Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้สินเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้สินเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน

หลายท่านคงเคยดูหนังเรื่อง “สุดยอดมนุษย์เงินเดือน” จะพบสภาพเหมือนชีวิตจริงของใครหลายคน (รวมทั้งผู้เขียนบทความคนนี้ด้วย) ที่มัวแต่ยุ่งเรื่องงานจนไม่มีเวลาให้กับความฝันของตัวเอง และเคยชินกับระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ได้เอ่ยถึงในหนังเรื่องนี้คือการจัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างมีชั้นเชิงนอกจากก้มหน้าก้มตาผ่อนกันไปตามอัตภาพ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้หลุดพ้นจากบ่วงหนี้ที่รัดตัว

ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองโดยสรุปเติมสักเล็กน้อยสำหรับการพิจารณากู้หนี้มาปิดหนี้ครับ

สิ่งที่ต้องพิจารณาสำหรับการกู้หนี้มาปิดบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
1. การยืมเงินเพื่อนหรือญาติพี่น้อง
วิธีนี้มักไม่มีดอกเบี้ยอะไรเลย นอกจากสินน้ำใจกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าหากวันใดที่เพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องเขาต้องการใช้เงินแต่ตอนนั้นท่านไม่มีเงินไปใช้หนี้ ท่านอาจจะติด black list ในลักษณะผิดใจกัน รับรองว่ามันจะติดตราบนานเท่านานที่เขายังมีชีวิตอยู่ (ไม่เหมือนกับเครดิตบูโรที่เก็บรายการไว้แค่ 3 ปี)
ดังนั้น ไม่ว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยมาทวงเงินก็ตาม แต่การยืมแล้วไม่มีทีท่าว่าจะคืนเขาได้เมื่อไหร่นั้น คงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น มันจะเสียเครดิตชีวิตซึ่งสำคัญว่าเครดิตบูโรเสียอีก

2. การใช้สินทรัพย์มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่ใช้บ้านค้ำประกันจะถูกที่สุด รองลงมาเป็นสินเชื่อที่ใช้รถค้ำประกัน สองสิ่งนี้จะสามารถเปลี่ยนหนี้อัตราดอกเบี้ยสูงของบัตรเครดิตให้กลายเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้ได้ระยะการผ่อนต่อเดือนน้อยลง และมีระยะการผ่อนที่นานขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้วิธีนี้จะทำให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง แต่ปริมาณดอกเบี้ยโดยรวมจะมากขึ้นเพราะการผ่อนที่ยาวนานและคำนวณจากก้อนหนี้เงินต้นที่สูงขึ้นนั่นเอง (เรียกว่า กินดอกเบี้ยน้อย ๆ แต่กินนานๆ)  

3. ธรรมชาติของธนาคารคือการกลัวหนี้เสีย
ในบทความเรื่อง “บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip” ผมได้กล่าวตอนท้าย ๆ ว่า โดยปกติทั่วไปแล้วธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้คืนด้วย ผมเคยพบคำแนะนำว่ายอดชำระหนี้ต่อเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน หากเกินจากนั้นธนาคารมักจะไม่อนุมัติสินเชื่อได้แม้จะมีบ้านหรือรถยนต์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ตาม

ดังนั้น ใครที่เคยสงสัยว่าเงินเดือนสูงแต่ทำไม่สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน หรือทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตมันโหด ส่วนหนึ่งมันก็มาจากการประเมินความเสี่ยงของเกิดหนี้สูญของธนาคารนั่นเอง ผมจึงแนะนำว่าหากต้องการใช้บริการสินเชื่อที่ดอกเบี้ยไม่สูงและและไม่ต้องการมีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรแล้ว ให้ใช้บริการโรงรับจำนำแทนในบทความเรื่อง “แนวทางลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ภาคปฏิบัติ


4หาสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน
อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลโดยทั่วไปคือ 28% ต่อปี แต่ถ้ากู้ในจำนวนที่มาก ก็มักจะมีโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ให้ผ่อนยาวกว่า และมักจะปิดยอดในช่วง 1 – 2 ปีแรกไม่ได้ อย่างไรก็ดี มันเป็นการกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยที่ได้ก็ยังสูงอยู่ดี (ประมาณ 19% ขึ้นไป) ดังนั้น ก็เอาวิธีปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นทางเลือกสุดท้ายก็แล้วกันครับ

