Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็นหนี้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็นหนี้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคล


ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านสถาบันการเงินใดหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสถาบันการเงินที่ผมนำมายกตัวอย่างในบทความนี้ ทุกคนต่างก็ทำมาหากิน สถาบันการเงินเขาก็หาดอกเบี้ยของเขาไป เราเองก็อาจจะต้องใช้บริการเขาในบางครั้ง แต่เราก็เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเราเองด้วย

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินสดที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่สถาบันการเงินเขาโกงอะไรเรา แต่เป็นลับ ลวง พรางที่อยู่แฝงอยู่ในโปรโมชั่น ถ้าเราไม่คิดให้รอบคอบ มันก็ทำให้เราเป็นหนี้มากขึ้นไปเจอสารพัดวิธีเขาพยายามทำให้เราเป็นหนี้เขาให้ได้ (ก็เหมือนเซลหรือสาวเชียร์เบียร์ที่พยายามทำยังไงก็ได้ให้เกิดการขายมากที่สุดนั่นแหละครับ เพราะเขาได้คอมมิชชั่นจากการขาย) มาดูตัวอย่างเทคนิคที่เราอาจจะตกหลุมพรางกัน


1. ทำให้คิดว่าได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ

ถ้าใครมีบัตรสินเชื่อเงินสดอยู่และไม่ได้ไปก่อหนี้กับเขานานๆ เขาจะเริ่มคิดถึงและส่งหนังสือเชิญไปเป็นหนี้ โดยบอกว่า ได้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษสุดคุ้ม แต่แท้จริงแล้วเขาก็จะมีค่าธรมเนียมอื่นๆรวมเข้าไปจนครบ 28% อยู่ดี (ดูจากรูปจะพบว่า เขาจะเขียนบอกตัวเล็ก ๆ) และถ้าเราถามเขาแบบชกหมัดตรง ๆ ว่า มันก็ไม่เห็นจะพิเศษตรงไหน เขาก็จะอ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทำแบบนั้น ( เขาจะพูดเหมือนประมาณว่าเป็นข้อบังคับของ ธปท.ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ธปท. เขาอนุโลมให้เพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านสินเชื่อ แต่รวมแล้วไม่เกิน 28% ไม่ใช่บังคับให้คิดจากคนกู้ 28% )




2. ทำให้คิดว่าจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่า

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การกดเงินสดจากบัตรเครดิตนั้น อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 20% เท่านั้นแต่จะมีค่าธรรมเนียมการกดออกมา 3% ทันที ในขณะที่บัตรกดเงินสดมีดอกเบี้ยก็สูงกว่าคือ 28% แต่บางเจ้าจะไม่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินถ้ากดเงินจากตู้ของเขาเอง ดังนั้น ถ้าเราสามารถใช้หนี้คืนในเวลาไม่เกิน 6 เดือน การกดเงินจากบัตรกดเงินสดนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการชำระคืนน้อยกว่าการกดเงินจากบัตรเครดิตแน่นอน (แต่ต้องหาตู้เขาให้เจอนะ และอย่าลืมเอาค่าเดินทางในการหาตู้ให้เจอมารวมด้วยล่ะ)





แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของมนุษย์เงินเงินเดือนอย่างผมแล้ว ผมพบว่า ถ้าต้องการเงินสดมากกระทันหันแล้ว ส่วนใหญ่ต้องผ่อนตั้งแต่ 1 ปีทั้งนั้น และผมคิดว่า สถาบันการเงินเขาก็มีสถิติเหล่านี้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ลูกค้าผ่อนนิยมผ่อนกันกี่งวด ดังนั้น เขาจะไม่นำเสนอตารางเปรียบเทียบในทางที่เขาเสียเปรียบแน่นอน จากภาพข้างล่างจะพบว่า ตารางผ่อนคืนที่เกิน 6 เดือนนั้นจะไม่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับการกดเงินจากบัตรเครดิตเลย (เพราะมันไม่เข้าทางเขา)




สำหรับกรณีนี้ ถ้าต้องใช้เงินสด และจะผ่อนคืนเกิน 6 เดือน และพร้อมจ่ายขั้นต่ำที่ 10% ผมแนะนำ 2 วิธี
 a) ให้กดเงินสดจากบัตรเครดิตที่ไม่มีหนี้ค้าง จากนั้นหยุดใช้บัตรนั้นรูดซื้อของจนกว่าจะผ่อนหนี้เงินสดที่กดออกมาจนหมด
b) ดูว่าจะมีใคร (เพื่อน ญาติพี่น้อง) ที่ทำท่าจะเอาเงินสดซื้อของอยู่แล้ว เราก็อาสาซื้อให้เขาโดยเอาบัตรเรารูด เอาเงินสดจากเขามาใช้ จากนั้นก็เอารายการที่เราเพิ่งรูดไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกดเงิน แถมได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอีกด้วย

