Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมดอกเบี้ยบัตร (เครดิต / กดเงิน) มันโหด

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เข้าข้างธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในส่วนลึกแล้วก็ยังอยากให้เขาลดดอกเบี้ยลงในกรณีที่เราจ่ายตรงเวลา ไม่เคยเบี้ยว (แบบเดียวกับประกันรถยนต์ที่เขาลดเบี้ยประกันในปีต่อไปถ้าไม่เคยมีประวัติเคลม) แต่ที่เขียนบทความนี้ก็แค่อยากให้เห็นว่า กลไกทางการตลาดทำให้คนมีรายได้น้อยต้องตกเป็นเบี้ยล่างโดยปริยาย และถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร

การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละแบบ
มาลองดูตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อแต่ละแบบ

กลุ่มสินเชื่อ
คุณสมบัติ
อัตราดอกเบี้ย
สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน
เงินเดือนตั้งแต่ 8,000 – 10,000 บาทขึ้นไป
28%
บัตรเครดิต
เงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
20%
ผ่อนบ้าน / ที่อยู่อาศัย
มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
7 - 8%
รถมือสอง
มีรถมือสองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
3 - 9%
รถป้ายแดง
มีรถใหม่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
1 - 2%

อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มตามความเสี่ยงของคนปล่อยกู้


การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะอิงกับความเสี่ยงที่หนี้จะสูญ ทั้งนี้ ยิ่งมีความเสี่ยงสูงก็จะมีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนี้

สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน จะเห็นว่าดอกเบี้ยโหดสุด ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้สูญนั่นเอง เพราะกำหนดคุณสมบัติด้านรายได้ของคนกู้ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จะมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนในกลุ่มนี้ มีกำลังชำระหนี้ต่ำลงเช่นกัน และยิ่งกู้มามากเกินไป ก็อาจจะไม่มีกำลังจ่ายคืนคนให้กู้เลย ดังนั้น สถาบันการเงินจึงเก็บดอกเบี้ยสูงเพื่อมาชดเชยความเสี่ยงที่สูงนั่นเอง (เอาดอกเบี้ยจากคนดีและมีกำลังจ่ายมาชดเชยคนที่ไม่มีปัญญาจ่าย)

บัตรเครดิต ดอกเบี้ยจะรองลงมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็เป็นไปในหลักแบบเดียวกันกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่คนกลุ่มนี้รายได้สูงขึ้น มีกำลังชำระหนี้สูงมากขึ้นตามรายได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะมีหนี้สูญลดลง ดอกเบี้ยที่จะไปชดเชยกับหนี้สูญก็น้อยลงตามมา แต่ก็ยังสูงอยู่ดีเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์คำประกัน


สินเชื่อผ่อนที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และแม้ผู้กู้ไม่สามารถชำระคืน สถาบันการเงินก็ยังมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้ แต่ระยะเวลาการผ่อนโดยทั่วไปจะนานถึง 20 – 30 ปี จึงอาจจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยส่วนตัวของผู้กู้ เช่น การตกงาน การเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้ หรืออัตรการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ดี เป็นต้น

สินเชื่อผ่อนรถยนต์ ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่ออื่น ๆ รถยนต์เป็นหลักทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ และโดยทั่วไปจะมีมูลค่าราคาจะลดลงเมื่อเวลาผ่าน แต่ซื้อง่ายขายคล่องกว่าอสังหหาริมทรัพย์ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยจึงต่ำสุด แม้ว่าสถาบันการเงินมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้หากคนกู้ไม่ชำระหนี้ แต่ยิ่งกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานขึ้น รถก็จะเก่าลงมากเช่นกัน ทำให้จะยิ่งมีอัตราดอกเบี้ยการกู้ที่สูงขึ้น (พูดง่าย ๆ คือ เมื่อมูลค่าหลักทรัพย์น้อยลง เมื่อระยะการผ่อนนานขึ้น สถาบันการเงินจะยิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง)