หลายคนคนที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเพราะไม่สำรวจตนเอง
ในความเป็นจริงของชีวิตเรานั้น บางครั้งมันก็มีเรื่องจำเป็นต้องก่อหนี้ก้อนใหม่กระทันหัน แม้พยายามประหยัดแล้วแต่สถานการณ์รอบตัวมันก็อาจจะไม่เป็นใจ ดังนั้น ถ้าประเมินแล้วว่าผ่อนหนี้ไม่ไหวจริงๆ ก็ควรรีบหาแนวทางแก้ไขแต่เนิ่น ๆ แม้อาจจะมีทางเจรจาขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับทางเจ้าหนี้ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้จะยอมเจรจาทุกครั้ง ยิ่งกว่านั้นถ้าเคยมีประวัติการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในเครดิตบูโรแล้ว กว่าจะรอให้ประวัติถูกลบก็คงต้องรออย่างน้อย 3 ปี ระหว่างที่รอนั้น การขอสินเชื่อต่าง ๆ มักจะเป็นไปได้ยากขึ้น

ดังนั้น ก่อนที่หนี้ใหม่จะเกิดขึ้น การเตรียมการไว้ล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า เช่น การมีเงินสำรองเพียงพอจะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมเพิ่มให้เสียดอกเบี้ยอีก ซึ่งผมได้เคยแนะนำไว้ในบทความเรื่อง “หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

จะเห็นว่า ถ้าเราไม่ระวังแล้ว เมื่อเราได้เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้สูงขึ้น เราก็จะมีความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น แทนที่เงินเดือนสูงจะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จะกลายเป็นว่าเราเครียดมากขึ้นเพราะหนี้ที่เราสร้างขึ้นมานั่นเอง

หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

ผมมักจะพบคำค้น “บัตรเครดิต pantip” ในกูเกิล เมื่อตามไปอ่านก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งอยากรู้วิธีสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน ในทางกลับกันก็จะมีกคนอีกกลุ่มที่เผลอเป็นหนี้บัตรเครดิตจนผ่อนชำระไหวจนเสียสุขภาพจิต ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองที่เหมาะสมในการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต การจั่วหัวข้อบทความมาแบบนี้จึงไม่ได้แปลว่าบัตรเครดิตเป็นผู้ร้ายอะไร

การจัดการหนี้บัตรเครดิตให้อยู่
1. กู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้บัตรเครดิตแบบถูกวิธี
โดยทั่วไปมีคำแนะนำว่าให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มพร้อมกับการหยุดใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดทุกใบ แล้วค่อยๆ ปิดยอดไปทีละใบโดยปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน แล้วไล่ตามลำดับลงไป ดังนั้น ถ้าจ่ายขั้นต่ำไหวก็จ่ายไปก่อน

วิธีลดความวุ่นวายอีกวิธีคือ การกู้หนี้ใหม่มาปิดบัตรหนี้บัตรเครดิตใบเดิม วิธีนี้จะใช้ได้ดีเมื่อตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือแม้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ก็จะต้องได้ระยะการผ่อนที่ยาวขึ้น และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องทำให้สามารถยุติการจ่ายหนี้เดิมได้และหยุดสร้างหนี้ใหม่ได้ จะด้วยยกเลิกการใช้บัตรเครดิตหรือกลเม็ดใด ๆ ที่ทำให้หยุดใช้บัตรได้ ซึ่งผมเคยยกตัวอย่างไว้ใน “ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
สมัยนี้แม้ในในสมาร์ทโฟนก็ยังมีโปรแกรมตารางคำนวณให้ใช้งาน (โปรแกรมแบบ Excel) อย่าเอาแต่ใช้เล่นไลน์ (Line) กับ Facebook เอาอุปกรณ์ที่แสนแพงนี้มาใช้ให้คุ้มค่าครับ ลองบันทึกรายรับ (เงินเดือนหลังหักประกันสังคม ภาษี ณ ที่จ่ายและเงินจ่ายเข้ากองทุนเลี้ยงชีพแล้ว) เปรียบเทียบกับรายจ่ายทั้งเดือนดู มันจะทำให้เราเห็นชัดเลยว่าเราควรควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร เงินพอใช้มั้ย จะได้ลดการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นและควบคุมการใช้จ่ายในแต่ละวันของเราได้ดี