3. ทำให้คิดว่า กู้สูงอีกหน่อยจะคุ้มค่ากว่า


มุกนี้มาจากที่รุ่นน้องในออฟฟิศคนหนึ่ง กำลังผ่อนรถมือสอง ลำพังเท่านี้ก็เกือบไม่พอกินอยู่แล้ว ก็มาถามผมกึ่งขอความเห็นว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นรถป้ายแดงหรือไม่ เพราะเซลที่เป็นธุระจัดไฟแนนซ์ให้ก็มาบอกเขาว่า ถ้าผ่อนเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท ก็ผ่อนรถป้ายแดงได้แล้ว (แต่เขาก็คงมีคำตอบในใจแล้วว่า อยากได้ป้ายแดง) ผมก็เลยตอบกลับไปแบบตรง ๆ ว่า ให้ดูก่อนว่าใครเป็นคนพูดแนวคิดนี้ ถ้าไอ้คนที่พูดน่ะมันเป็นเซลขายสินเชื่อ มันก็ต้องพูดให้เข้าทางมันอยู่แล้วเพราะมันได้คอมมิชชั่นจากการปล่อยกู้ มันไม่บอกหรอกว่า ผ่อนรถป้ายแดงมันยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นแฝงอีก เช่น ค่าประกันก็ต้องชั้น 1 ระยะเวลาที่ผ่อนก็นานกว่า แถมพอใช้รถไปประมาณปีที่ 4 – 5 ก็จะเริ่มมีค่าซ่อมแบบรถมือสอง ในขณะเดียวกันก็ยังต้องผ่อนแพงๆอยู่


ดังนั้น หากเราวางแผนเป็นหนี้ดี ๆ เราจะไม่เสียดอกเบี้ยต่าง ๆ จากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมีวินัยทางการเงิน อย่าเพิ่งผลีผลามไปผ่อนอะไรโดยไม่จำเป็น อย่าเพิ่งตืนตาตื่นใจโดยไม่ไตร่ตรองกับโปรโมชั่นผ่อนต่าง ๆ แม้แต่โปรโมชั่นผ่อน 0% ก็ยังอาจจะไม่ใช่ 0% จริง แม้ผ่อน 0% จริงก็อาจจะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายอื่นพ่วงเข้ามาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ สุดท้ายก้ได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมเราหนี้เยอะจัง





วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผ่อน 0% จริงหรือหลอก

เรามักจะพบโปรแกรมลักษณะผ่อน 0% แบบนี้อยู่บ่อย เช่น ช่วงเทศกาลสำคัญ ปีใหม่ ลดครึ่งปี และอื่นๆสารพัดที่เกิดอยากให้มี จึงเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า มันผ่อน 0% จริงหรือ ในความเห็นผมแล้ว คิดว่าคงจะ 0% จริงในยุคแรกๆที่เริ่มทำโปรโมชั่นแบบนี้ โดยยอมรับกำไรน้อยลง (ไม่ยอมขาดทุนแน่ๆ ) ทั้งนี้ก็เพื่อหวังผลทางการตลาด แต่หลัง ๆ มานี้ ผมไม่คิดว่าจะจริง ในขณะที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษจริง ๆ


สิ่งที่ผมลองสังเกตเห็นก่อนซื้อคือ

·         การผ่อน จะผ่อนกับสถาบันการเงินทั้งนั้น (แน่นอนว่าสถาบันการเงินเขาต้องได้ดอกเบี้ยเป็นผลกำไรทั้งนั้น) ผมยังไม่เคยเห็นผ่อนกับร้านค้าโดยตรงเลย ล่าสุดที่ผมเห็นว่าเป็นการผ่อนกับเจ้าของสินค้าโดยตรงคือ ตอนซื้อเพจเจอร์ (pager: วิทยุติดตามตัวสำหรับรับข้อความ เด็กรุนใหม่ๆคงไม่รู้จัก) ตอนประมาณปี 2538 - 40


·         เวลาจะซื้อสินค้า โดยเฉพาะตามร้านค้า คนขายมักจะแอบกระซิบว่า ถ้าจ่ายสด จะยอมลดให้ หรือไม่ก็ประกาศตรง ๆ ว่า ถ้าจ่ายสดจะลดกี่เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็มีของกำนัลให้ สิ่งนี้สามารถตีความได้เลยว่า การไม่ผ่อน 0% ทำให้ร้านค้าไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายให้สถาบันทางการเงินที่ร่วมโปรมชั่นกับเขา ร้านค้าจึงสามารถให้ลดหรือมีของแถมให้


