Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน

หลายท่านคงเคยดูหนังเรื่อง “สุดยอดมนุษย์เงินเดือน” จะพบสภาพเหมือนชีวิตจริงของใครหลายคน (รวมทั้งผู้เขียนบทความคนนี้ด้วย) ที่มัวแต่ยุ่งเรื่องงานจนไม่มีเวลาให้กับความฝันของตัวเอง และเคยชินกับระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ได้เอ่ยถึงในหนังเรื่องนี้คือการจัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างมีชั้นเชิงนอกจากก้มหน้าก้มตาผ่อนกันไปตามอัตภาพ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้หลุดพ้นจากบ่วงหนี้ที่รัดตัว

ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองโดยสรุปเติมสักเล็กน้อยสำหรับการพิจารณากู้หนี้มาปิดหนี้ครับ

สิ่งที่ต้องพิจารณาสำหรับการกู้หนี้มาปิดบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
1. การยืมเงินเพื่อนหรือญาติพี่น้อง
วิธีนี้มักไม่มีดอกเบี้ยอะไรเลย นอกจากสินน้ำใจกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าหากวันใดที่เพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องเขาต้องการใช้เงินแต่ตอนนั้นท่านไม่มีเงินไปใช้หนี้ ท่านอาจจะติด black list ในลักษณะผิดใจกัน รับรองว่ามันจะติดตราบนานเท่านานที่เขายังมีชีวิตอยู่ (ไม่เหมือนกับเครดิตบูโรที่เก็บรายการไว้แค่ 3 ปี)
ดังนั้น ไม่ว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยมาทวงเงินก็ตาม แต่การยืมแล้วไม่มีทีท่าว่าจะคืนเขาได้เมื่อไหร่นั้น คงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น มันจะเสียเครดิตชีวิตซึ่งสำคัญว่าเครดิตบูโรเสียอีก

2. การใช้สินทรัพย์มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่ใช้บ้านค้ำประกันจะถูกที่สุด รองลงมาเป็นสินเชื่อที่ใช้รถค้ำประกัน สองสิ่งนี้จะสามารถเปลี่ยนหนี้อัตราดอกเบี้ยสูงของบัตรเครดิตให้กลายเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้ได้ระยะการผ่อนต่อเดือนน้อยลง และมีระยะการผ่อนที่นานขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้วิธีนี้จะทำให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง แต่ปริมาณดอกเบี้ยโดยรวมจะมากขึ้นเพราะการผ่อนที่ยาวนานและคำนวณจากก้อนหนี้เงินต้นที่สูงขึ้นนั่นเอง (เรียกว่า กินดอกเบี้ยน้อย ๆ แต่กินนานๆ)  

3. ธรรมชาติของธนาคารคือการกลัวหนี้เสีย
ในบทความเรื่อง “บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip” ผมได้กล่าวตอนท้าย ๆ ว่า โดยปกติทั่วไปแล้วธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้คืนด้วย ผมเคยพบคำแนะนำว่ายอดชำระหนี้ต่อเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน หากเกินจากนั้นธนาคารมักจะไม่อนุมัติสินเชื่อได้แม้จะมีบ้านหรือรถยนต์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ตาม

ดังนั้น ใครที่เคยสงสัยว่าเงินเดือนสูงแต่ทำไม่สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน หรือทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตมันโหด ส่วนหนึ่งมันก็มาจากการประเมินความเสี่ยงของเกิดหนี้สูญของธนาคารนั่นเอง ผมจึงแนะนำว่าหากต้องการใช้บริการสินเชื่อที่ดอกเบี้ยไม่สูงและและไม่ต้องการมีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรแล้ว ให้ใช้บริการโรงรับจำนำแทนในบทความเรื่อง “แนวทางลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ภาคปฏิบัติ


4หาสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน
อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลโดยทั่วไปคือ 28% ต่อปี แต่ถ้ากู้ในจำนวนที่มาก ก็มักจะมีโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ให้ผ่อนยาวกว่า และมักจะปิดยอดในช่วง 1 – 2 ปีแรกไม่ได้ อย่างไรก็ดี มันเป็นการกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยที่ได้ก็ยังสูงอยู่ดี (ประมาณ 19% ขึ้นไป) ดังนั้น ก็เอาวิธีปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นทางเลือกสุดท้ายก็แล้วกันครับ