3. ประเมินความจำเป็นของการบริโภค
ทุกวันนี้เราจะเห็นแทบทุกคนก้มหน้าก้มตาเล่นสื่อสังคมออนไลน์ (social media) บนโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาขณะเดินทาง เช่น ขณะรอรถเมล์ ตอนอยู่ในรถไฟฟ้า หลัก ๆ เห็นจะเป็น Line กับ Facebook   (แต่ไม่ยักกะคุยกับคนนั่งข้าง ๆ) ผมไม่ได้ต่อต้านสิ่งเหล่านี้แต่คิดว่ามันมากเกินไปและมันก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งเหล่านี้ด้วย

มันมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นและเราจ่ายตามความเคยชิน (ภาษาฝรั่งเรียกว่า late factor เปรียบได้กับการที่ต้องกินกาแฟลาเต้ทุกเช้าก่อนเข้าทำงานของคนในประเทศทางตะวันตก) เช่น หลังกินข้าวเช้าต้องมีกาแฟสด ระหว่างมื้อกลางวันต้องกินน้ำอัดลม หลังข้าวเย็นต้องมีขนมหวาน หรือหลังเลิกงานต้องเดินไปเที่ยวในห้างแล้วก็อดใจช้อปปิ้งไม่ได้ ถ้าเราลดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ลดค่าใช้จ่ายได้ลงมากแหละครับ

4. ระวังการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวัน
ไอเดียนี้มาจากการฟังสัมมนาเกี่ยวกับการจัดการเงิน โดยวิทยากรให้ผู้รับการอบรมหยิบแบ็งค์ 20 ออกมาชู จากนั้นก็บอกให้ทุกคนฉีก ปรากฎว่าไม่มียอมฉีกซักคน แต่วิทยากรบอกว่าแท้จริงหลายคนฉีกทิ้งทุกวัน
ความหมายก็คือ เราจ่ายเงินซื้อของแต่เราใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด เช่น ซื้อผลไม้มากินระหว่างทำงานแต่เรากินไม่หมดแล้วเราก็ต้องโยนทิ้งไป กินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งแต่ก็กินไม่หมดมันก็ถูกทิ้งไป ท่านก็ลองคิดดูว่า ท่านทิ้งอะไรโดยเปล่าประโยชน์บ้างในแต่ละวัน

พฤติกรรมการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวันอีกอย่างที่เรามักคิดไม่ถึงก็คือโปรโมชั่นทางการตลาดที่ทำให้เราซื้อของมากเกินกว่าที่เราใช้จริง เช่น บริการอินเทอร์เน็ตที่มักมีโปรโมชั่นว่า จ่ายเพิ่มอีกนิดแต่ได้ความเร็วเพิ่มเท่าตัว แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ต้องการความเร็วมากขนาดนั้น เราเองก็มักทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่า เราจึงมีเวลาใช้งานไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่จ่ายไป

5. หาทางเพิ่มรายได้ด้วยตนเองอย่างคนมีกึ๋น
ในสังคมคนทำงานยุคใหม่สไตล์มนุษย์เงินเดือน เคยชินกับการมีเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากทุกเดือน มนุษย์เงินเดือนจึงมักใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนหรือไม่ก็ใช้เวลาว่าเพื่อความบันเทิงเริงใจมากกว่าจะมากังวลว่าจะมีเงินใช้หรือไม่ ดังนั้น พอมีหนี้บัตรเครดิต จึงมักแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากแหล่งใหม่มาชำระหนี้เดิม ในขณะเดียวกันนั้น เงินเดือนก็มักไม่ได้เพิ่มขึ้นมา ถ้าหากทำผิดวิธีมันก็จะเป็นการเพิ่มหนี้ ทำให้เกิดปัญหามีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้น หากต้องการมีรายได้เพิ่ม ก็คงไม่ใช่ไปขอเงินเดือนเพิ่ม แต่ต้องทำงานมากขึ้น เช่น ทำโอที (งานล่วงเวลา) หรือหาอาชีพเสริมที่ไม่มีข้อผูกพันต่อเนื่อง เช่น เป็นวิทยากรสอนคอมพิวเตอร์ จ้างสอนหนังสือให้กับเด็ก เขียนบทความตามเนื้อหาที่เราถนันลงบล็อกแล้วหาแบนเนอร์โฆษณามาแปะ เราก็จะมีเงินมาชำระหนี้มากขึ้น ๆ หรืออย่างน้อย ก็มีเงินสำหรัลใช้มากขึ้น