·         บางโปรโมชั่น แหวกแนวอีกว่า ถ้าผ่อน 0% แล้ว มีเงินคืนหรือของกำนัลจากสถาบันทางการเงิน มันยิ่งสวนทางกันไปใหญ่ว่า นอกจากจะไม่มีดอกเบี้ยแล้ว ยังได้ของแถมอีก ลองจินตนาการว่าคนเป็นเจ้าของร้าน คุณจะจัดแคมเป็บแบบนี้มั้ยว่า ถ้าใครซื้อแบบผ่อน ฉันมีของแถมให้ ร้านค้ามีแต่อยากได้เงินสดให้ครบถ้วนไว ๆ ทั้งนั้น


ถ้าประเมินเบื้องต้นดูแล้ว มันมีการจ่ายดอกเบี้ยมันแฝงอยู่ในตัวสินค้าแน่ ๆ ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้รับภาระส่วนนี้

เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟัง

ตอนที่ผมจะต้องเปลี่ยนยางรถยนต์เพราะหมดอายุแล้ว ก็เลยไปร้านที่เป็นศูนย์มาตรฐานของยางรถยนต์ยี่ห้อสะพานหิน (นามสมมติ) มีโปรโมชั่นผ่อนยาง 0% นาน 6 เดือน  ข้างละ 3,200 บาท สามารถเทิร์นยางเก่าได้ เหลือ 3,000 บาท ราคารวม 4 ล้อก็ 12,000 บาท ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท

จากนั้น ผมลองถามร้านอื่นที่มียางแบบเดียวกัน และรับบัตรเครดิตด้วย โดยคิดว่าถ้ารูดแล้วเอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายจะจ่ายต่องวดเท่าไหร่ ปรากฎว่าได้ราคารวม 10,000 บาท (ข้างละ 2,500 บาท) ถ้าเอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายแล้ว ผ่อนแค่เดือนละ 1,765.50 เท่านั้น



แนวประเมินเบื้องต้นว่าใครรับผิดชอบดอกเบี้ย

การจะดู ให้ดูตัวสินค้าที่จะกระตุ้นยอดขาย ดังนี้ครับ


1. ถ้าเป็นสินค้าที่ออกมาระยะหนึ่ง แล้วราคาเดิม แนวโน้มร้านค้ายอมจ่ายดอกเบี้ยเองเพื่อเพิ่มยอดขายหรือโละของที่กำลังจะตกรุ่น
2. ถ้าของออกใหม่ คนอยากได้อยู่แล้ว ผูกขาดการจัดจำหน่าย เช่น โทรศัพท์คุณฝน ต่างคนต่างเฝ้ารอตัวรุ่นใหม่ พอเปิดตัวก็ออกแคมเป็ญผ่อน 0% เลย ผมว่าเรามีแนวโน้มเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยครับ

3. ถ้าเป็นหรือพวกสินค้าที่ไม่สามารถเร่งการใช้ได้แต่ต้องรอการใช้ตามความเป็นจริง (เช่น ยางรถยนต์) การออกแคมเป็ญแบบนี้ไม่ได้กระตุ้นยอดขายในภาพรวมอยู่แล้ว นอกจากทำเพื่อแย่งลูกค้ากัน อันนี้ก็ต้องเช็คราคากันดี ๆ ครับ


ทำไมร้านค้าจัดโมโมชั่นผ่อนผ่านสถาบันการเงิน ผ่อนเองกับร้านไม่ได้เหรอ
ตอบง่าย ๆ เลยคือ มันจึงความลงตัวกันระหว่างลูกค้า ร้านค้า และสถาบันทางการเงิน (win - win - win)
1. ลูกค้าอยากจ่ายทีละน้อย
2. ร้านค้าเองก็ต้องการผลักภาระการจัดการหนี้สินออกไปที่สถาบันทางการเงิน ไม่อยากมีภาวะหนี้สูญ
3. สถาบันทางการเงินก็ต้องการดอกเบี้ยและการติดตามหนี้สินมันก็เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจให้กู้เงินอยู่แล้ว แม้ภายหลังลูกค้าไม่อยากผ่อน ก็ไม่สามารถยอมให้ยึดสินค้าแล้วหยุดผ่อนได้ เพราะการผ่อนมันอยู่ในรูปของการกู้แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกค้าจะอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้สถาบันการเงินโดยตรง จึงอยู่ในภาวะรับภาระดอกเบี้ยและเงินต้นทั้งหมดโดยปริยาย