หลายคนคนที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเพราะไม่สำรวจตนเอง
ในความเป็นจริงของชีวิตเรานั้น บางครั้งมันก็มีเรื่องจำเป็นต้องก่อหนี้ก้อนใหม่กระทันหัน แม้พยายามประหยัดแล้วแต่สถานการณ์รอบตัวมันก็อาจจะไม่เป็นใจ ดังนั้น ถ้าประเมินแล้วว่าผ่อนหนี้ไม่ไหวจริงๆ ก็ควรรีบหาแนวทางแก้ไขแต่เนิ่น ๆ แม้อาจจะมีทางเจรจาขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับทางเจ้าหนี้ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้จะยอมเจรจาทุกครั้ง ยิ่งกว่านั้นถ้าเคยมีประวัติการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในเครดิตบูโรแล้ว กว่าจะรอให้ประวัติถูกลบก็คงต้องรออย่างน้อย 3 ปี ระหว่างที่รอนั้น การขอสินเชื่อต่าง ๆ มักจะเป็นไปได้ยากขึ้น

ดังนั้น ก่อนที่หนี้ใหม่จะเกิดขึ้น การเตรียมการไว้ล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า เช่น การมีเงินสำรองเพียงพอจะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมเพิ่มให้เสียดอกเบี้ยอีก ซึ่งผมได้เคยแนะนำไว้ในบทความเรื่อง “หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

จะเห็นว่า ถ้าเราไม่ระวังแล้ว เมื่อเราได้เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้สูงขึ้น เราก็จะมีความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น แทนที่เงินเดือนสูงจะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จะกลายเป็นว่าเราเครียดมากขึ้นเพราะหนี้ที่เราสร้างขึ้นมานั่นเอง

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมดอกเบี้ยบัตร (เครดิต / กดเงิน) มันโหด

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เข้าข้างธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในส่วนลึกแล้วก็ยังอยากให้เขาลดดอกเบี้ยลงในกรณีที่เราจ่ายตรงเวลา ไม่เคยเบี้ยว (แบบเดียวกับประกันรถยนต์ที่เขาลดเบี้ยประกันในปีต่อไปถ้าไม่เคยมีประวัติเคลม) แต่ที่เขียนบทความนี้ก็แค่อยากให้เห็นว่า กลไกทางการตลาดทำให้คนมีรายได้น้อยต้องตกเป็นเบี้ยล่างโดยปริยาย และถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร

การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละแบบ
มาลองดูตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อแต่ละแบบ

กลุ่มสินเชื่อ
คุณสมบัติ
อัตราดอกเบี้ย
สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน
เงินเดือนตั้งแต่ 8,000 – 10,000 บาทขึ้นไป
28%
บัตรเครดิต
เงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
20%
ผ่อนบ้าน / ที่อยู่อาศัย
มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
7 - 8%
รถมือสอง
มีรถมือสองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
3 - 9%
รถป้ายแดง
มีรถใหม่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
1 - 2%

อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มตามความเสี่ยงของคนปล่อยกู้


การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะอิงกับความเสี่ยงที่หนี้จะสูญ ทั้งนี้ ยิ่งมีความเสี่ยงสูงก็จะมีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนี้

สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน จะเห็นว่าดอกเบี้ยโหดสุด ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้สูญนั่นเอง เพราะกำหนดคุณสมบัติด้านรายได้ของคนกู้ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จะมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนในกลุ่มนี้ มีกำลังชำระหนี้ต่ำลงเช่นกัน และยิ่งกู้มามากเกินไป ก็อาจจะไม่มีกำลังจ่ายคืนคนให้กู้เลย ดังนั้น สถาบันการเงินจึงเก็บดอกเบี้ยสูงเพื่อมาชดเชยความเสี่ยงที่สูงนั่นเอง (เอาดอกเบี้ยจากคนดีและมีกำลังจ่ายมาชดเชยคนที่ไม่มีปัญญาจ่าย)