6. อย่ายึดติดกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์
ผมได้ไอเดียนี้ตอนเดินตลาดนัด เจอคนเอาหนังสือมาขายเล่มละ 5 -10 บาท จากราคาเดิมหลักร้อย สอบถามจึงได้ความว่าเขาชอบอ่าหนังสือ ที่เอามาขายนี่เขาอ่านหมดแล้วเลยเอามาขายทิ้ง ผมว่าแต่ละคนก็น่าจะมีของสะสมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หนังสือเก่า ๆ ที่อ่านแล้ว ผมว่าถ้าเอาของเหล่านี้มาขายได้เงินแล้ว นอกจากได้ตังค์แล้วยังลดภาระการเก็บรักษาดูแลอีกด้วย

บัตรเครดิตโดยตัวอันเองเป็นกลาง ส่วนจะเป็นคุณเป็นโทษมันจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ การใช้จ่ายแบบมีวินัยต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าใช้แบบตามใจอยากหรือเคลิ้มกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เมื่อไหร่มันจะสร้างปัญหาเมื่อนั้นทันที จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้เป็นหนี้กันมาก

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมดอกเบี้ยบัตร (เครดิต / กดเงิน) มันโหด

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เข้าข้างธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในส่วนลึกแล้วก็ยังอยากให้เขาลดดอกเบี้ยลงในกรณีที่เราจ่ายตรงเวลา ไม่เคยเบี้ยว (แบบเดียวกับประกันรถยนต์ที่เขาลดเบี้ยประกันในปีต่อไปถ้าไม่เคยมีประวัติเคลม) แต่ที่เขียนบทความนี้ก็แค่อยากให้เห็นว่า กลไกทางการตลาดทำให้คนมีรายได้น้อยต้องตกเป็นเบี้ยล่างโดยปริยาย และถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร

การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละแบบ
มาลองดูตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อแต่ละแบบ

กลุ่มสินเชื่อ
คุณสมบัติ
อัตราดอกเบี้ย
สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน
เงินเดือนตั้งแต่ 8,000 – 10,000 บาทขึ้นไป
28%
บัตรเครดิต
เงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
20%
ผ่อนบ้าน / ที่อยู่อาศัย
มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
7 - 8%
รถมือสอง
มีรถมือสองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
3 - 9%
รถป้ายแดง
มีรถใหม่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ถ้าจำนวนงวดผ่อนชำระมากขึ้น จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น)
1 - 2%

อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มตามความเสี่ยงของคนปล่อยกู้


การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะอิงกับความเสี่ยงที่หนี้จะสูญ ทั้งนี้ ยิ่งมีความเสี่ยงสูงก็จะมีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนี้

สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเงินผ่อน จะเห็นว่าดอกเบี้ยโหดสุด ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้สูญนั่นเอง เพราะกำหนดคุณสมบัติด้านรายได้ของคนกู้ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จะมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนในกลุ่มนี้ มีกำลังชำระหนี้ต่ำลงเช่นกัน และยิ่งกู้มามากเกินไป ก็อาจจะไม่มีกำลังจ่ายคืนคนให้กู้เลย ดังนั้น สถาบันการเงินจึงเก็บดอกเบี้ยสูงเพื่อมาชดเชยความเสี่ยงที่สูงนั่นเอง (เอาดอกเบี้ยจากคนดีและมีกำลังจ่ายมาชดเชยคนที่ไม่มีปัญญาจ่าย)