จาก 3 win ข้างต้น มันจึงเป็นกลไกที่สามารถย้ายลูกค้าของร้านค้าไปเป็นลูกหนี้ของสถาบันทางการเงิน เป็นเป็นการกระตุ้นยอดขายร้านค้า กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต/บัตรผ่อนสินค้า แม้ลูกค้าไม่อยากได้สินค้าภายหลัง หรืออยากจะทิ้งสินค้าแบบยอมให้ยึดของแล้วตัวเองจะไม่ผ่อนต่อก็จะทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่ได้เป็นลูกหนี้ร้านค้าแล้ว แต่เป็นลูกหนี้สถาบันทางการเงิน มีข้อมูลเครดิตบูโรเป็นตัวประกัน

เท่านี้ก็คงพอเห็นภาพว่า ผ่อน 0% นั้นจริงหรือหลอก โปรแกรมทางการตลาดก็แอบตอดเงินเราไม่แพ้กลโกงบัตรเครดิตเลยครับ นี่ยังไม่รวมการเชื้อเชิญให้เป็นหนี้แบบที่ทำให้เข้าใจว่ากู้แล้วคุ้มเลย สำหรับผู้ที่ต้องการลองคำนวณในลักษณะแบบนี้เล่น ๆ ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วปลี่ยนตัวเลขเอาเองนะครับ

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เบิกเงินสดจากบัตรเครดิต เสียค่ากด 3% แล้ว ทำไมต้องมีดอกเบี้ยอีก

ขอเขียนบทความเชิงตั้งคำถามเสียบ้าง (ผม post คำถามไว้ที่ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=572d5a4261aaf0da ถ้าใครตอบได้รบกวนตอบที่ลิงก์นี้เพื่อเป็นความรู้ต่อคนอื่น) เกี่ยวกับเหตุผลที่มีดอกเบี้ยการกดเงินสด (ทั้ง ๆ ที่คิดค่าธรรมเนียมการกดแล้ว)
เบิกเงินสดด้วยบัตรเครดิตต่างกับรูดบัตรซื้อของตรงไหน
เป็นที่ทราบทั่วไปว่า บัตรเครดิตที่เรา ๆ ท่าน ๆ ถืออยู่นี้ หากนำไปกดเบิกเงินสดจากตู้ ATM เมื่อไหร่ จะต้องมีค่าธรรมเนียม 3% ส่วนนี้พอรับได้ เพราะต้องเอาไปชดเชยรายได้ที่ธนาคารควรได้จากร้านค้า แต่ที่ผมอดสงสัยไม่ได้คือทำไมยังต้องมีดอกเบี้ยรายวันอีกต่างหาก (แม้เราจะชำระหนี้เต็มจำนวนทุกงวดก็ตาม)
หากจะเปรียบเทียบกับขั้นตอนต่าง ๆ ก็เกือบเหมือนกับเอาบัตรไปรูดซื้อสินค้าจากร้านค้าทุกประการ

ลองเปรียบเทียบนะครับ
รูดบัตรเครดิตซื้อสินค้า
กดเงินสดจากบัตรเครดิต
เราได้สินค้าที่ต้องการ
เราได้เงินที่ต้องการ แล้วเอาไปซื้อสินค้าที่รูดบัตรซื้อไม่ได้
ร้านค้าสรุปยอดส่งธนาคารแบบ online ในแต่ละวัน วันรุ่งขึ้น ธนาคารโอนเงินให้ร้านค้า โดย
ธนาคารได้ค่าธรรมเนียมจากร้านค้าทันทีประมาณ 2-3%
ร้านค้าได้รับเงินค่าสินค้าจากธนาคารประมาณ 97-98%
เราได้รับเงินเต็ม แต่ระบบธนาคารบันทึกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรา 3%
ครบรอบบัญชี ธนาคารออกใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บเงินจากเรา ถ้าเราชำระเต็ม ก็ไม่ต้องชำระดอกเบี้ย
ครบรอบบัญชี ธนาคารออกใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากเรา พร้อมดอกเบี้ยกดเงินสดรายวัน และแม้เราชำระเต็ม ก็ยังมีดอกเบี้ยส่วนนี้ที่คำนวณระหว่างวันครบรอบบัญชี วันที่เราไปชำระจริงในงวดต่อไปอีกต่างหาก ราวกับว่าเราจ่ายขั้นต่ำซะงั้น (ดูวิธีคำนวณใน จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร)