ดังนั้น จะเห็นว่า นายทุนไม่ได้เอาเปรียบประชากรภาคแรงงานเสียทีเดียว เพราะบางส่วนมันคือกลไกทางการตลาด ไม่เช่นนั้น ธนาคารต่าง ๆ ก็อาจจะเจ๊งลงได้เช่นกัน คำตอบสุดท้ายคือ มันอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหนี้แบบไหนจึงจะฉลาด เช่น ใช้บริการโรงรับจำนำที่เสียดอกเบี้ยถูกกว่า หรือหากมีรายได้สูงขึ้น เมื่อต้องการซื้อสินค้าแบบผ่อน เราก็ควรซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรแกรมผ่อนชำระแทนที่จะใช้บัตรเงินผ่อน หรือต้องการกู้เงินจำนวนมาก ๆ หรือต้องผ่อนนาน ๆ ก็ควรหาเงินกู้แบบมีหลักทรพย์ค้ำประกันซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ตามที่ได้ยกตัวอย่างไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน”  เป็นต้น ครับ

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคล


ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านสถาบันการเงินใดหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสถาบันการเงินที่ผมนำมายกตัวอย่างในบทความนี้ ทุกคนต่างก็ทำมาหากิน สถาบันการเงินเขาก็หาดอกเบี้ยของเขาไป เราเองก็อาจจะต้องใช้บริการเขาในบางครั้ง แต่เราก็เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเราเองด้วย

ลับ ลวง พราง สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินสดที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่สถาบันการเงินเขาโกงอะไรเรา แต่เป็นลับ ลวง พรางที่อยู่แฝงอยู่ในโปรโมชั่น ถ้าเราไม่คิดให้รอบคอบ มันก็ทำให้เราเป็นหนี้มากขึ้นไปเจอสารพัดวิธีเขาพยายามทำให้เราเป็นหนี้เขาให้ได้ (ก็เหมือนเซลหรือสาวเชียร์เบียร์ที่พยายามทำยังไงก็ได้ให้เกิดการขายมากที่สุดนั่นแหละครับ เพราะเขาได้คอมมิชชั่นจากการขาย) มาดูตัวอย่างเทคนิคที่เราอาจจะตกหลุมพรางกัน


1. ทำให้คิดว่าได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ

ถ้าใครมีบัตรสินเชื่อเงินสดอยู่และไม่ได้ไปก่อหนี้กับเขานานๆ เขาจะเริ่มคิดถึงและส่งหนังสือเชิญไปเป็นหนี้ โดยบอกว่า ได้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษสุดคุ้ม แต่แท้จริงแล้วเขาก็จะมีค่าธรมเนียมอื่นๆรวมเข้าไปจนครบ 28% อยู่ดี (ดูจากรูปจะพบว่า เขาจะเขียนบอกตัวเล็ก ๆ) และถ้าเราถามเขาแบบชกหมัดตรง ๆ ว่า มันก็ไม่เห็นจะพิเศษตรงไหน เขาก็จะอ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทำแบบนั้น ( เขาจะพูดเหมือนประมาณว่าเป็นข้อบังคับของ ธปท.ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ธปท. เขาอนุโลมให้เพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านสินเชื่อ แต่รวมแล้วไม่เกิน 28% ไม่ใช่บังคับให้คิดจากคนกู้ 28% )




2. ทำให้คิดว่าจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่า

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การกดเงินสดจากบัตรเครดิตนั้น อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 20% เท่านั้นแต่จะมีค่าธรรมเนียมการกดออกมา 3% ทันที ในขณะที่บัตรกดเงินสดมีดอกเบี้ยก็สูงกว่าคือ 28% แต่บางเจ้าจะไม่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินถ้ากดเงินจากตู้ของเขาเอง ดังนั้น ถ้าเราสามารถใช้หนี้คืนในเวลาไม่เกิน 6 เดือน การกดเงินจากบัตรกดเงินสดนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการชำระคืนน้อยกว่าการกดเงินจากบัตรเครดิตแน่นอน (แต่ต้องหาตู้เขาให้เจอนะ และอย่าลืมเอาค่าเดินทางในการหาตู้ให้เจอมารวมด้วยล่ะ)





แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของมนุษย์เงินเงินเดือนอย่างผมแล้ว ผมพบว่า ถ้าต้องการเงินสดมากกระทันหันแล้ว ส่วนใหญ่ต้องผ่อนตั้งแต่ 1 ปีทั้งนั้น และผมคิดว่า สถาบันการเงินเขาก็มีสถิติเหล่านี้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ลูกค้าผ่อนนิยมผ่อนกันกี่งวด ดังนั้น เขาจะไม่นำเสนอตารางเปรียบเทียบในทางที่เขาเสียเปรียบแน่นอน จากภาพข้างล่างจะพบว่า ตารางผ่อนคืนที่เกิน 6 เดือนนั้นจะไม่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับการกดเงินจากบัตรเครดิตเลย (เพราะมันไม่เข้าทางเขา)