บัตรเครดิต ดอกเบี้ยจะรองลงมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็เป็นไปในหลักแบบเดียวกันกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่คนกลุ่มนี้รายได้สูงขึ้น มีกำลังชำระหนี้สูงมากขึ้นตามรายได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะมีหนี้สูญลดลง ดอกเบี้ยที่จะไปชดเชยกับหนี้สูญก็น้อยลงตามมา แต่ก็ยังสูงอยู่ดีเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์คำประกัน


สินเชื่อผ่อนที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และแม้ผู้กู้ไม่สามารถชำระคืน สถาบันการเงินก็ยังมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้ แต่ระยะเวลาการผ่อนโดยทั่วไปจะนานถึง 20 – 30 ปี จึงอาจจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยส่วนตัวของผู้กู้ เช่น การตกงาน การเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้ หรืออัตรการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ดี เป็นต้น

สินเชื่อผ่อนรถยนต์ ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากสินเชื่ออื่น ๆ รถยนต์เป็นหลักทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ และโดยทั่วไปจะมีมูลค่าราคาจะลดลงเมื่อเวลาผ่าน แต่ซื้อง่ายขายคล่องกว่าอสังหหาริมทรัพย์ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยจึงต่ำสุด แม้ว่าสถาบันการเงินมีสิทธ์เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้หากคนกู้ไม่ชำระหนี้ แต่ยิ่งกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานขึ้น รถก็จะเก่าลงมากเช่นกัน ทำให้จะยิ่งมีอัตราดอกเบี้ยการกู้ที่สูงขึ้น (พูดง่าย ๆ คือ เมื่อมูลค่าหลักทรัพย์น้อยลง เมื่อระยะการผ่อนนานขึ้น สถาบันการเงินจะยิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง)

ดังนั้น จะเห็นว่า นายทุนไม่ได้เอาเปรียบประชากรภาคแรงงานเสียทีเดียว เพราะบางส่วนมันคือกลไกทางการตลาด ไม่เช่นนั้น ธนาคารต่าง ๆ ก็อาจจะเจ๊งลงได้เช่นกัน คำตอบสุดท้ายคือ มันอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหนี้แบบไหนจึงจะฉลาด เช่น ใช้บริการโรงรับจำนำที่เสียดอกเบี้ยถูกกว่า หรือหากมีรายได้สูงขึ้น เมื่อต้องการซื้อสินค้าแบบผ่อน เราก็ควรซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรแกรมผ่อนชำระแทนที่จะใช้บัตรเงินผ่อน หรือต้องการกู้เงินจำนวนมาก ๆ หรือต้องผ่อนนาน ๆ ก็ควรหาเงินกู้แบบมีหลักทรพย์ค้ำประกันซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ตามที่ได้ยกตัวอย่างไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน”  เป็นต้น ครับ

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 1/3: "แนวทางลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภาคทฏษฎี"

จั่วหัวข้อเสียขนาดนี้ อย่างเพิ่งคิดว่าผมเป็นนายหน้าค้าแคมเป็ญเงินกู้นะครับ และผมก็ไม่ได้มาแนะนำการชักดาบนะครับ แค่อยากนำเสนอไอเดียสำหรับมนุษย์เงินเดือน เดินดิน กินข้าวแกง อยู่ในยุคที่ข้าวของแพงแซงหน้าเดือนแล้ว ถ้าจะพูดแบบไม่รักษาฟอร์มแล้วละก็ ผมว่าการก่อหนี้เพื่อความอยู่รอดบางครั้งคราว มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ส่งเสริมก่อหนี้ แต่อยากนำเสนอว่า ถ้าจะต้องเป็นหนี้แล้ว เราต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด และหาทางจ่ายดอกเบี้ยน้อยที่สุด และแบบถูกกฎหมายด้วย และไม่ต้องทำ haircut ให้เสียเครดิตแบบไม่จำเป็น