ผมเห็นว่า ในเมื่อธนาคารได้เงินค่าธรรมเนียม 3% จากเราไปแล้ว  (เหมือนกับที่เรียกเก็บจากร้านค้า) ก็ไม่ควรจะมาคิดดอกเบี้ยกับเรา ตราบใดที่เรายังชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ได้ครบถ้วนและเต็มจำนวน

เบิกเงินสดด้วยบัตรกดเงินสดก็ยังอุตส่าห์มีค่ากด
ที่ผมสงสัยอีกประการคือ พวกสินเชื่อส่วนบุคคลทำไมยังต้องมาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการกดเงินอีก 3% แม้จะกดจากตู้ที่เป็นระบบของตัวเองก็ตาม (หลัง ๆ มาบางเจ้าเริ่มไม่เก็บแล้วเพราะการแข่งขันสูงขึ้น ยกเว้นถ้ากดข้ามธนาคาร) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มันก็ควรจะรวมอยู่ในค่าดำเนินการต่าง ๆ ของผู้ให้บริการสินเชื่อแล้ว เพราะการที่พวกปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยการกู้ยืมถึง28% ต่อปีนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดเพดานนี้ไว้ โดยรวมค่าใช้จ่ายดำเนินการต่าง ๆ แล้วต้องไม่เกินเท่านี้ 
ใครตอบได้ รบกวนตอบไว้ที่ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=572d5a4261aaf0da นะครับ (เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ)
ข้อเสนอแนะส่วนตัว
ผมว่า เราทุกคนที่ยังต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคล  (ยามจำเป็น) ต้องร่วมกันต่อต้านการเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินงามด้วยการอย่าไปใช้บริการที่คิดค่าบริการยิบย่อยแบบนี้ ในไม่ช้าพลังผู้บริโภคจะบีบให้เขาต้องปรับตัว
จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว แม้เราจะไม่มีเงินพอจนต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เรามักรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่วางแผนการเงินดี ๆ เราก็ไม่ต้องไปจ่ายค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น ซึงเคยได้เสนอไว้ในบทความที่ผ่านมา เช่น
- อย่าใช้วิธีแบบกดเงินสด เมื่อจ้องการปิดบัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล 
- ยอมการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อซื้อทองเก็บไว้ แล้วเอาเป็นหลักทรัพย์สำหรับการกู้เงินจากโรงรับจำนำ (ดูใน
 เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า และไม่ต้องยุ่งกับเครดิตบูโรด้วย


วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 1/2)

ก่อนจะอ่านย่อหน้าต่อ ๆ ไป ขอบอกก่อนว่า ถ้าท่านไม่มีแผนการใช้จ่ายชัดเจน หรือยังมองไม่ออกว่า จะใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ได้กำไรแล้ว ให้หยุดไว้ที่ตรงนี้ครับ เลิกคิดเรื่องสมัครบัตรเครดิตไว้ก่อน นอกจากจะอ่านไว้เป็นข้อมูล


คำถามแนะนำที่มักพบตาม Google คือ “สมัครบัตรเครดิตที่ไหนดี pantip” แสดงถึงความนิยมในการค้นหาข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ตามเว็บบอร์ด

ผมลองค้นหาคำนี้ หรือแม้แต่ “บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip”ใน Google เท่าที่ดูในเว็บบอร์ดแล้ว แต่ละคนก็มักจะบอกว่าของค่ายนั้นค่ายนี้ (ตามที่ตัวเองชอบ) ก็เลยอยากจะเสนอในมุมมองของผม เผื่อจะเป็นไอเดียสำหรับหลาย ๆ ท่าน จะได้ใช้บัตรเครดิตแบบคุ้มค่าเต็มๆ

หลักการง่าย ๆ ที่ผมใช้ประจำ (สมัครหลายบัตรบ่อย ยกเลิกอันที่ไม่ชอบ จนเกือบจะประจำ) คือ