สำหรับกรณีนี้ ถ้าต้องใช้เงินสด และจะผ่อนคืนเกิน 6 เดือน และพร้อมจ่ายขั้นต่ำที่ 10% ผมแนะนำ 2 วิธี
 a) ให้กดเงินสดจากบัตรเครดิตที่ไม่มีหนี้ค้าง จากนั้นหยุดใช้บัตรนั้นรูดซื้อของจนกว่าจะผ่อนหนี้เงินสดที่กดออกมาจนหมด
b) ดูว่าจะมีใคร (เพื่อน ญาติพี่น้อง) ที่ทำท่าจะเอาเงินสดซื้อของอยู่แล้ว เราก็อาสาซื้อให้เขาโดยเอาบัตรเรารูด เอาเงินสดจากเขามาใช้ จากนั้นก็เอารายการที่เราเพิ่งรูดไปเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกดเงิน แถมได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอีกด้วย

3. ทำให้คิดว่า กู้สูงอีกหน่อยจะคุ้มค่ากว่า


มุกนี้มาจากที่รุ่นน้องในออฟฟิศคนหนึ่ง กำลังผ่อนรถมือสอง ลำพังเท่านี้ก็เกือบไม่พอกินอยู่แล้ว ก็มาถามผมกึ่งขอความเห็นว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นรถป้ายแดงหรือไม่ เพราะเซลที่เป็นธุระจัดไฟแนนซ์ให้ก็มาบอกเขาว่า ถ้าผ่อนเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท ก็ผ่อนรถป้ายแดงได้แล้ว (แต่เขาก็คงมีคำตอบในใจแล้วว่า อยากได้ป้ายแดง) ผมก็เลยตอบกลับไปแบบตรง ๆ ว่า ให้ดูก่อนว่าใครเป็นคนพูดแนวคิดนี้ ถ้าไอ้คนที่พูดน่ะมันเป็นเซลขายสินเชื่อ มันก็ต้องพูดให้เข้าทางมันอยู่แล้วเพราะมันได้คอมมิชชั่นจากการปล่อยกู้ มันไม่บอกหรอกว่า ผ่อนรถป้ายแดงมันยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นแฝงอีก เช่น ค่าประกันก็ต้องชั้น 1 ระยะเวลาที่ผ่อนก็นานกว่า แถมพอใช้รถไปประมาณปีที่ 4 – 5 ก็จะเริ่มมีค่าซ่อมแบบรถมือสอง ในขณะเดียวกันก็ยังต้องผ่อนแพงๆอยู่


ดังนั้น หากเราวางแผนเป็นหนี้ดี ๆ เราจะไม่เสียดอกเบี้ยต่าง ๆ จากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมีวินัยทางการเงิน อย่าเพิ่งผลีผลามไปผ่อนอะไรโดยไม่จำเป็น อย่าเพิ่งตืนตาตื่นใจโดยไม่ไตร่ตรองกับโปรโมชั่นผ่อนต่าง ๆ แม้แต่โปรโมชั่นผ่อน 0% ก็ยังอาจจะไม่ใช่ 0% จริง แม้ผ่อน 0% จริงก็อาจจะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายอื่นพ่วงเข้ามาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ สุดท้ายก้ได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมเราหนี้เยอะจัง





วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กู้เงินแต่งงาน (หนี้) ไม่บาน

บทความนี้ไม่ได้มุ่งกล่าวถึงเรื่องวิธีเลือกคู่หรือหลักการเลือกคู่แต่งงานนะครับ แต่ละคนต่างก็มีมุมมอง หลักการที่ต่างกันไปตามความแตกต่างของแต่ละคน เอาเป็นว่าถือว่าคนที่อ่านบทความนี้ได้ผ่านขั้นตอนนี้มาแล้วจนถึงขั้นจะตกลงปลงใจแต่งงานแล้วแต่ยังขาดเรื่องเงิน

