Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใช้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใช้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ ผ่านเว็บ ผ่านตัวแทน ผ่านธนาคาร อันไหนปลอดภัยกว่ากัน

เราคงเคยได้ข่าวเรื่องที่มีคนเอาเครื่องสกิมเมอร์ (skimmer) มาดักข้อมูลบัตร ATM หรือบัตรเครดิตแล้วแอบเอาไปถอนเงินข้ามประเทศ ตามเว็บบอร์ดก็คนที่เสนอแนะต่าง ๆ จริงบ้างไม่จริงบ้างปนเปกันไป ตั้งแต่แนวทางป้องกันที่แสนง่ายคือ ขณะกดรหัสให้เอามือบังแป้นคีย์บอร์ดหน้าเครื่อง ATM  จนถึงพยายามอธิบายความให้ดูซับซ้อนขึ้น เช่น ดูว่าช่องเสียบบัตรมีดวงไฟมั้ย (มันก็ไม่แน่เสมอไป)

คำถามหนึ่งที่คนมักกังวลแต่ไร้คนตอบชัด ๆ คือ การสมัครผ่านตัวแทนหรือผ่านเว็บไซต์มันมีความปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนตัวเราหรือไม่ ควรทำหรือไม่ คนที่ตอบก็มีทั้งแบบใช้สมมติฐานสำนึก (คิดไปเองว่ามันน่าจะใช่) ไปจนถึงตอบแบบรู้จริง

สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่า หากพิจารณาถึงเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลกันได้รวดเร็วราวสายฟ้าแลบรวมทั้งรูปแบบวิธีบริหารงานในยุคปัจจุบันแล้ว ไม่ว่าจะสมัครบัตรเครดิตผ่านช่องทางไหน ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวเรามันก็ไม่ต่างกัน โดยจะขอยกมากล่าวบางประเด็นหลักที่ช่วยเป็นคำตอบให้คำถามนี้



ขั้นตอนเก็บเอกสารการสมัครบัตรเครดิตแต่ละที่ไม่ต่างกัน

ทุกขั้นตอนของการสมัครบัตรเครดิตมันก็คืองานเดินเอกสารด้วยคนแทบทั้งสิ้น ในระหว่างเส้นทางเดินเอกสารนี้ ถ้าใครจะแอบทุจริตแอบทำสำเนาข้อมูลส่วนตัวเก็บไว้จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก แม้เอกสารจะไปถึงส่วนงานกลางด้านบัตรเครดิตแล้วแต่ถ้าจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมันทำงานน้อย มันก็มีโอกาสที่ข้อมูลส่วนตัวเราจะถูกสำเนาเก็บไว้ต่างหากได้เช่นกัน มาดูขั้นตอนเดินเอกสารของการสมัครบัตรเครดิตแต่ละช่องทางดู

1. การสมัครบัตรเครดิตผ่านสาขาธนาคาร
เมื่อเรายื่นเอกสารสมัครบัตรเครดิตโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สาขาธนาคาร เบื้องต้นเขาก็ดูว่าเอกสารครบถ้วน เรียบร้อยหรือไม่ แต่ตัวสาขาธนาคารไม่ได้เกี่ยวกับการพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเครดิต) ดังนั้น เอกสารต่าง ๆ จะถูกรวบรวมสะสมไว้รอคิวจัดส่งส่วนงานด้านบัตรเครดิต ช่วงรอคิวก็อยู่ที่จังหวะการส่งส่งเอกสารระหว่างหน่วยงาน ผมเคยยื่นเรื่องที่สาขา กว่าเรื่องจะถึงส่วนกลางก็ใช้เวลา  5 วันก็เคยมาแล้ว