1.       เลือกโปรโมชั่นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้จริง
a.       อย่าเพิ่งไปตื่นตากับสิ่งที่ดูหรูแต่เราไม่ได้ใช้ หรือใช้แล้วกลับเพิ่มภาระให้เรา ผมเคยยกตัวอย่างว่า ผมปฏิเสธเซลล์บัตรเอเม็กซ์ ไม่ใช่เพราะโปรโมชั่นมันไม่ดี แต่โปรฯที่เขามี ผมไม่มีโอกาศได้ใช้เลย  และยังต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมการชำระเงินผ่านบริการเคาน์เตอร์  (อ่านเพิ่มถ้าสนใจ)
b.      ประเมินดูว่า เราน่าจะใช้โปรฯอันไหนบ้าง และโปรฯที่บัตรเครดิตให้ มันยาวนานแค่ไหน เช่น ส่วนลดเติมน้ำมัน ส่วนลดชอปปิ้ง (เอาแบบที่เราซื้อของประจำอยู่แล้วนะครับ) เงินคืนเมื่อชอปปิ้งต่างประเทศหรือซื้อของผ่านเว็บต่างประเทศ (เงินคืน มันมาจากการค้ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคาร) ร้านอาหาร (เป็นหัวหน้างาน พาลูกน้องไปฉลองประจำ) การประกันภัยสำหรับการเดินทาง (คนที่ต้องเดินทางด้วยบริการขนส่งสาธารณะและเอาบัตรเครดิตซื้อตั๋วได้ เดี๋ยวนี้รถทัวร์หลายเจ้าก็รับบัตรเครดิตแล้ว)
c.       อย่าสนใจโปรฯพวกชิงรางวัลมาก มันไม่ได้ช่วยอะไรเรามาก
2.       วิธีการชำระคืน
a.       ความง่ายในการหาที่ชำระ บางบัตร (ที่ผมเคยถือ) ชำระได้เฉพาะที่บริการของธนาคารของเขาเท่านั้น บริการเคาน์เตอร์ตัวแทนก็เกือบไม่มี
b.      มีทางเลือกสำหรับชำระโดยไม่มีค่าธรรมเนียม อันนี้ต้องเลือกที่เหมาะกับการใช้งานจริงนะครับ บางธนาคารขนาดจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ตัวเองก็ยังมีค่ารรมเนียม แต่พอหักผ่านบัญชีของธนาคารอื่นๆกลับไม่มี
c.       ดูเงื่อนไขการชำระผ่านการหักบัญชีเงินฝากให้ดี บางธนาคาร เมื่อท่านแจ้งความจำนงค์ว่าให้หักชำระ 100% ตามใบแจ้งหนี้ ธนาคารจถือว่า ยอดชำระขั้นต่ำของท่านคือ 100% (ไม่ใช่ 10%) แม้ท่านจะชำระนอกรอบรวมกันแล้ว 99% ธนาคารก็ยังถือว่าท่านค้างชำระ (ว่ากันตามตัวอักษร และเจ้าหน้าที่ call center ก็จะถูกโปรแกรมมาให้รับรู้เท่านี้) และจะมีผลต่อข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร) ดูภาพตัวอย่างได้
d.      ควรมีโปรแกรมประเภทแบ่งจ่ายรายเดือน (ไม่จำเป็นต้องดอกเบี้ยพิเศษเสมอไป) อันนี้ควรมีสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะการใช้บริการแบ่งจ่าย จะทำให้แต่ละงวดบัญชีของเราเป็นการชำระเต็ม ไม่มีดอกเบี้ยสูงเหมือนการจ่ายขั้นต่ำ (ผมเคยยกตัวอย่างไว้ว่าทำไมดอกเบี้ยมันจึงดูสูง ๆ ทั้ง ๆ ที่มันแค่ 20% ต่อปี ในหัวข้อ เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล)  และยิ่งถ้าใช้บริการหักค่าใช้จ่าย 100% ผ่านบัญชีธนาคารแล้ว โปรแกรมนี้นับว่าต้องมี เพื่อป้องกันการมี black list เพราะผิดพลาดทางเทคนิค (ทางธนาคารถือว่าเป็นความรับผิดชอบของเราในการบริหารจัดการหนี้ของเราให้สอดคล้องกับนโยบายเครดิตบูโร / เขายืดตามตัวอักษร) มีภาพตัวอย่างให้ดูครับ
e.      ชำระแล้ว มีผลต่อการใช้วงเงินทันที บางธคารแปลกมาก ให้บริการตัดชำระผ่านบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ แต่จะมีผลต่อวงเงินก็หลังเที่ยงคืน (ทั้งๆที่เงินก็ดูดจากบัญชีเราไปแล้ว) แต่พอจ่ายผ่านหน้าตู้ ATM กลับมีผลต่อวงเงินคงเหลือทันที (ทั้งๆที่มันก็ธนาคารเดียวกัน)



อันนี้เป็นตัวอย่างการเตือนเรื่องเครดิตบูโร แม้ค้างเงินแค่หลักร้อย (ใช้บริการหักผ่านบัญชีเงินฝาก 100%)



การใช้บริการหักผ่านบัญชีเงินฝาก 100% จะถือว่าไม่มีขั้นต่ำ แม้จ่าย 99% แล้วก็ถือว่าค้างชำระ