บัตรเครดิต ดอกเบี้ยจะรองลงมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็เป็นไปในหลักแบบเดียวกันกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่คนกลุ่มนี้รายได้สูงขึ้น มีกำลังชำระหนี้สูงมากขึ้นตามรายได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะมีหนี้สูญลดลง ดอกเบี้ยที่จะไปชดเชยกับหนี้สูญก็น้อยลงตามมา แต่ก็ยังสูงอยู่ดีเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์คำประกัน


สินเชื่อผ่อนที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และแม้ผู้กู้ไม่สามารถชำระคืน สถาบันการเงินก็ยังมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้ แต่ระยะเวลาการผ่อนโดยทั่วไปจะนานถึง 20 – 30 ปี จึงอาจจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยส่วนตัวของผู้กู้ เช่น การตกงาน การเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้ หรืออัตรการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ดี เป็นต้น

สินเชื่อผ่อนรถยนต์ ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่ออื่น ๆ รถยนต์เป็นหลักทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ และโดยทั่วไปจะมีมูลค่าราคาจะลดลงเมื่อเวลาผ่าน แต่ซื้อง่ายขายคล่องกว่าอสังหหาริมทรัพย์ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยจึงต่ำสุด แม้ว่าสถาบันการเงินมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้หากคนกู้ไม่ชำระหนี้ แต่ยิ่งกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานขึ้น รถก็จะเก่าลงมากเช่นกัน ทำให้จะยิ่งมีอัตราดอกเบี้ยการกู้ที่สูงขึ้น (พูดง่าย ๆ คือ เมื่อมูลค่าหลักทรัพย์น้อยลง เมื่อระยะการผ่อนนานขึ้น สถาบันการเงินจะยิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง)

ดังนั้น จะเห็นว่า นายทุนไม่ได้เอาเปรียบประชากรภาคแรงงานเสียทีเดียว เพราะบางส่วนมันคือกลไกทางการตลาด ไม่เช่นนั้น ธนาคารต่าง ๆ ก็อาจจะเจ๊งลงได้เช่นกัน คำตอบสุดท้ายคือ มันอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหนี้แบบไหนจึงจะฉลาด เช่น ใช้บริการโรงรับจำนำที่เสียดอกเบี้ยถูกกว่า หรือหากมีรายได้สูงขึ้น เมื่อต้องการซื้อสินค้าแบบผ่อน เราก็ควรซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรแกรมผ่อนชำระแทนที่จะใช้บัตรเงินผ่อน หรือต้องการกู้เงินจำนวนมาก ๆ หรือต้องผ่อนนาน ๆ ก็ควรหาเงินกู้แบบมีหลักทรพย์ค้ำประกันซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ตามที่ได้ยกตัวอย่างไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน”  เป็นต้น ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนดีอย่างไร

สำหรับการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าที่เรายังอยู่ในภาวะไม่สามารถชำระเต็มจำนวน การจ่ายขั้นต่ำมักจะเป็นทางเลือกแรกที่เรามักนึกถึงเสมอ และเราก็จะทำตามนั้นจนลืมคิดว่า มันน่าจะมีวิธีอื่นอีกหรือไม่

ทำไมต้องใช้โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน
คนใช้บัตรเครดิตบางส่วนมักเข้าใจว่า ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากยอดค้างจ่าย ความเข้าใจนี้เป็นจริงถ้าเราไม่นำบัตรไปรูดซื้อสินค้าอีกเลย (แต่ความเป็นจริงมักไม่เป็นแบบนั้น) ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจึงรวมดอกเบี้ยที่มาจากการรูดซื้อสินค้าใหม่ๆ ด้วย ตามที่เขียนไว้ใน “จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง(อีกนิด) ตอน 2/3 