2. การสมัครบัตรเครดิตผ่านตัวแทน
ตัวแทนทำหน้าที่ไม่ต่างจากสาขาธนาคาร เพียงแต่มันจำกัดอยู่ที่การรับสมัครบัตรเครดิตเท่านั้น นั่นก็คือ รวบรวมเอกสารการสมัครบัตรเครดิตส่งหน่วยงานกลางด้านบัตรเครดิต เนื่องจากรายได้หลักของตัวแทนก็คือคอมมิชชั่นที่มาจากจำนวนบัตรเครดิตที่ผ่านการอนุมัติ บางที่จึงมีการบริการต่าง ๆ รอบคอบและรวดเร็วกว่าหรือไม่ก็มีโปรโมชั่นพิเศษกว่าไปยื่นเอกสารสมัครเองที่สาขาธนาคารเสียอีก อย่างไรก็ตาม จะมีเจ้าหน้าที่ของตัวแทน  (บางคน) ที่อาจจะอยากได้ยอดสมัครมาก (มันมีผลต่อรายได้เขา คงไม่คิดจะโกงอะไร) ก็มักจะเชิญชวนให้ลูกค้าสมัครหลาย ๆ ใบ ถึงขั้นให้ถ่ายสำเนาเอกสารส่วนตัวไว้แล้วจัดการสมัครแทนให้เอง (ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง) ดังนั้น ถ้าจะสมัครผ่านตัวแทน ก็เตรียมเอกสารไว้แต่พอดี คาดข้อความสำเนาตัวเอกสารให้เรียบร้อย

3. การสมัครบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์
ข้อดีของการสมัครผ่านเว็บไซต์คือ มีคนมารับเอกสารถึงบ้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของธนาคารหรือของตัวแทน ความปลอดภัยของข้อมูลก็ไม่ได้ต่างกัน เพราะ
- เว็บไซต์รับสมัครบัตรเครดิตของธนาคารหลายแห่ง ดูแลโดยตัวแทน
- คนที่มารับเอกสาร มักเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ให้บริการด้านจัดส่งเอกสาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร หรือไม่ก็เป็นตัวแทนที่ที่ดูแลเว็บไซต์สมัครบัตรเครดิตของธนาคาร (ถ้าใครสมัครบัตรเครดิตผ่านเว็บ ตอนที่เขามารับเอกสารนั้น ลองแกล้งถามหาใบสมัครบัตรเครดิตเจ้าอื่นดู ผมว่าเขามีให้แน่นอน)
- เอกสารที่เขามารับนั้น ก็จะถูกรวบรวมจัดส่งหน่วยงานกลาง แบบเดียวกับระบบแบบปกติ

ผลลัพธ์การสมัครบัตรเครดิต ผ่านตัวแทน ผ่านเว็บ กับสมัครผ่านธนาคาร ก็ไม่ต่างกัน
ประเด็นนี้น่าจะตอบกันได้ว่าไม่ต่างกัน เพราะหลังจากที่สมัครบัตรเครดิตผ่านแล้ว ตัวแทนก็ไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นและไม่มีสิทธิ์มาเกี่ยวแล้ว เพราะ
1.สารพัดบริการของบัตรเครดิตตั้งแต่เราเริ่มมีบัตร จนเริ่มก่อหนี้ จนกระทั่งเราเลิกใช้บัตรเครดิต ธนาคารเป็นผู้ให้บริการ
2. สารพัดแคมเป็ญทางการตลาด ก็มาจากธนาคารที่ออกบัตรเครดิต
3. สารพัดการขายประกันภัย ทางโทรศัพท์จะมาไม่ขาดสาย ว่ากันว่า ข้อมูลมันบางส่วนมันก็น่าจะมาจากธนาคารนั่นแหละ

ธนาคารอยู่ในยุคที่ต้องยอมแบ่งปันข้อมูลเพราะการบริหารงานด้วย Sub –contract / Outsource
ธนาคารก็เป็นหน่วยงานทางธุรกิจ ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและได้เปรียบคู่แข่ง การใช้บริการ Outsource จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่มี เพราะ
1. ธนาคารไม่ได้เก่งทุกเรื่อง
ธนาคารอาจจะวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเก่ง แต่การมี sub contract ให้ทำงานในด้านที่ไม่เก่ง จะทำให้คงความแข็งแก่งไว้ การมีตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตมันก็ช่วยเป็นแขนขาให้ธนาคารมีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ และแม้ลูกค้าบัตรเครดิตเบี้ยวหนี้ ก็ว่าจ้างบริษัทภายนอกทวงหนี้

2. ธนาคารก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย
การใช้บริการแบบ Outsource สำหรับบางด้าน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าตั้งหน่วยงานเอง การมีตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตมันก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกิดลูกค้าใหม่โดยที่ไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่ม และหากลูกค้าน้อยลง ก็ไม่ต้องไปรับผิดชอบหรือชดเชยอะไรให้ตัวแทน