3.       ตัวอย่างการเลือกบัตร
ที่จะกล่าวต่อไปนี้ แนะนำพอเป็นแนวครับ เพราะโปรโมชั่นต่าง ๆ อาจจะเปลี่ยนไปตามการทำตลาดบัตรเครดิตของแต่ละเจ้าไป ตัวอย่างการเลือก เช่น
a.       ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อย ลองดูว่าธนาคารไหนที่มีบัตรร่วมกับสายการบินบ้าง เช่น KBank กับ Air Asia หรือว่า KTC กับการบินไทย (KTC Royal Orchid) 
b.       ถ้าชอบเข้าห้างเซ็นทรัล ก็แน่นอนว่าควรถือบัตรเครดิตของเขาเลย เพราะจะได้ส่วนลดเมื่อเอาบัตรของเขารูดซื้อของในห้างของเขา
c.       ถ้าชอบเข้าพารากอน เดอะมอลล์ เอ็มโพเลี่ยม หรือห้างในเครือ ก็คงเป็น Citi M แน่ ๆ
d.       ถ้าชอบเข้าบิ็กซี ก็มีบัตรร่วม Citi ของบิ๊กซี และแน่นอนที่ไม่ลืมคือ ชอบเข้าโลตัส ก็ควรใช้บัตรของเขาไป ได้โปรโมชั่นเต็ม ๆ
e.       ถ้าไม่ได้ชอบห้างไหนเจาะจง ก็อาจจะดูโปรโมชั่นอื่น ๆ เช่น ชอบเงินคืน (cash back) ตอนนี้ของ SCB ก็น่าจะโอเคสุด พวกส่วนลดเติมน้ำมัน ก็จะมีบัตรกรุงศรี บัตรธนชาต บัตรสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ หรือประเภทเน้นที่กินที่เทียว เน้นผ่อน 0% ก็มักจะมีให้เลือกดูกันหลายเจ้า

เบื้องต้น ให้ดูตามนี้ก่อน สำหรับผู้ต้องการสิ่งที่ช่วยบริหารการใช้บัตรเครดิตให้ดีขึ้น ควรดูเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมใน สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 2/2) ครับ

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล

เทคนิคนี้ไม่ใช่การส่งเสริมให้เป็นหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มซ้ำซ้อนกับการเป็นหนี้บัตรเครดิตนะครับ หลายท่านอาจจะเคยอ่านจากเว็บอื่น เช่น ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ( มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ชมรมบัตรเครดิต) เขาจะไม่แนะวิธีนี้  และผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะมันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลเหมือนกัน
ที่ผมถึงแนะนำวิธีการนี้ เพราะหลายคนก็ติดหนี้บัตรเครดิตด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป วิธีนี้มันต่างจากการโอนหนี้จากบัตรเดิมมาบัตรใหม่ตรงใหน ลองอ่านดูนะครับ

หลักการของวิธีนี้
1. อัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอยู่ที่ 20% ก็จริง แต่เคยรู้มั้ยว่าเขาคำนวณอย่างไร และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมันมากกว่าสินเชื่อบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ย 28% แบบลดต้นลดดอกเสียอีก  เขาทำได้อย่างไร มาดูกัน
   a) สมมติเรารูด 10,000 บาท เมื่อใบแจ้งหนี้มาและเราเลือกจ่ายขั้นต่ำ  1,000 เขาจะคำนวณดอกเบี้ยจากจำนวนที่รูด ตั้งแต่วันที่รูด จนถึงวันครบกำหนดชำระ ดังนั้น ถ้าแบ็งค์ใหนมีระยะปลอดดอกเบี้ยยาวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีจำนวนวันสำหรับคำนวณดอกเบี้ยมากท่านั้น สมมตว่ายิ่งรูดตั้งแต่วันแรกของวดแล้ว จำนวนวันที่คำนวณจะ 45 วันขึ้นไป ดังนั้นดอกเบี้ยต่ำสุดคือ   10,000 x (0.20/365) x 45 = 246 (สามารถอ่านรายละเอียดการคำนวณจาก จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 ได้ในบล็อกนี้)
   b) สินเชื่อบุคคล จะคำนวณทีละ 30 วันตามจำนวนเงินต้นคงค้าง (ยกเว้นงวดแรกกับงวดสุดท้ายเพราะมันนับจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ ขึ้นกับว่าเราไปติดต่อกู้ตอนไหน) สมมติเราขอกู้มา 10,000 บาท ดังนั้น เดือนแรกจะมีดอกเบี้ยที่ 30 วันเท่านั้น คือ 10,000 x (0.28/365) x 30 = 230
นี่คำนวณแค่ 10,000 บาทและเดือนเดียวนะครับ สมมติว่าเดือนถัดไปเราเอาบัตรไปรูดเพิ่ม ถ้าเรายังจ่ายขั้นต่ำอีก เงินที่จ่ายเขาจะเอาไปตัดดอกเบี้ยกับหนี้เก่าก่อน ดังนั้น ยอดที่รูดใหม่ ก็จะถูกคำนวณตั้งแต่วันรูดตามข้อ a)