การที่จะให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยจากยอดค้างจ่าย มีวิธีเดียวเท่านั้นคือ เอารายการซื้อสินค้ารายการใดก็ได้ (ที่มียอดรูดเยอะๆ ) เอาไปเข้าโปรแกรมแบ่งชำระรายเดือน โดยโทรแจ้ง call center ก่อนถึงสรุปยอดค่าใช้จ่าย (วันปิดงวดบัญชี)  วิธีนี้จะทำให้การชำระเงินของเราเป็นการชำระเต็มทุกงวด ดังนั้น แม้เรานำบัตรไปรูดซื้อสินค้าเพิ่ม ธนาคารจะไม่ถือว่ายอดค้างชำระ รายการที่รูดใหม่ก็จะไม่ถูกนำไปคำนวณดอกเบี้ยแบบจ่ายขั้นต่ำ บริการนี้มีชื่อเรียกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร เช่น FLEXI (KTC), SmartPlan (Krungsri), Deejung (SCB)

ข้อแตกต่างระหว่างการแบ่งชำระรายเดือนกับการชำระขั้นต่ำแบบปกติ
ข้อดีคือ 
1. เราไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยจากการรูดซื้อสินค้าอื่นๆ ตราบเท่าที่เรายังชำระเต็มตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้
2. หลายธนาคารมีโปรโมชั่นพิเศษด้านดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
20% / ปี เช่น 0.89% / เดือน (ซึ่งเทียบเท่ากับ 10.68% / ปีเท่านั้น)
ข้อเสียคือ
1. ยอดที่เรานำเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายแล้ว เป็นการสมัครใจว่าจะชำระเป็นงวด ธนาคารได้ตอบแทนโดยให้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษแล้ว ธนาคารจึงมักไม่รับปิดยอด
 ท่านก็ต้องทยอยจ่ายตามโปรแกรมที่กำหนดไว้
2. รายการที่นำเข้าโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนแล้ว จะไม่สามารถนำมาจ่ายขั้นต่ำซ้ำได้ (เพราะถือว่าสมัครใจกำหนดงวดไว้แต่แรกแล้ว)
ข้อควรทราบ 
แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป เช่น ยอดขั้นต่ำที่เข้าร่วมโปรแกรม ทุกรายการหรือเฉพาะร้านที่ร่วมรายการ การกดเงินสดและการรูดซื้อทอง มักเข้าร่วมโปรแรกมนี้ไม่ได้
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติรูดซื้อทีวีไป 10,000 จากนั้นแต่ละเดือนเรามักจะรูดซื้อของเฉลี่ยเดือนละ 600 ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าชำระเต็มไม่ได้ ควรวางแผนว่า เราจะผ่อนเฉพาะยอด 10,000 บาทเป็นงวด ๆ และชำระเต็มส่วน 600 บาททุกเดือน
ดังนั้น ก่อนถึงวันสรุปยอดใช้จ่าย ให้เอายอด 10,000 ไปเข้าโปรแกรมแบ่งชำระ สมมติว่าต้องการผ่อน 10 เดือน จะตกเดือนละ 1,094 (รวมดอกเบี้ย 20% แบบลดต้นลดดอกแล้ว เฉลี่ยเดือนละ 94 บาท) แต่ถ้าไม่เข้าโปรแกรมแบ่งชำระรายเดือน นอกเหนือจากดอกเบี้ยของยอด 10,00 บาทแล้ว จะยังมีเพิ่ม 10 บาท / เดือน ที่มาจากยอดรูด 600 บาทด้วย

ลองเปรียบเทียบความแตกต่าง ดังนี้

ประเด็นเปรียบเทียบ
แบ่งชำระรายเดือน
จ่ายขั้นต่ำปกติ
สถานะการชำระแต่ละเดือน
ชำระเต็ม
ชำระขั้นต่ำ
ดอกเบี้ยของยอดรูดอื่นๆ     
ไม่มี เพราะธนาคารถือว่าชำระเต็ม
มี เพราะถือว่าชำระขั้นต่ำ
ยอดเรียกชำระเต็มแต่ละเดือน
1,094 + ยอดรูดอื่นๆ 600 = 1,694
อีก
900 ถือว่ายังไม่ครบกำหนดชำระ
10,000 (และน้อยลงแต่ละเดือน) + ดอกเบี้ยของยอด 10,000 + ยอดรูดอื่นๆ 600 + ดอกเบี้ยดอกเบี้ยของยอดรูดอื่นๆ 10 = 10,610
ยอดชำระขั้นต่ำ 10%    
1,094 + 10% ของ 600
= 1,094 + 60 = 1,154
10% ของเรียกชำระเต็ม
=10,600 x 10%
= 1,060 (และน้อยลงแต่ละเดือน)
จำนวนงวดที่หนี้หมด
10 งวด
มากกว่า 10 งวด (เว้นแต่หาเงินมาปิดหนี้ก่อนได้)
ดอกเบี้ยทั้งหมดใน 10 งวดแรก               
สูงสุด 94 x 10 = 940 บาท
อย่างน้อย (94 x 10) + (10 x 10)
= 940 + 100 = 1,040บาท