3. ความลับไม่มีในโลก
ผมเคยทำงานเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์กับบริษัทที่รับจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศมาก่อน ระหว่างการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผมมักจะพบข้อมูลที่ลูกค้าไม่อยากจะเปิดเผยให้บุคคลภายนอกทราบเสมอ และมันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงยากนอกจากจะไว้ใจกันเท่านั้น ดังนั้น ในสัญญาจ้างพัฒนาระบบนั้น จะมีสัญญาข้อหนึ่งที่ระบุว่าไม่ให้เอาเรื่องภายในหน่วยงานลูกค้าไปเผยแพร่ให้คนอื่นทราบ (ส่วนภาคปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่ง) ธนาคารก็อยู่ในข่ายนี้ที่ไม่สามารถควบคุมการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลได้เต็มร้อย

เทคโนโลยีเครื่องสำเนาข้อมูล ภัยคุกคามข้อมูลที่ใครก็คาดไม่ถึง
ในอดีต (ก่อน พ.ศ. 2540) เครื่องถ่ายเอกสาร มันทำงานในลักษณะถ่ายภาพเอกสารแล้วพิมพ์ออกกระดาษทันที ถ้าจะถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนสัก 10 ชุด มันก็จะฉายแสงถ่ายภาพทั้งหมด 10 ครั้ง แต่ปัจจุบัน มันสแกนเก็บไว้ครั้งเดียวแล้วพิมพ์ออกมา 10 ครั้งแทน บางเครื่องยังทำหน้าที่เป็นเครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเอกสารออกมาเป็นไฟล์ PDF ได้ เพราะมันคือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ดี ๆ นี่เอง และปัจจุบันก็นิยมใช้เครื่องถ่ายเอกสารแบบเช่าซื้อกันทั้งนั้น เพราะได้บริการบำรุงรักษาทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

ถ้าใครยังไม่ถึงบางอ้อ แข็งใจอ่านต่ออีกนิด ประเด็นหลักเลยคือ คอมพิวเตอร์ในคราบเครื่องถ่ายเอกสารนี้ มันจะมีฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูล (ไฟล์ภาพเอกสารที่เราเอามาถ่ายสำเนานั่นแหละ) ข้อมูลมันจะค้างอยู่ในนั้น มันจะถูกลบออกต่อเมื่อฮาร์ดดิสก์มันจะเต็ม มันถึงจะเริ่มลบไฟล์ที่เก่าที่สุดออก บางที่มันยังไม่ถูกลบออก ก็อาจจะมีเหตุให้เครื่องถูกยกกลับผู้ขาย เช่น หมดสัญญาเช่าซื้อ  ผู้ขายมาบริการบำรุงรักษา ขั้นตอนเหล่านี้ ช่างอาจจะแอบ copy ไฟล์ไปก็ได้ (ทำได้ถ้าคิดจะทำ) หลายหน่วยงานรวมทั้งธนาคารเองก็ใช้บริการเครื่องถ่ายเอกสารในลักษณะนี้เช่นกัน

โดยสรุปภาพ
ไม่ต้องมากังวลแล้วว่า สมัครบัตรเครดิตผ่านตัวแทนแล้วข้อมูลจะรั่วไหลหรือป่าว ถ้ากลัวข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลมามาก ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องไปสมัครอะไรที่ไหนเลย เพราะหลังสมัครบัตรเครดิตผ่านแล้วมันจะมีคนโทรศัพท์มาขายประกันทางโทรศัพท์แน่นอน แม้ว่าท่านจะลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์ และเครื่องพิมพ์มาทำสำเนาเอกสารเอง ส่งเอกสารสมัครบัตรเครดิตทางไปรษณีย์ถึงหน่วยงานกลางของธนาคารโดยตรงก็ตาม 

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผ่อน 0% จริงหรือหลอก

เรามักจะพบโปรแกรมลักษณะผ่อน 0% แบบนี้อยู่บ่อย เช่น ช่วงเทศกาลสำคัญ ปีใหม่ ลดครึ่งปี และอื่นๆสารพัดที่เกิดอยากให้มี จึงเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า มันผ่อน 0% จริงหรือ ในความเห็นผมแล้ว คิดว่าคงจะ 0% จริงในยุคแรกๆที่เริ่มทำโปรโมชั่นแบบนี้ โดยยอมรับกำไรน้อยลง (ไม่ยอมขาดทุนแน่ๆ ) ทั้งนี้ก็เพื่อหวังผลทางการตลาด แต่หลัง ๆ มานี้ ผมไม่คิดว่าจะจริง ในขณะที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษจริง ๆ