ข้อสังเกตเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้
ไอเดียเรื่องนี้มาจากการรับภาระจ่ายดอกเบี้ยของคน 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
1.                  ผู้ประกอบการ เมื่อกู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7% แต่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือโครงการน่าสนใจจริงๆ
2.                  แรงงานฝีมือชั้นสูง เป็นงานหนัก งานดี มีรายได้สูง ทำบัตรเครดิตได้แน่ๆ โดยจ่ายดอกเบี้ย 20% (แต่ภาคปฏิบัติธนาคารก็รีดดอกเบี้ยทุกเม็ดเท่าที่จะทำได้ ลองอ่านใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคลดู)
3.                  แรงงานฝีมือชั้นกลาง-ต่ำ ถ้าทำบัตรเครดิตไม่ได้ ก็ยังสามารถกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้ จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%

จะเห็นว่า ยิ่งฐานะทางการเงินต่ำ จะยิ่งถูกโขกดอกเบี้ยสูงขึ้น คนทั่วๆไปจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็เฉพาะตอนซื้อบ้าน ซื้อรถ เท่านั้น ที่จริงมันมีเหตุผลทางธุรกิจว่า ทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินมันโหด ลองไปหาในกูเกิลดูครับ

ดังนั้น ถ้าเราประเมินในหัวแล้วพบว่า ชีวิตนี้ยังไงก็ต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินเดือนอีกยาวไกล และหากมีเรื่องต้องใช้เงินด่วนทีไร เราก็พึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลแน่ ๆ (ตามโฆษณาที่ชักชวนให้ไปกู้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู) ทำไมเราไม่วางแผนรับมือสำหรับการเป็นหนี้แบบมีชั้นเชิงเสียแต่วันนี้ครับ (เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบเข้าใจ)

เพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินแบบมนุษย์เงินเดือน
แนวคิดหลักของผมคือ ในขณะที่เรายังเป็นมนุษย์เงินเดือน เราต้องเพิ่มความเชื่อถือทางการเงินของเราเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคล อย่างน้อยเราไม่ควรจ่ายเกิน 15% ตามที่กฎหมายกำหนด (เกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการสินเชิ่อส่วนบุคคลเรียกเก็บจากเรา) เพื่อความกระจ่างขึ้น กรุณาทำความเข้าใจใน  3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1.                  ความเชื่อถือทางการเงินที่สถาบันการเงินให้ความคำนับคือ ทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมค่าง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บดูแลมาก อันได้แก่ ที่ดิน บ้าน แต่ระดับคนทั่วไปแล้ว อาจจะยังไม่ต้องไปถึงขั้นนั้นครับ
2.                  อย่าคิดว่าในโลกนี้มีจะมีแต่ คุณอ้อน คุณซี่บาย หรือชอยซ์แรก เท่านั้นที่ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล (แถมไม่รับหลักทรัพย์อะไรเลย) ที่จริงมีสถาบันการเงินอื่นอีกที่เราจะไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยินดีรับเอาทรัพย์ในข้อ 1 ไปเป็นหลักประกันและให้ดอกเบี้ยต่ำ
3.                  หากเราอุตส่าห์หาทรัพย์ตามข้อ 1 ไปค้ำประกันแล้ว หากเรามีเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ก้เอาสินทรัพย์ไปขายทอดตลาดจนได้เงินครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ควรเอาเราไปอยู่ใน black list ของเครดิตบูโร

จาก 3 ข้อข้างต้น ลองคิดว่า จะมีทรัพย์ใดที่เราจะก่อกำเนิดขึ้นได้จริง เพื่อเป็นต้นทุนในการกู้เงินในยามจำเป็น แล้วมีแหล่งเงินกู้ใดยอมคิดดอกเบี้ยเราต่ำๆ บ้าง ๆ (นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่จ้างพริตตี้มาโฆษณาที่เราคุ้นเคย แล้วเขาก็โยนค่าใช้จ่ายมาให้เรา)


เมื่อคิดไว้แล้ว แนะนำให้อ่านตอนต่อไปดูครับ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ)

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ

จากตอนที่แล้วที่ทิ้งท้ายให้คิดไว้ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน1/3) ให้ลองคิดดูว่าจะมีสินทรัพย์ใดที่เราสร้างได้ไม่ยากเกินไป และสถาบันการเงินใดที่ยอมรับทรัพย์นี้ และทำให้เรารับภาระดอกเบี้ยน้อยลง