จากตารางจะเห็นว่า ถ้าเราทำรายการแบ่งชำระรายเดือน แต่ละเดือนจะมียอดขั้นต่ำสูงกว่าการชำระขั้นต่ำปกติ แต่เราสามารถกำหนดงวดค้างจ่ายได้ชัดเจน และยอดชำระเต็มก็เป็นไปตามที่เรากำหนดไว้ตอนขอแบ่งจ่ายชำระ ดังนั้น ถ้าเราวางแผนการเงินแล้วพบว่า เรามีกำลังจ่ายมากกว่าขั้นต่ำ แต่ก็ไม่สามารถจ่ายเต็มจำนวนได้ เราก็ควรใช้โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนที่ธนาคารมีให้

ก็ฝากไว้นะครับสำหรับ โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน เป็นอีกทางเลือกสำหรับใช้จัดการหนี้สินบัตรเครดิตของท่าน


วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร

หลังจากที่เราเข้าใจระยะระหว่างวันสรุปยอด (closing date) จนถึงวันครบกำหนดชำระ คืออะไรจากจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 1/3: วันปลอดดอกเบี้ยที่ไม่ปลอดดอกเบี้ยจริงแล้ว มาดูวิธีกินดอกเบี้ยแบบโหดของธนาคารแบบเนียน ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มาทำความเข้าใจประเด็นนี้กัน


ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร



จากภาพ สมมติเราไม่มียอดจ่ายเดือนนี้ และอยากชำระแบบขั้นต่ำ ถ้าวันที่ 10/10/12 เรารูดสัก 10,000 แน่นอนว่า วันที่ 24/11 เราจะมียอดชำระ 10,000 แล้วถ้าเราจ่ายแค่ 8,000 ท่านคิดว่า ณ วันที่ 24/12 เขาจะคำนวณดอกเบี้ยท่านอย่างไร ถ้าท่านคิดว่า ท่านค้างชำระแค่ 2,000 เขาจะเอา 2,000 นี้เป็นฐานคำนวณดอกเบี้ยละก็ เป็นความเข้าใจผิดมหันต์ และถ้าคิดว่า ขอใช้สิทธิ์จ่ายช้าที่สุดเท่าที่ ประมาณว่าขอจ่ายวันสุดท้ายสุดตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ ยิ่งอีก ขอบอกเลยว่า มันคือกับดักให้ธนาคารสร้างดอกเบี้ยให้เราอย่างถูกกฎหมายโดยเราไม่รู้ตัว

ความจริงแล้ว เขาคำนวณจากยอด 10,000 จากวันที่ท่านรูดครับ และคำนวณทุกวัน จากทุกยอดที่ค้าง (เอาทุกเม็ด) 