สิ่งที่ผมลองสังเกตเห็นก่อนซื้อคือ

·         การผ่อน จะผ่อนกับสถาบันการเงินทั้งนั้น (แน่นอนว่าสถาบันการเงินเขาต้องได้ดอกเบี้ยเป็นผลกำไรทั้งนั้น) ผมยังไม่เคยเห็นผ่อนกับร้านค้าโดยตรงเลย ล่าสุดที่ผมเห็นว่าเป็นการผ่อนกับเจ้าของสินค้าโดยตรงคือ ตอนซื้อเพจเจอร์ (pager: วิทยุติดตามตัวสำหรับรับข้อความ เด็กรุนใหม่ๆคงไม่รู้จัก) ตอนประมาณปี 2538 - 40


·         เวลาจะซื้อสินค้า โดยเฉพาะตามร้านค้า คนขายมักจะแอบกระซิบว่า ถ้าจ่ายสด จะยอมลดให้ หรือไม่ก็ประกาศตรง ๆ ว่า ถ้าจ่ายสดจะลดกี่เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็มีของกำนัลให้ สิ่งนี้สามารถตีความได้เลยว่า การไม่ผ่อน 0% ทำให้ร้านค้าไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายให้สถาบันทางการเงินที่ร่วมโปรมชั่นกับเขา ร้านค้าจึงสามารถให้ลดหรือมีของแถมให้


·         บางโปรโมชั่น แหวกแนวอีกว่า ถ้าผ่อน 0% แล้ว มีเงินคืนหรือของกำนัลจากสถาบันทางการเงิน มันยิ่งสวนทางกันไปใหญ่ว่า นอกจากจะไม่มีดอกเบี้ยแล้ว ยังได้ของแถมอีก ลองจินตนาการว่าคนเป็นเจ้าของร้าน คุณจะจัดแคมเป็บแบบนี้มั้ยว่า ถ้าใครซื้อแบบผ่อน ฉันมีของแถมให้ ร้านค้ามีแต่อยากได้เงินสดให้ครบถ้วนไว ๆ ทั้งนั้น


ถ้าประเมินเบื้องต้นดูแล้ว มันมีการจ่ายดอกเบี้ยมันแฝงอยู่ในตัวสินค้าแน่ ๆ ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้รับภาระส่วนนี้

เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟัง

ตอนที่ผมจะต้องเปลี่ยนยางรถยนต์เพราะหมดอายุแล้ว ก็เลยไปร้านที่เป็นศูนย์มาตรฐานของยางรถยนต์ยี่ห้อสะพานหิน (นามสมมติ) มีโปรโมชั่นผ่อนยาง 0% นาน 6 เดือน  ข้างละ 3,200 บาท สามารถเทิร์นยางเก่าได้ เหลือ 3,000 บาท ราคารวม 4 ล้อก็ 12,000 บาท ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท

จากนั้น ผมลองถามร้านอื่นที่มียางแบบเดียวกัน และรับบัตรเครดิตด้วย โดยคิดว่าถ้ารูดแล้วเอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายจะจ่ายต่องวดเท่าไหร่ ปรากฎว่าได้ราคารวม 10,000 บาท (ข้างละ 2,500 บาท) ถ้าเอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายแล้ว ผ่อนแค่เดือนละ 1,765.50 เท่านั้น



แนวประเมินเบื้องต้นว่าใครรับผิดชอบดอกเบี้ย

การจะดู ให้ดูตัวสินค้าที่จะกระตุ้นยอดขาย ดังนี้ครับ


1. ถ้าเป็นสินค้าที่ออกมาระยะหนึ่ง แล้วราคาเดิม แนวโน้มร้านค้ายอมจ่ายดอกเบี้ยเองเพื่อเพิ่มยอดขายหรือโละของที่กำลังจะตกรุ่น
2. ถ้าของออกใหม่ คนอยากได้อยู่แล้ว ผูกขาดการจัดจำหน่าย เช่น โทรศัพท์คุณฝน ต่างคนต่างเฝ้ารอตัวรุ่นใหม่ พอเปิดตัวก็ออกแคมเป็ญผ่อน 0% เลย ผมว่าเรามีแนวโน้มเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยครับ

3. ถ้าเป็นหรือพวกสินค้าที่ไม่สามารถเร่งการใช้ได้แต่ต้องรอการใช้ตามความเป็นจริง (เช่น ยางรถยนต์) การออกแคมเป็ญแบบนี้ไม่ได้กระตุ้นยอดขายในภาพรวมอยู่แล้ว นอกจากทำเพื่อแย่งลูกค้ากัน อันนี้ก็ต้องเช็คราคากันดี ๆ ครับ


ทำไมร้านค้าจัดโมโมชั่นผ่อนผ่านสถาบันการเงิน ผ่อนเองกับร้านไม่ได้เหรอ
ตอบง่าย ๆ เลยคือ มันจึงความลงตัวกันระหว่างลูกค้า ร้านค้า และสถาบันทางการเงิน (win - win - win)
1. ลูกค้าอยากจ่ายทีละน้อย
2. ร้านค้าเองก็ต้องการผลักภาระการจัดการหนี้สินออกไปที่สถาบันทางการเงิน ไม่อยากมีภาวะหนี้สูญ
3. สถาบันทางการเงินก็ต้องการดอกเบี้ยและการติดตามหนี้สินมันก็เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจให้กู้เงินอยู่แล้ว แม้ภายหลังลูกค้าไม่อยากผ่อน ก็ไม่สามารถยอมให้ยึดสินค้าแล้วหยุดผ่อนได้ เพราะการผ่อนมันอยู่ในรูปของการกู้แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกค้าจะอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้สถาบันการเงินโดยตรง จึงอยู่ในภาวะรับภาระดอกเบี้ยและเงินต้นทั้งหมดโดยปริยาย


จาก 3 win ข้างต้น มันจึงเป็นกลไกที่สามารถย้ายลูกค้าของร้านค้าไปเป็นลูกหนี้ของสถาบันทางการเงิน เป็นเป็นการกระตุ้นยอดขายร้านค้า กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต/บัตรผ่อนสินค้า แม้ลูกค้าไม่อยากได้สินค้าภายหลัง หรืออยากจะทิ้งสินค้าแบบยอมให้ยึดของแล้วตัวเองจะไม่ผ่อนต่อก็จะทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่ได้เป็นลูกหนี้ร้านค้าแล้ว แต่เป็นลูกหนี้สถาบันทางการเงิน มีข้อมูลเครดิตบูโรเป็นตัวประกัน

เท่านี้ก็คงพอเห็นภาพว่า ผ่อน 0% นั้นจริงหรือหลอก โปรแกรมทางการตลาดก็แอบตอดเงินเราไม่แพ้กลโกงบัตรเครดิตเลยครับ นี่ยังไม่รวมการเชื้อเชิญให้เป็นหนี้แบบที่ทำให้เข้าใจว่ากู้แล้วคุ้มเลย สำหรับผู้ที่ต้องการลองคำนวณในลักษณะแบบนี้เล่น ๆ ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วปลี่ยนตัวเลขเอาเองนะครับ

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ป้องกันกลโกงที่มากับบัตรเครดิต

ว่ากันว่า การป้องกันปัญหาก่อนเกิดนั้น ย่อมดีกว่ามาคอยตามแก้ไขปัญหาภายหลัง การใช้บัตรเครดิตก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อมันมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษมาด้วยกันเหมือนดาบ 2 คม เราก็คงต้องใช้มันอย่างรู้ทันโจร (ขโมยข้อมูลบัตร) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรู้ว่าจะสมัครบัตรใบไหนดี