หลักทรัพย์และแหล่งเงินที่รับหลักทรัพย์
เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มกัน

ทองคำ: สินทรัพย์สำหรับค้ำประกันสินเชื่อที่หาง่ายสุด เป็นได้มากที่สุดก็คือทองแท่งครับ เดี๋ยวนี้มีน้ำหนัก 1 บาทด้วย
โรงรับจำนำ: สถาบันการเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่รับหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยถูก และไม่ยุ่งกับเครดิตบูโร ก็คือ โรงรับจำนำ

พูดถึงโรงรับจำนำแล้ว อย่าไปมองว่าเป็นของคนชั้นล่างเลยครับ เพราะไม่ว่าเราจะเดินเข้าบูธของสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง มีคนมาคอยยืนไหว้ต้อนรับ พูดจาเพราะ ๆ ถือบัตรกดเงินสดที่ดูสวยงาม หรือเดินเข้าโรงรับจำนำแล้วแปะนิ้วโป้ง ผลลัพธ์ท้ายสุดก็เป็นหนี้แบบเดียวกัน แต่โรงรับจำนำเก็บดอกเบี้ยถูกกว่าเป็นเท่าตัว และไม่ต้องยุ่งกับเครดิตบูโรด้วย

แนวทางปฏิบัติ
มีใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการการได้สินเชื่อ
1.   หาทางเป็นเจ้าของทองแท่งน้ำหนัก 1 - บาทในปีที่ 1 ก่อน (ทองแท่งจะมีค่ากำเหน็จต่ำกว่าทองรูปพรรณ) ช่วงที่ทองมักราคาต่ำคือ เดือนมิถุนายน – สิงหาคม สำหรับการมีทองก้อนแรก เราอาจจะยังต้องพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารอยู่ (ยอมจ่ายดอกเบี้ย 28% สำหรับทองก้อนแรก)
2.   เมื่อต้องการใช้เงินก้อนประมาณ 25,000 เอาทองไปจำนำที่โรงรับจำนำ โดยทั่วไปดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่1.25% ต่อเดือน หรือปีละ 15% เท่านั้น
3.   สะสมเงินแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินที่เก็บสะสมไว้ไปไถ่ทองคืนมา เก็บทองไว้เป็นหลักทรัพย์สำหรับการกู้เงินยามจำเป็นครั้งต่อไป

ความแตกต่างระหว่างเงินกู้จากสินเชื่อส่วนบุคคลกับเงินจากโรงรับจำนำ
คราวนี้ลองเปรียบเทียบความแตกต่างของดอกเบี้ยดูระหว่างการเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อบุคคลจากธนาคารกับโรงรับจำนำดูครับ สมมติว่าเอาเงินมา 25,000 บาท ชำระคืน 12 งวด

ตาราง 1ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคาร (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้น
อัตราดอกเบี้ย
ยอดจ่ายคืนรวมอย่างน้อย
เงินต้นคงเหลือ
2.33%
             2,412.25
          25,000.00
1
           25,000.00
      1,829.75
        582.50
             2,412.25
          23,170.25
2
           23,170.25
      1,872.38
        539.87
             2,412.25
          21,297.87
3
           21,297.87
      1,916.01
        496.24
             2,412.25
          19,381.86
4
           19,381.86
      1,960.65
        451.60
             2,412.25
          17,421.20
5
           17,421.20
      2,006.34
        405.91
             2,412.25
          15,414.87
6
           15,414.87
      2,053.08
        359.17
             2,412.25
          13,361.78
7
           13,361.78
      2,100.92
        311.33
             2,412.25
          11,260.86
8
           11,260.86
      2,149.87
        262.38
             2,412.25
            9,110.99
9
             9,110.99
      2,199.96
        212.29
             2,412.25
            6,911.03
10
             6,911.03
      2,251.22
        161.03
             2,412.25
            4,659.81
11
             4,659.81
      2,303.68
        108.57
             2,412.25
            2,356.13
12
             2,356.13
      2,357.35
          54.90
             2,412.25
                  (1.22)
 รวม
    3,945.78
           31,359.25