step มันเป็นแบบนี้ครับ
  1. วันที่ 10/10 รูด 10,000
i             วันที่  9/11  ธนาคารสรุปยอด ออกใบแจ้งหนี้
ii             วันที่  10/11 – 24/11 ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้ให้ถึงมือท่าน และท่านมีหน้าที่ชำระภายในระยะเวลานี้
  1. วันที่ 24/11 ครบกำหนดชำระยอดเต็ม 10,000 แต่ท่านจ่าย 8,000 ค้าง 2,000
  2. วันที่ 9/12 เขาสรุปยอดออกใบแจ้งหนี้ แต่งวดที่ผ่านมา ชำระขั้นต่ำ ดอกเบี้ยจะเป็นดังนี้
i                 คำนวณดอกเบี้ยร้อยละ  20% ต่อปี จากยอด 10,000 (ที่รูดไป) ตั้งแต่วันที่ 10/10 – 24/11 (34 วัน ประมาณวันละ 0.055% หรือทั้งหมดประมาณ 10,000 x 0.055% x 34 = 186 บาท )
ii                คำนวณดอกเบี้ยร้อยละ  20% ต่อปี จากยอด 2,000 (ที่ยังค้าง) ตั้งแต่วันที่ 24/11 – 9/12 (16 วัน ประมาณวันละ 0.055% หรือทั้งหมดประมาณ 2,000 x 0.055% x 16 17 บาท )
iii               ออกใบแจ้งหนี้ ยอดเรียกเก็บจะเป็น 2,000 (ที่ค้างจากงวดก่อน) + 186 (ดอกเบี้ยตอนรูด) + 17 (ดอกเบี้ยเงินต้นค้าง) = 2,203 บาท ถ้าดูให้ดี จะพบว่า 203 ที่เกินมา ประมาณ  10% ของ 2,000 ที่ค้างจ่าย พูดง่าย ๆ คือ เหมือนธนาคารได้ดอกเบี้ยจากยอดค้างจ่ายกว่า  10% ต่อเดือนแบบถูกต้องตามกฎหมาย
  1. วันที่ 24/12 ถ้าท่านชำระยอดเต็ม ก็จบ แต่
i                ถ้าการรูดที่ยกตัวอย่างมาเป็นการกดเงินสด บางธนาคารก็ยังจะคิดดอกเบี้ยของ 2,000 บาทอีก จากวันที่ 25/12 ถึงวันสรุปยอด (ทั้งหมดอีก  16 วัน ประมาณ 2,000 x 0.055% x 16 = 17 บาท)
ii               หรือถ้ายังชำระขั้นต่ำอีก ธนาคารก็ยังจะคิดดอกเบี้ยของ 2,000 บาทอีก 17 บาทเช่นกัน

ถึงตอนนี้ท่านพอมองภาพออกหรือยังว่า ทำไมดอกเบี้ยมันดูโหด ทั้ง ๆ ที่ธนาคารก็บอกชัดว่า ฉันคิดแค่ 20% ต่อปี (แต่บอกแบบค่อย ๆ ว่าฉันคำนวณมากกว่า 30 วันนะ) ที่หลังใบแจ้งหนี้เขาก็อธิบายไว้ แต่ตัวอย่างที่เขายกมา มันรวบรัด ถ้าไม่ตั้งใจอ่านจริง ๆ แล้ว มันจะไม่เข้าใจ และเมื่อเราไปโวยธนาคาร ก็มักจะไม่สามารถไปต่อกรอะไรได้ (ก็เขาถือเขาว่าบอกแต่แรกแล้วว่าจะเป็นแบบนี้)
ถ้าท่านเข้าใจ ท่านจะพอมองเห็นภาพจะทำอย่างไรให้จ่ายขั้นต่ำแบบเสียดอกน้อยลง ถ้ายังมองไม่ออก ต้องติดตาม จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 3/3: ทำกันอย่างไร ครับ (ตอนจบแล้ว แข็งใจอ่านอีกนิด)

จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 1/3: วันปลอดดอกเบี้ยที่ไม่ปลอดดอกเบี้ยจริง