ในที่นี้จะขอพูดถึงการจัดงานแต่งงานที่ถือว่าสำคัญพอ ๆ กับตอนเลือกคู่คบเลยทีเดียว และก็คงเป็นที่น่าหนักใจของว่าที่เจ้าบ่าว เพราะต้องเลือกว่าจะรอจนมีเงินจัดงานแต่งงาน  หรือว่ารีบจัดแต่งงานโดยยอมมีหนี้ดีเพราะว่าที่เจ้าสาวเร่งเร้า  (ยังไม่นับญาติผู้ใหญ่ที่คอยสร้างความกดดันว่า เมื่อไหร่จะแต่ง)

อันว่าหนี้ (หรือเงินอนาคต) ถ้าใช้อย่างถูกต้อง วางแผนดี ๆ ตัวมันเองก็มีประโยชน์ไม่ใช่น้อย เจ้าของกิจการบริษัทใหญ่ เมื่อจะขยายกิจการ ก็ใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารและโยนภาระดอกเบี้ยมาให้ผู้บริโภค (เกือบ) ทั้งนั้น เมื่อจะใช้หนี้คืน ก็เอาเงินจากผลประกอบการที่ได้ (เงินอนาคตมาภายหลังจากการยืมธนาคาร ) นั่นแหละครับมาจ่ายคืน

งานแต่งงานก็เช่นเดียวกันครับ มันก็มีเงินอนาคตที่เราจะได้รับแน่ ๆ จากเงินที่แขกเหรื่อใส่ซองให้กับเรานั่นแหละครับ ถ้าเราประมาณการว่าเราจะเชิญแขกสัก 300 คน ปัจจุบันในกรุงเทพก็น่าจะใส่ซองคนละอย่างน้อย 500 บาท และโดยทั่วไปจะมีคนมาร่วมงานประมาณ 80% ของจำนวนที่เราเชิญทั้งหมด (ประมาณ 240 คน) แสดงว่า

- เราจะมีรายได้เข้ามาประมาณ 150,000 บาทหลังงานเลี้ยงเลิกลา

คราวนี้ก็มาดูรายจ่าย งานเลี้ยงจัดที่คนประมาณ 240 คน หรือเป็นโต๊ะจีนประมาณ 24 โต๊ะ

- ราคาอาหารโต๊ะจีนขั้นต่ำ 1,000 บาท/โต๊ะ รวม 24,000 บาท
- เครื่องดื่ม เน้นงดเหล้า เอาน้ำอัดลม+น้ำเปล่า อย่างเก่งก็ 200 บาท/โต๊ะ รวมก็ 4,800
- แพ็คเกจชุดแต่งงานต่าง ๆ เอาแค่พอสมน้ำสมเนื้อ ตั้งงบไว้ที่ 25,000 ก็พอ
- ค่าห้องจัดเลี้ยง ดูตามสโมสรของทางราชการจพราคาถูก แค่ 15,000 บาทก็จุโต๊ะจีน 30 – 40 โต๊ะได้สบาย ๆ เช่น โรงงาน ยาสูบ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ที่จอดรถเพียบ
- ค่าของชำร่วย หัวละ 10 บาท รวม 3,000 บาท

รวมแล้วประมาณ 69,100 บาทเท่านั้นสำหรับการแต่งงาน เงินส่วนต่าง เงินที่เป็นส่วนต่างประมาณ 80,900 บาท มันก็คือเงินหมั้นว่าที่เจ้าสาวครับ ถ้าจะจัดให้มีกิมมิคอะไรพิเศษ ก็เอางบจากตรงนี้ครับ จะเห็นว่า ในช่วงที่ระหว่างการจัดแจงงานแต่งงานแต่ขาดเงินอยู่ ถ้าวางแผนเป็นหนี้อย่างดี ๆ ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี ท่านจะพบว่าหนี้จะหมด (หรือย่างน้อยก็ลดลง) เมื่องานเลี้ยงเลิกลาครับ ส่วนจะเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล หรือไปขอยืมใคร อันนี้ก็ดูตามความเหมาะสมครับ

ลองนำไปประยุกต์ใช้ดู แต่อย่าลืมว่า ที่ควรพิจารณามากที่สุดคือ การแต่งงานบนรากฐานของความรัก ความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน และรักกันด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมที่ถูกต้องครับ เงินซื้องานแต่งที่หรูหราได้แต่ซื้อความสำเร็จของชีวิตคู่ไม่ได้ครับ