ตาราง 2: ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากโรงรับจำนำ (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้นอย่างน้อย
อัตราดอกเบี้ย
รวมยอดจ่ายคืน
เงินต้นคงเหลือ
      2,083.50
1.25%
          25,000.00
1
              25,000.00
          2,083.50
       312.50
             2,396.00
          22,916.50
2
              22,916.50
         2,083.50
       286.46
             2,369.96
         20,833.00
3
              20,833.00
         2,083.50
       260.41
             2,343.91
         18,749.50
4
              18,749.50
         2,083.50
       234.37
             2,317.87
         16,666.00
5
              16,666.00
         2,083.50
       208.33
             2,291.83
         14,582.50
6
              14,582.50
         2,083.50
       182.28
             2,265.78
         12,499.00
7
              12,499.00
         2,083.50
       156.24
             2,239.74
         10,415.50
8
              10,415.50
         2,083.50
       130.19
             2,213.69
           8,332.00
9
                8,332.00
         2,083.50
       104.15
             2,187.65
           6,248.50
10
                6,248.50
         2,083.50
         78.11
             2,161.61
           4,165.00
11
                4,165.00
         2,083.50
         52.06
             2,135.56
           2,081.50
12
                2,081.50
         2,083.50
         26.02
             2,109.52
                (2.00)
รวม

    2,031.11
          27,033.11


จะเห็นว่ารายจ่ายต่อเดือนจะลดลง และแม้โรงรับจำนำจะไม่ลดต้นลดดอก ทั้งปีก็จะมีดอกเบี้ยทั้งหมดเพียง 25,00015% = 3,750 ก็ยังน้อยกว่าสินเชื่อบุคคลจากธนาคารเห็น ๆ

และคราวนี้ ลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคาร กับการเป็นหนี้กับโรงรับจำนำดูครับ

ตาราง 3: เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเป็นหนี้กับธนาคารกับโรงรับจำนำ

ประเด็นเปรียบเทียบ
บริการสินเชื่อจากธนาคาร
บริการสินเชื่อจากโรงรับจำนำ
ดอกเบี้ย
28%
15%
ส่งข้อมูลเครดิตบูโร
ส่ง
ไม่ส่ง
การแสดงความน่าเชื่อถือ
เงินเดือน
ทรัพย์สิน
สภาพหนี้หลังค้างจ่าย
ยังคงเป็นลูกหนี้ / ติด black list บูโร
ยืดทรัพย์เราแล้วจบกัน (เว้นแต่ราคาทองมันตกฮวบอาบจนเราต้องชดใช้ส่วนต่าง)
ระบบจัดเก็บติดตามหนี้
ครบถ้วนสมบูรณ์
เราทำเองหมด

เห็นละยังครับว่า ถ้าอยากผ่อน iPhone บ่อยๆละก็ ครั้งแรกยอมตกเทรนก่อน ยอมไปผ่อนทองก่อน จะเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หรือใครจะเอาหลักนี้ไปประยุกต์ใช้กับการปิดหนี้บัตรเครดิตก็ยังได้เลยครับ (แนะนำอ่านแนวคิดใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล )


แต่ยังไม่จบครับ สิ่งสำคัญคือ โรงรับจำนำอาจจะไม่มีบริการส่งใบแจ้งหนี้ทุกเดือนแบบธนาคาร ถ้าเราขาดวินัยการเก็บสะสมเงิน เราก็ไปไม่ถึงฝั่งเหมือนกัน ยังมีเกร็ดสำคัญอีกนิดที่ช่วยทำหน้าที่ติดตามหนี้เราอัตโนมัติโดยเราไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เชิญติดตามตอนสุดท้าย เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน 3/3: ใช้ระบบธนาคารออนไลน์ทำตัวเป็นผู้ติดตามหนี้ตนเองโดยไม่ต้องเสียตังค์ ครับ (ตอนสุดท้ายแล้ว แข็งใจอ่านอีกนิดครับ)

สำหรับตารางคำนวณข้างบน ใครอยากลองเอาไปคำนวณเองหรือประยุกต์ให้กับการเงินของแต่ละคน ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel
 นี้ไปลองใช้ดูครับ