สำหรับผู้ที่เคยอ่านการทำกำไรจากบัตรเครดิต (แบบทำได้จริง) แต่ยังไม่ได้ทำ หรือยังทำไม่ได้เพราะยังต้องจ่ายขั้นต่ำอยู่ แน่นอนว่าระหว่างที่เฝ้ารอมันจ่ายครบนี้ คงอยากจะให้ดอกเบี้ยมันลดน้อยลงเท่าที่จะทำได้ แล้วจะทำอย่างไร
ที่จริงในใบแจ้งนี่มันก็แสดงเคล็ด (ลับ) ไว้ แต่เรามักไม่ค่อยสนใจอ่าน แล้วเวลาที่ธนาคารเขาจัดโปรโมชั่น ก็จะพูดแต่ว่า ระยะปลอดดอกเบี้ยนานแค่ไหน (ถ้าชำระเต็มและตรงเวลา)  แต่ไม่ค่อยบอกว่าทำอย่างไรให้จ่ายดอกเบี้ยน้อย (ถ้าชำระขั้นต่ำ) มาทำความเข้าใจในประเด็นนี้ก่อนครับว่า
ระยะระหว่างวันสรุปยอด (closing date) จนถึงวันครบกำหนดชำระ คือวันปลอดค่าติดตามทวงถามเท่านั้น ไม่ใช่วันปลอดดอกเบี้ยเสมอไป
ระยะเวลานี้ เป็นเวลาที่กำหนดว่า ระหว่างช่วงนี้เราจะไปชำระเมื่อไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่ยังไม่พ้นวันครบกำหนดชำระ เราจะปลอดจากค่าติดตามทวงถาม (ก็เท่านั้น) และแน่นอน ทุกคนคิดว่า ยิ่งจ่ายช้าที่สุดได้ ยิ่งรู้สึกว่าได้กำไร (แต่ที่จริงคือการขาดทุนมหันต์ เมื่อเราจ่ายขั้นต่ำ)




จากภาพ วันสรุปยอดคือทุกวันที่ 9 ของแต่ละเดือน และวันครบกำหนดชำระคือ ทุกวันที่ 24 ของเดือนเดียวกันนั้น สมมติเหตุการณ์เพื่อขยายความได้ว่า
  • ถ้าเรารูดบัตรวันที่ 9 เราจะต้องชำระคืนในวันที่ 24 ในเดือนเดียวกันนั้น (เดือน 10) ระยะปลอดดอกเบี้ยมีแค่ 15 วัน
  • แต่ถ้าเรารูดบัตรวันที่ 10 (เดือน 10) รายการจะขึ้นใบแจ้งยอดของเดือนต่อไป (เดือน 11)  เราจึงรอชำระคืนวันที่ 24 ของเดือนถัดไป (เดือน 11) นั่นคือเราได้ระยะปลอดดอกเบี้ยถึง 44 วัน
ทั้งนี้ต้องชำระเต็มเท่านั้น ระยะปลอดดอกเบี้ยที่นานมันเป็นเรื่องดีสำหรับคนที่หาช่องเอาไปทำกำไรได้ และสามารถชำระยอดเต็ม แต่เป็นดาบสองคมเพราะมันคือระยะเวลาที่คำนวณดอกเบี้ยที่มากขึ้นแบบไม่รู้ตัว (ถ้ายังค้างชำระหรือชำระขั้นต่ำ)  ถ้าไม่เชื่อ จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร

หมายเหตุ
ตามภาพ ผมทำเรื่องหักค่าใช้จ่ายผ่านบัญชีเงินฝาก 100% จึงไม่มีขั้นต่ำ 10% ถ้าไม่เข้าใจลองอ่านเพิ่มใน สมัครบัตรเครดิตอันไหนดี ตอนที่ 1/2 ดูครับ

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 1/3: "แนวทางลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภาคทฏษฎี"

จั่วหัวข้อเสียขนาดนี้ อย่างเพิ่งคิดว่าผมเป็นนายหน้าค้าแคมเป็ญเงินกู้นะครับ และผมก็ไม่ได้มาแนะนำการชักดาบนะครับ แค่อยากนำเสนอไอเดียสำหรับมนุษย์เงินเดือน เดินดิน กินข้าวแกง อยู่ในยุคที่ข้าวของแพงแซงหน้าเดือนแล้ว ถ้าจะพูดแบบไม่รักษาฟอร์มแล้วละก็ ผมว่าการก่อหนี้เพื่อความอยู่รอดบางครั้งคราว มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ส่งเสริมก่อหนี้ แต่อยากนำเสนอว่า ถ้าจะต้องเป็นหนี้แล้ว เราต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด และหาทางจ่ายดอกเบี้ยน้อยที่สุด และแบบถูกกฎหมายด้วย และไม่ต้องทำ haircut ให้เสียเครดิตแบบไม่จำเป็น

