,582.50
         2,083.50
       182.28
             2,265.78
         12,499.00
7
              12,499.00
         2,083.50
       156.24
             2,239.74
         10,415.50
8
              10,415.50
         2,083.50
       130.19
             2,213.69
           8,332.00
9
                8,332.00
         2,083.50
       104.15
             2,187.65
           6,248.50
10
                6,248.50
         2,083.50
         78.11
             2,161.61
           4,165.00
11
                4,165.00
         2,083.50
         52.06
             2,135.56
           2,081.50
12
                2,081.50
         2,083.50
         26.02
             2,109.52
                (2.00)
รวม

    2,031.11
          27,033.11


จะเห็นว่ารายจ่ายต่อเดือนจะลดลง และแม้โรงรับจำนำจะไม่ลดต้นลดดอก ทั้งปีก็จะมีดอกเบี้ยทั้งหมดเพียง 25,00015% = 3,750 ก็ยังน้อยกว่าสินเชื่อบุคคลจากธนาคารเห็น ๆ

และคราวนี้ ลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคาร กับการเป็นหนี้กับโรงรับจำนำดูครับ

ตาราง 3: เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเป็นหนี้กับธนาคารกับโรงรับจำนำ

ประเด็นเปรียบเทียบ
บริการสินเชื่อจากธนาคาร
บริการสินเชื่อจากโรงรับจำนำ
ดอกเบี้ย
28%
15%
ส่งข้อมูลเครดิตบูโร
ส่ง
ไม่ส่ง
การแสดงความน่าเชื่อถือ
เงินเดือน
ทรัพย์สิน
สภาพหนี้หลังค้างจ่าย
ยังคงเป็นลูกหนี้ / ติด black list บูโร
ยืดทรัพย์เราแล้วจบกัน (เว้นแต่ราคาทองมันตกฮวบอาบจนเราต้องชดใช้ส่วนต่าง)
ระบบจัดเก็บติดตามหนี้
ครบถ้วนสมบูรณ์
เราทำเองหมด

เห็นละยังครับว่า ถ้าอยากผ่อน iPhone บ่อยๆละก็ ครั้งแรกยอมตกเทรนก่อน ยอมไปผ่อนทองก่อน จะเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หรือใครจะเอาหลักนี้ไปประยุกต์ใช้กับการปิดหนี้บัตรเครดิตก็ยังได้เลยครับ (แนะนำอ่านแนวคิดใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล )


แต่ยังไม่จบครับ สิ่งสำคัญคือ โรงรับจำนำอาจจะไม่มีบริการส่งใบแจ้งหนี้ทุกเดือนแบบธนาคาร ถ้าเราขาดวินัยการเก็บสะสมเงิน เราก็ไปไม่ถึงฝั่งเหมือนกัน ยังมีเกร็ดสำคัญอีกนิดที่ช่วยทำหน้าที่ติดตามหนี้เราอัตโนมัติโดยเราไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เชิญติดตามตอนสุดท้าย เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน 3/3: ใช้ระบบธนาคารออนไลน์ทำตัวเป็นผู้ติดตามหนี้ตนเองโดยไม่ต้องเสียตังค์ ครับ (ตอนสุดท้ายแล้ว แข็งใจอ่านอีกนิดครับ)

สำหรับตารางคำนวณข้างบน ใครอยากลองเอาไปคำนวณเองหรือประยุกต์ให้กับการเงินของแต่ละคน ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel
 นี้ไปลองใช้ดูครับ