ป้องกันตั้งแต่การเตรียมเอกสารตอนสมัครบัตรเครดิต
  • ให้เตรียมเอกสารพอดีที่จะสมัคร โดยเฉพาะการสมัครผ่านตัวแทน ยุคนี้เป็นยุคสินเชื่อวิ่งเข้าหาลูกค้า ถ้าเอกสารเตรียมไว้ใช้งานไม่ได้ เขาจะมาขออันใหม่เอง (อย่าลืมว่าเขามีรายได้จากคอมมิสชั่นการสมัครบัตรเครดิตที่ได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น)
  • อย่าทำสำเนาเอกสารเปล่า ๆ เพื่อให้ตัวแทนเอาไปสมัครบัตรอื่นตามใจเขา (แม้เขาอ้างว่า อยากบริการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า แท้จริงอยากได้คอมมิสชั่นเพิ่ม)  มันเกือบไม่ต่างจากถูกคนอื่นขโมยเอกสารไปสมัครบัตรเครดิตแทนเรา เปิดโอกาสให้เกิดการแอบเอาเอกสารของเราไปทำธุรกรรมทางการเงินในทางทุจริตได้ เอกสารไหนที่เตรียมเกินไว้ ให้เก็บไว้กับตัว และถ้าทำลายทิ้งเสีย (อย่าเสียดายเลยครับ ดีกว่ามาตามแก้ไขปัญหาภายหลัง)
  • คาดข้อความในสำเนาให้ชัดเจน ทั้งลักษณะการคาดและข้อความ ตัวอย่างเช่น “สำหรับสมัครบัตรเครดิตธนาคาร....เท่านั้น” อย่าเขียนลอย ๆ กว้าง
  • การเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง นอกจากต้องมีลายเซ็นต์แบบเดียวกันแล้ว ให้ระบุวันที่เซ็นต์ด้วย เพื่อกำหนดอายุการใช้งานเอกสาร 

ป้องกันระหว่างใช้งานบัตรเครดิต
  • หลังจากที่อนุมัติการสมัครแล้ว ขณะรับบัตร (ไม่ว่าจะรับเองที่สาขาธนาคารหรือให้ธนาคารส่งให้ทางไปรษณีย์) ซองเอกสารจะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ปิดผนึกแน่นหนา
  • ระวังมีคนขอให้เอาบัตรไปลองใช้กับเครื่อง (จะตู้ ATM อะไรก็ตามที่รูดได้สอดได้) โดยไม่มีเหตุอันควร อาจจะเป็นแผนลวงให้ถูกดูดข้อมูลโดยเครื่องสกิมเมอร์ (credit card skimmer) ได้ ลองหาคำว่า เครื่องสกิมเมอร์  จะมีข้อมูล ภาพ และสารพัดเทคนิคขโมยข้อมูล
  • การแสดงน้ำใจก็ต้องมีสติให้ดี ผมเคยได้ยินมาว่า มีฝรั่งมายืนแถวตู้ ATM แกล้งมาถามคนที่มากดเงินที่ตู้ว่า ต้องการใช้เงินแต่บัตรเครดิตของเขาเสียบเข้าตู้ ATM ไม่ได้ อยากรู้ว่าบัตรเขาใหญ่เกินไปหรือป่าว จะขอยืมบัตรเครดิตคนนั้นลองเสียบดู แท้จริงแล้ว มันแอบติดเครื่องสกิมเมอร์ไว้ที่ช่องเสียบบัตรแบบแนบเนียนไว้แล้ว (บัตรเครดิตมันมีขนาดมาตราฐานเดียวกันทั่วโลก เทคโนโลยีบ้านเราก็นำเข้าจากต่างประเทศ มันเข้ากันได้แน่ๆ)
  • จำ secure code หรือ verified code  ที่หลังบัตรไว้ จากนั้นปิดทับด้วยสติ๊กเกอร์แบบที่เขาเอาไว้ติดกับอุปกรณ์ที่เขาป้องกันการดัดแปลงแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต (สติกเกอร์ที่มีคำว่า warrantee void if removed นั่นแหละครับ) หรือสติกเกอร์ที่ขาดติดกับบัตรได้ง่ายเมื่อมีการพยามแกะ (หาซื้อได้ไม่ยากนัก) ถ้าเอาไปใช้จ่ายที่ร้านอาหารหรือร้านที่มีบริกรเอาบัตรไปรูดในที่ลับตาเราแล้วค่อยเอามาให้เราเซ็นต์ แล้วตอนบัตรคืนมามันมีรอยแกะ เตรียมโวยได้เลยว่าแอบดูดข้อมูลหรือป่าว
  • อย่างไรก็ดี ระวังถูกหลอกถามข้อมูลบัตร ข้อมูลส่วนตัว เช่น แกล้งอำว่าโทรจากธนาคารเจ้าของ ตรวจสอบได้ว่ามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มีมูลค่าสูง เลยโทรมาถามเพื่อขอการยืนยัน โดยถามข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ขอบอกเลยว่า ถ้ามาจากธนาคารจริง เราตอบแค่ใช้จ่ายหรือไม่ได้ใช้เท่านั้น จากนั้นธนาคารจะดำเนินการต่างๆเอง เพราะข้อมูลอื่นๆเขามีของเขาอยู่แล้ว ถ้าถามเกินจากนี้หรือพูดอ้อมไปอ้อมมา วางสายไปเลยครับแล้วลองโทรกลับที่ call center ของธนาคารโดยตรงแทนจะดีกว่า
  • หาสติ๊กเกอร์บาง ๆ ที่สามารถแปะได้แน่น ๆ ไม่หลุดง่าย นำมาแปะส่วนที่ว่างให้เห็นเป็นสัญลักษณ์ว่า มันเป็นบัตรของเรา ป้องกันส่งผิดคนเวลาไปกินข้าวนอกบ้าน ถ้าทำขนาดนี้แล้วเขายังส่งบัตรผิดอันมาให้เรา เตรียมโวยได้เลยว่ากำลังถ่วงเวลาเราเพราะแอบเอาบัตรเราไปดูดข้อมูลหรือป่าว (ถ้าสติ๊กเกอร์หลุดง่าย เดี๋ยวมันจะติดในเครื่องรูดบัตร ถูกเรียกค่าเสียหาย ซวยโดยใช่เหตุ)
  • การรูดบัตร ร้านเล็กๆโดยทั่วไปหรือปั๊มน้ำมัน จะรูดทีเดียวที่เครื่องรูดบัตรของธนาคารเท่านั้น ถ้าห้างใหญ่หน่อย มักจะ 2 ครั้งคือ รูดที่เครื่อง cashier เพื่อเก็บข้อมูลว่าชำระด้วยบัตรอะไร กับรูดที่เครื่องรูดบัตรเพื่อส่งข้อมูลขออนุมัติวงเงินกับธนาคาร ถ้าเกินจากนี้ สงสัยไว้ก่อนเลยว่า ถูกดูดข้อมูล แม้เขาจะอ้างว่าเก็บข้อมูลหลายระบบก็ไม่ต้องเชื่อ เพราะโดยทั่วไปข้อมูลทางคอมพิวเตอร์สามารถทำสำเนาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรูดหลายทีก็ได้
  • อย่าตั้งรหัสต่าง ๆ ตามวันเดือนปีเกิด ง่ายต่อการเดาโดยเฉพาะตอนกระเป๋าหาย เรามักได้ยินเสมอว่า คนขโมยกระเป๋าเขาเดารหัสบัตร ATM จากวันกิดที่อยู่ในบัตรประชาชน ถ้าจะตั้งรหัสก็ให้หาวันสำคัญอื่น ๆ ในชีวิตแทน เช่น วันครบรอบแต่งงาน วันเกิดลูก วันเกิดแฟน
  • ซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ต้องมี https นำหน้า ซึ่งเป็นการเข้ารหัสข้อมูลขณะส่งไปตามเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แม้จะมีคนดักข้อมูลได้ ก็อ่านไม่รู้เรื่อง
ป้องกันหลังการยกเลิกใช้บัตรเครดิต
  • หลังแจ้งยกเลิกบัตรเครดิตที่สาขาธนาคารแล้ว ควรแจ้งระงับบัตรกับ call center ด้วย บางธนาคารบริหารบัตรเครดิตแยกออกมาต่างหาก (สาขาธนาคารเป็นแค่ที่รับเรื่องหรือประสานงาน)
  • อย่าลืมว่า แม้มี sms ยืนยันการรับทราบ แต่ sms ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานอ้างอิงทางธุรกรรมทางการเงิน (เป็นแค่ส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำงานที่ช่วยให้ทราบสถานะการดำเนินการ)
  • อย่างน้อยต้องมีใบแจ้งหนี้งวดสุดท้ายที่ระบุว่า หนี้เหลือ 0 บาท และเราควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน (อย่างน้อย 10 ปี)

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นข้อควรระวังเบื้องต้นทั่วไปที่เราควรทำความเข้าใจไว้ เพื่อเราจะรอดพ้นหรือเจอป้องกันกลโกงที่มากับบัตรเครดิตให้น้อยที่สุดครับ และอีกประการที่เรามักมองข้ามคือ โปรโมชั่นใช้บัตรต่าง ๆ เช่น ผ่อน 0% จอมปลอม ก็ดูดเงินเราไม่น้อยเช่นกัน