2. กำหนดจำนวนเงินชำระหนี้สินเชื่อบุคคลแต่ละงวดจะต่ำการชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะบัตรเครดิตกำหนดชำระขั้นต่ำที่ 10% แต่สินเชื่อบุคคลกำหนดให้จำนวนงวดยาวขึ้นและจำนวนเงินต่องวดน้อยลงได้ ดูแล้ว เราอาจจะเสียดอกเบี้ยเท่าเดิมหรือมากกว่านิดหน่อย แต่มีข้อดีดังนี้
   a) สมมติเราไม่สามามารถชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ 10% ได้ ถ้าติดต่อกันตั้งแต่ 2 งวด ก็มีแนวโน้มจะติด Black list ของเครดิตบูโร แต่ถ้าเลือกสินเชื่อบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายต่องวดต่ำกว่า เราก็มีโอกาสรอดจาก Black list นี้มากขึ้น
   b) ถ้าค้างชำระหนี้บัตรเครดิตเกิน 2 งวด ต่อให้เราพยายามจ่ายให้มากที่สุด แต่ถ้า 2 งวดนั้นไม่ครบตามยอดชำระขั้นต่ำแล้ว บัตรเครดิตจะถูกระงับใช้ ปัญหาที่ตามมาคือช่วงถูกระงับทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะแจ้งยกเลิก มีวิธีเดียวคือต้องจ่ายจนครบ ในระหว่างที่มีการระงับนั้น ก็ยังถูกคำนวณดอกเบี้ยและค่าติดตามต่าง ๆ คงเดิมนะครับ แต่ถ้าค้างชำระสินเชื่อบุคคล จะไม่มีการระงับอะไร เพราะเขาแบ่งเป็นงวด ๆ ไปแล้ว (แต่แน่นอนว่ามีค่าปรับ)
   c) ลดความเครียดลงกับการถูกตามหนี้หรือรู้สึกถูกคุกคามชีวิตส่วนตัว

3. บางธนาคารมีโปรโมชั่นการโอนหนี้จากบัตรเดิมมาบัตรใหม่ กรณีนี้จะไม่ช่วยอะไร เพราะเรายังคงอยู่ในวังวนการคำนวณดอกเบี้ยตามวิธีการข้อ 1.

วิธีนี้เหมาะกับคนเป็นหนี้แบบใด
1. ตั้งใจหยุดใช้บัตรเครดิต (ดังนั้น ถ้าปิดยอดบัตรเครดิตแล้ว ให้ยกเลิกบัตรเครดิตเจ้ากรรมทันที ไม่งั้นมีหวังต้องไปพัวพันกับหนี้นอกระบบตามเสาไฟฟ้าแน่นอน)
2. มีวินัยในการจัดสรรเงินสำหรับชำระหนี้สินเชื่อบุคคลในแต่ละเดือน
3. ยังต้องพึงพาเงินจากธนาคารในอนาคต เช่น ต้องเช่าซื้อบ้าน รถยนต์ เป็นต้น การรักษาเครดิตไว้ถือว่าคุ้มค่า

ข้อแนะนำสำหรับการเลือกวิธีนี้
1. ให้เลือกจากธนาคารที่มีคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก การใช้บริการสินเชื่อบุคคลกับธนาคารที่เราเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ เมื่อไปขอคำปรึกษา เรามีแนวโน้มถูกชักจูงให้ใช้บัตรเครดิตตามเดิม เช่น การขยายวงเงินให้เพื่อให้เราเป็นหนี้เพิ่ม (เพราะธนาคารต้องการดอกเบี้ยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)
2. อย่าสนใจกับโปรโมชั่นใดๆที่มากหลอกล่อให้กู้เงินเพิ่มขึ้น ให้กู้มาเท่าที่จะใช้มาปิดหนี้บัตรเครดิตเท่านั้น
3. ไม่ควรสมัครสินเชื่อในลักษณะบัตรกดเงินสด เพราะเราจะเสียค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มเพิ่มอีกประมาณ 3%

สำหรับใครที่ยังงๆกับเทคนิคการปิดหนี้บัตรด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลนี้ ลองอ่านภาคปฏิบัติดูครับ