ข้อสังเกตเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้
ไอเดียเรื่องนี้มาจากการรับภาระจ่ายดอกเบี้ยของคน 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
1.                  ผู้ประกอบการ เมื่อกู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7% แต่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือโครงการน่าสนใจจริงๆ
2.                  แรงงานฝีมือชั้นสูง เป็นงานหนัก งานดี มีรายได้สูง ทำบัตรเครดิตได้แน่ๆ โดยจ่ายดอกเบี้ย 20% (แต่ภาคปฏิบัติธนาคารก็รีดดอกเบี้ยทุกเม็ดเท่าที่จะทำได้ ลองอ่านใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคลดู)
3.                  แรงงานฝีมือชั้นกลาง-ต่ำ ถ้าทำบัตรเครดิตไม่ได้ ก็ยังสามารถกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้ จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%

จะเห็นว่า ยิ่งฐานะทางการเงินต่ำ จะยิ่งถูกโขกดอกเบี้ยสูงขึ้น คนทั่วๆไปจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็เฉพาะตอนซื้อบ้าน ซื้อรถ เท่านั้น ที่จริงมันมีเหตุผลทางธุรกิจว่า ทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินมันโหด ลองไปหาในกูเกิลดูครับ

ดังนั้น ถ้าเราประเมินในหัวแล้วพบว่า ชีวิตนี้ยังไงก็ต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินเดือนอีกยาวไกล และหากมีเรื่องต้องใช้เงินด่วนทีไร เราก็พึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลแน่ ๆ (ตามโฆษณาที่ชักชวนให้ไปกู้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู) ทำไมเราไม่วางแผนรับมือสำหรับการเป็นหนี้แบบมีชั้นเชิงเสียแต่วันนี้ครับ (เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบเข้าใจ)

เพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินแบบมนุษย์เงินเดือน
แนวคิดหลักของผมคือ ในขณะที่เรายังเป็นมนุษย์เงินเดือน เราต้องเพิ่มความเชื่อถือทางการเงินของเราเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคล อย่างน้อยเราไม่ควรจ่ายเกิน 15% ตามที่กฎหมายกำหนด (เกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการสินเชิ่อส่วนบุคคลเรียกเก็บจากเรา) เพื่อความกระจ่างขึ้น กรุณาทำความเข้าใจใน  3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1.                  ความเชื่อถือทางการเงินที่สถาบันการเงินให้ความคำนับคือ ทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมค่าง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บดูแลมาก อันได้แก่ ที่ดิน บ้าน แต่ระดับคนทั่วไปแล้ว อาจจะยังไม่ต้องไปถึงขั้นนั้นครับ
2.                  อย่าคิดว่าในโลกนี้มีจะมีแต่ คุณอ้อน คุณซี่บาย หรือชอยซ์แรก เท่านั้นที่ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล (แถมไม่รับหลักทรัพย์อะไรเลย) ที่จริงมีสถาบันการเงินอื่นอีกที่เราจะไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยินดีรับเอาทรัพย์ในข้อ 1 ไปเป็นหลักประกันและให้ดอกเบี้ยต่ำ
3.                  หากเราอุตส่าห์หาทรัพย์ตามข้อ 1 ไปค้ำประกันแล้ว หากเรามีเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ก้เอาสินทรัพย์ไปขายทอดตลาดจนได้เงินครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ควรเอาเราไปอยู่ใน black list ของเครดิตบูโร

จาก 3 ข้อข้างต้น ลองคิดว่า จะมีทรัพย์ใดที่เราจะก่อกำเนิดขึ้นได้จริง เพื่อเป็นต้นทุนในการกู้เงินในยามจำเป็น แล้วมีแหล่งเงินกู้ใดยอมคิดดอกเบี้ยเราต่ำๆ บ้าง ๆ (นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่จ้างพริตตี้มาโฆษณาที่เราคุ้นเคย แล้วเขาก็โยนค่าใช้จ่ายมาให้เรา)


เมื่อคิดไว้แล้ว แนะนำให้อ่านตอนต่อไปดูครับ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ)