Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็นหนี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็นหนี้ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กู้เงินแต่งงาน (หนี้) ไม่บาน

บทความนี้ไม่ได้มุ่งกล่าวถึงเรื่องวิธีเลือกคู่หรือหลักการเลือกคู่แต่งงานนะครับ แต่ละคนต่างก็มีมุมมอง หลักการที่ต่างกันไปตามความแตกต่างของแต่ละคน เอาเป็นว่าถือว่าคนที่อ่านบทความนี้ได้ผ่านขั้นตอนนี้มาแล้วจนถึงขั้นจะตกลงปลงใจแต่งงานแล้วแต่ยังขาดเรื่องเงิน

ในที่นี้จะขอพูดถึงการจัดงานแต่งงานที่ถือว่าสำคัญพอ ๆ กับตอนเลือกคู่คบเลยทีเดียว และก็คงเป็นที่น่าหนักใจของว่าที่เจ้าบ่าว เพราะต้องเลือกว่าจะรอจนมีเงินจัดงานแต่งงาน  หรือว่ารีบจัดแต่งงานโดยยอมมีหนี้ดีเพราะว่าที่เจ้าสาวเร่งเร้า  (ยังไม่นับญาติผู้ใหญ่ที่คอยสร้างความกดดันว่า เมื่อไหร่จะแต่ง)

อันว่าหนี้ (หรือเงินอนาคต) ถ้าใช้อย่างถูกต้อง วางแผนดี ๆ ตัวมันเองก็มีประโยชน์ไม่ใช่น้อย เจ้าของกิจการบริษัทใหญ่ เมื่อจะขยายกิจการ ก็ใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารและโยนภาระดอกเบี้ยมาให้ผู้บริโภค (เกือบ) ทั้งนั้น เมื่อจะใช้หนี้คืน ก็เอาเงินจากผลประกอบการที่ได้ (เงินอนาคตมาภายหลังจากการยืมธนาคาร ) นั่นแหละครับมาจ่ายคืน

งานแต่งงานก็เช่นเดียวกันครับ มันก็มีเงินอนาคตที่เราจะได้รับแน่ ๆ จากเงินที่แขกเหรื่อใส่ซองให้กับเรานั่นแหละครับ ถ้าเราประมาณการว่าเราจะเชิญแขกสัก 300 คน ปัจจุบันในกรุงเทพก็น่าจะใส่ซองคนละอย่างน้อย 500 บาท และโดยทั่วไปจะมีคนมาร่วมงานประมาณ 80% ของจำนวนที่เราเชิญทั้งหมด (ประมาณ 240 คน) แสดงว่า

- เราจะมีรายได้เข้ามาประมาณ 150,000 บาทหลังงานเลี้ยงเลิกลา

คราวนี้ก็มาดูรายจ่าย งานเลี้ยงจัดที่คนประมาณ 240 คน หรือเป็นโต๊ะจีนประมาณ 24 โต๊ะ

- ราคาอาหารโต๊ะจีนขั้นต่ำ 1,000 บาท/โต๊ะ รวม 24,000 บาท
- เครื่องดื่ม เน้นงดเหล้า เอาน้ำอัดลม+น้ำเปล่า อย่างเก่งก็ 200 บาท/โต๊ะ รวมก็ 4,800
- แพ็คเกจชุดแต่งงานต่าง ๆ เอาแค่พอสมน้ำสมเนื้อ ตั้งงบไว้ที่ 25,000 ก็พอ
- ค่าห้องจัดเลี้ยง ดูตามสโมสรของทางราชการจพราคาถูก แค่ 15,000 บาทก็จุโต๊ะจีน 30 – 40 โต๊ะได้สบาย ๆ เช่น โรงงาน ยาสูบ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ที่จอดรถเพียบ
- ค่าของชำร่วย หัวละ 10 บาท รวม 3,000 บาท

รวมแล้วประมาณ 69,100 บาทเท่านั้นสำหรับการแต่งงาน เงินส่วนต่าง เงินที่เป็นส่วนต่างประมาณ 80,900 บาท มันก็คือเงินหมั้นว่าที่เจ้าสาวครับ ถ้าจะจัดให้มีกิมมิคอะไรพิเศษ ก็เอางบจากตรงนี้ครับ จะเห็นว่า ในช่วงที่ระหว่างการจัดแจงงานแต่งงานแต่ขาดเงินอยู่ ถ้าวางแผนเป็นหนี้อย่างดี ๆ ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี ท่านจะพบว่าหนี้จะหมด (หรือย่างน้อยก็ลดลง) เมื่องานเลี้ยงเลิกลาครับ ส่วนจะเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล หรือไปขอยืมใคร อันนี้ก็ดูตามความเหมาะสมครับ

ลองนำไปประยุกต์ใช้ดู แต่อย่าลืมว่า ที่ควรพิจารณามากที่สุดคือ การแต่งงานบนรากฐานของความรัก ความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน และรักกันด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมที่ถูกต้องครับ เงินซื้องานแต่งที่หรูหราได้แต่ซื้อความสำเร็จของชีวิตคู่ไม่ได้ครับ

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เบิกเงินสดจากบัตรเครดิต เสียค่ากด 3% แล้ว ทำไมต้องมีดอกเบี้ยอีก

ขอเขียนบทความเชิงตั้งคำถามเสียบ้าง (ผม post คำถามไว้ที่ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=572d5a4261aaf0da ถ้าใครตอบได้รบกวนตอบที่ลิงก์นี้เพื่อเป็นความรู้ต่อคนอื่น) เกี่ยวกับเหตุผลที่มีดอกเบี้ยการกดเงินสด (ทั้ง ๆ ที่คิดค่าธรรมเนียมการกดแล้ว)
เบิกเงินสดด้วยบัตรเครดิตต่างกับรูดบัตรซื้อของตรงไหน
เป็นที่ทราบทั่วไปว่า บัตรเครดิตที่เรา ๆ ท่าน ๆ ถืออยู่นี้ หากนำไปกดเบิกเงินสดจากตู้ ATM เมื่อไหร่ จะต้องมีค่าธรรมเนียม 3% ส่วนนี้พอรับได้ เพราะต้องเอาไปชดเชยรายได้ที่ธนาคารควรได้จากร้านค้า แต่ที่ผมอดสงสัยไม่ได้คือทำไมยังต้องมีดอกเบี้ยรายวันอีกต่างหาก (แม้เราจะชำระหนี้เต็มจำนวนทุกงวดก็ตาม)
หากจะเปรียบเทียบกับขั้นตอนต่าง ๆ ก็เกือบเหมือนกับเอาบัตรไปรูดซื้อสินค้าจากร้านค้าทุกประการ

ลองเปรียบเทียบนะครับ
รูดบัตรเครดิตซื้อสินค้า
กดเงินสดจากบัตรเครดิต
เราได้สินค้าที่ต้องการ
เราได้เงินที่ต้องการ แล้วเอาไปซื้อสินค้าที่รูดบัตรซื้อไม่ได้
ร้านค้าสรุปยอดส่งธนาคารแบบ online ในแต่ละวัน วันรุ่งขึ้น ธนาคารโอนเงินให้ร้านค้า โดย
ธนาคารได้ค่าธรรมเนียมจากร้านค้าทันทีประมาณ 2-3%
ร้านค้าได้รับเงินค่าสินค้าจากธนาคารประมาณ 97-98%
เราได้รับเงินเต็ม แต่ระบบธนาคารบันทึกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรา 3%
ครบรอบบัญชี ธนาคารออกใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บเงินจากเรา ถ้าเราชำระเต็ม ก็ไม่ต้องชำระดอกเบี้ย
ครบรอบบัญชี ธนาคารออกใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากเรา พร้อมดอกเบี้ยกดเงินสดรายวัน และแม้เราชำระเต็ม ก็ยังมีดอกเบี้ยส่วนนี้ที่คำนวณระหว่างวันครบรอบบัญชี วันที่เราไปชำระจริงในงวดต่อไปอีกต่างหาก ราวกับว่าเราจ่ายขั้นต่ำซะงั้น (ดูวิธีคำนวณใน จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร)

ผมเห็นว่า ในเมื่อธนาคารได้เงินค่าธรรมเนียม 3% จากเราไปแล้ว  (เหมือนกับที่เรียกเก็บจากร้านค้า) ก็ไม่ควรจะมาคิดดอกเบี้ยกับเรา ตราบใดที่เรายังชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ได้ครบถ้วนและเต็มจำนวน

เบิกเงินสดด้วยบัตรกดเงินสดก็ยังอุตส่าห์มีค่ากด
ที่ผมสงสัยอีกประการคือ พวกสินเชื่อส่วนบุคคลทำไมยังต้องมาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการกดเงินอีก 3% แม้จะกดจากตู้ที่เป็นระบบของตัวเองก็ตาม (หลัง ๆ มาบางเจ้าเริ่มไม่เก็บแล้วเพราะการแข่งขันสูงขึ้น ยกเว้นถ้ากดข้ามธนาคาร) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มันก็ควรจะรวมอยู่ในค่าดำเนินการต่าง ๆ ของผู้ให้บริการสินเชื่อแล้ว เพราะการที่พวกปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยการกู้ยืมถึง28% ต่อปีนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดเพดานนี้ไว้ โดยรวมค่าใช้จ่ายดำเนินการต่าง ๆ แล้วต้องไม่เกินเท่านี้ 
ใครตอบได้ รบกวนตอบไว้ที่ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=572d5a4261aaf0da นะครับ (เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ)
ข้อเสนอแนะส่วนตัว
ผมว่า เราทุกคนที่ยังต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคล  (ยามจำเป็น) ต้องร่วมกันต่อต้านการเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินงามด้วยการอย่าไปใช้บริการที่คิดค่าบริการยิบย่อยแบบนี้ ในไม่ช้าพลังผู้บริโภคจะบีบให้เขาต้องปรับตัว
จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว แม้เราจะไม่มีเงินพอจนต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เรามักรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่วางแผนการเงินดี ๆ เราก็ไม่ต้องไปจ่ายค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น ซึงเคยได้เสนอไว้ในบทความที่ผ่านมา เช่น
- อย่าใช้วิธีแบบกดเงินสด เมื่อจ้องการปิดบัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล 
- ยอมการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อซื้อทองเก็บไว้ แล้วเอาเป็นหลักทรัพย์สำหรับการกู้เงินจากโรงรับจำนำ (ดูใน
 เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า และไม่ต้องยุ่งกับเครดิตบูโรด้วย


วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 1/3: "แนวทางลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภาคทฏษฎี"

จั่วหัวข้อเสียขนาดนี้ อย่างเพิ่งคิดว่าผมเป็นนายหน้าค้าแคมเป็ญเงินกู้นะครับ และผมก็ไม่ได้มาแนะนำการชักดาบนะครับ แค่อยากนำเสนอไอเดียสำหรับมนุษย์เงินเดือน เดินดิน กินข้าวแกง อยู่ในยุคที่ข้าวของแพงแซงหน้าเดือนแล้ว ถ้าจะพูดแบบไม่รักษาฟอร์มแล้วละก็ ผมว่าการก่อหนี้เพื่อความอยู่รอดบางครั้งคราว มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ส่งเสริมก่อหนี้ แต่อยากนำเสนอว่า ถ้าจะต้องเป็นหนี้แล้ว เราต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด และหาทางจ่ายดอกเบี้ยน้อยที่สุด และแบบถูกกฎหมายด้วย และไม่ต้องทำ haircut ให้เสียเครดิตแบบไม่จำเป็น

ข้อสังเกตเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้
ไอเดียเรื่องนี้มาจากการรับภาระจ่ายดอกเบี้ยของคน 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
1.                  ผู้ประกอบการ เมื่อกู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7% แต่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือโครงการน่าสนใจจริงๆ
2.                  แรงงานฝีมือชั้นสูง เป็นงานหนัก งานดี มีรายได้สูง ทำบัตรเครดิตได้แน่ๆ โดยจ่ายดอกเบี้ย 20% (แต่ภาคปฏิบัติธนาคารก็รีดดอกเบี้ยทุกเม็ดเท่าที่จะทำได้ ลองอ่านใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคลดู)
3.                  แรงงานฝีมือชั้นกลาง-ต่ำ ถ้าทำบัตรเครดิตไม่ได้ ก็ยังสามารถกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้ จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%

จะเห็นว่า ยิ่งฐานะทางการเงินต่ำ จะยิ่งถูกโขกดอกเบี้ยสูงขึ้น คนทั่วๆไปจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็เฉพาะตอนซื้อบ้าน ซื้อรถ เท่านั้น ที่จริงมันมีเหตุผลทางธุรกิจว่า ทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินมันโหด ลองไปหาในกูเกิลดูครับ

ดังนั้น ถ้าเราประเมินในหัวแล้วพบว่า ชีวิตนี้ยังไงก็ต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินเดือนอีกยาวไกล และหากมีเรื่องต้องใช้เงินด่วนทีไร เราก็พึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลแน่ ๆ (ตามโฆษณาที่ชักชวนให้ไปกู้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู) ทำไมเราไม่วางแผนรับมือสำหรับการเป็นหนี้แบบมีชั้นเชิงเสียแต่วันนี้ครับ (เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบเข้าใจ)

เพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินแบบมนุษย์เงินเดือน
แนวคิดหลักของผมคือ ในขณะที่เรายังเป็นมนุษย์เงินเดือน เราต้องเพิ่มความเชื่อถือทางการเงินของเราเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคล อย่างน้อยเราไม่ควรจ่ายเกิน 15% ตามที่กฎหมายกำหนด (เกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการสินเชิ่อส่วนบุคคลเรียกเก็บจากเรา) เพื่อความกระจ่างขึ้น กรุณาทำความเข้าใจใน  3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1.                  ความเชื่อถือทางการเงินที่สถาบันการเงินให้ความคำนับคือ ทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมค่าง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บดูแลมาก อันได้แก่ ที่ดิน บ้าน แต่ระดับคนทั่วไปแล้ว อาจจะยังไม่ต้องไปถึงขั้นนั้นครับ
2.                  อย่าคิดว่าในโลกนี้มีจะมีแต่ คุณอ้อน คุณซี่บาย หรือชอยซ์แรก เท่านั้นที่ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล (แถมไม่รับหลักทรัพย์อะไรเลย) ที่จริงมีสถาบันการเงินอื่นอีกที่เราจะไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยินดีรับเอาทรัพย์ในข้อ 1 ไปเป็นหลักประกันและให้ดอกเบี้ยต่ำ
3.                  หากเราอุตส่าห์หาทรัพย์ตามข้อ 1 ไปค้ำประกันแล้ว หากเรามีเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ก้เอาสินทรัพย์ไปขายทอดตลาดจนได้เงินครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ควรเอาเราไปอยู่ใน black list ของเครดิตบูโร

จาก 3 ข้อข้างต้น ลองคิดว่า จะมีทรัพย์ใดที่เราจะก่อกำเนิดขึ้นได้จริง เพื่อเป็นต้นทุนในการกู้เงินในยามจำเป็น แล้วมีแหล่งเงินกู้ใดยอมคิดดอกเบี้ยเราต่ำๆ บ้าง ๆ (นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่จ้างพริตตี้มาโฆษณาที่เราคุ้นเคย แล้วเขาก็โยนค่าใช้จ่ายมาให้เรา)


เมื่อคิดไว้แล้ว แนะนำให้อ่านตอนต่อไปดูครับ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ)

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ

จากตอนที่แล้วที่ทิ้งท้ายให้คิดไว้ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน1/3) ให้ลองคิดดูว่าจะมีสินทรัพย์ใดที่เราสร้างได้ไม่ยากเกินไป และสถาบันการเงินใดที่ยอมรับทรัพย์นี้ และทำให้เรารับภาระดอกเบี้ยน้อยลง

หลักทรัพย์และแหล่งเงินที่รับหลักทรัพย์
เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มกัน

ทองคำ: สินทรัพย์สำหรับค้ำประกันสินเชื่อที่หาง่ายสุด เป็นได้มากที่สุดก็คือทองแท่งครับ เดี๋ยวนี้มีน้ำหนัก 1 บาทด้วย
โรงรับจำนำ: สถาบันการเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่รับหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยถูก และไม่ยุ่งกับเครดิตบูโร ก็คือ โรงรับจำนำ

พูดถึงโรงรับจำนำแล้ว อย่าไปมองว่าเป็นของคนชั้นล่างเลยครับ เพราะไม่ว่าเราจะเดินเข้าบูธของสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง มีคนมาคอยยืนไหว้ต้อนรับ พูดจาเพราะ ๆ ถือบัตรกดเงินสดที่ดูสวยงาม หรือเดินเข้าโรงรับจำนำแล้วแปะนิ้วโป้ง ผลลัพธ์ท้ายสุดก็เป็นหนี้แบบเดียวกัน แต่โรงรับจำนำเก็บดอกเบี้ยถูกกว่าเป็นเท่าตัว และไม่ต้องยุ่งกับเครดิตบูโรด้วย

แนวทางปฏิบัติ
มีใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการการได้สินเชื่อ
1.   หาทางเป็นเจ้าของทองแท่งน้ำหนัก 1 - บาทในปีที่ 1 ก่อน (ทองแท่งจะมีค่ากำเหน็จต่ำกว่าทองรูปพรรณ) ช่วงที่ทองมักราคาต่ำคือ เดือนมิถุนายน – สิงหาคม สำหรับการมีทองก้อนแรก เราอาจจะยังต้องพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารอยู่ (ยอมจ่ายดอกเบี้ย 28% สำหรับทองก้อนแรก)
2.   เมื่อต้องการใช้เงินก้อนประมาณ 25,000 เอาทองไปจำนำที่โรงรับจำนำ โดยทั่วไปดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่1.25% ต่อเดือน หรือปีละ 15% เท่านั้น
3.   สะสมเงินแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินที่เก็บสะสมไว้ไปไถ่ทองคืนมา เก็บทองไว้เป็นหลักทรัพย์สำหรับการกู้เงินยามจำเป็นครั้งต่อไป

ความแตกต่างระหว่างเงินกู้จากสินเชื่อส่วนบุคคลกับเงินจากโรงรับจำนำ
คราวนี้ลองเปรียบเทียบความแตกต่างของดอกเบี้ยดูระหว่างการเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อบุคคลจากธนาคารกับโรงรับจำนำดูครับ สมมติว่าเอาเงินมา 25,000 บาท ชำระคืน 12 งวด

ตาราง 1ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคาร (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้น
อัตราดอกเบี้ย
ยอดจ่ายคืนรวมอย่างน้อย
เงินต้นคงเหลือ
2.33%
             2,412.25
          25,000.00
1
           25,000.00
      1,829.75
        582.50
             2,412.25
          23,170.25
2
           23,170.25
      1,872.38
        539.87
             2,412.25
          21,297.87
3
           21,297.87
      1,916.01
        496.24
             2,412.25
          19,381.86
4
           19,381.86
      1,960.65
        451.60
             2,412.25
          17,421.20
5
           17,421.20
      2,006.34
        405.91
             2,412.25
          15,414.87
6
           15,414.87
      2,053.08
        359.17
             2,412.25
          13,361.78
7
           13,361.78
      2,100.92
        311.33
             2,412.25
          11,260.86
8
           11,260.86
      2,149.87
        262.38
             2,412.25
            9,110.99
9
             9,110.99
      2,199.96
        212.29
             2,412.25
            6,911.03
10
             6,911.03
      2,251.22
        161.03
             2,412.25
            4,659.81
11
             4,659.81
      2,303.68
        108.57
             2,412.25
            2,356.13
12
             2,356.13
      2,357.35
          54.90
             2,412.25
                  (1.22)
 รวม
    3,945.78
           31,359.25


ตาราง 2: ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากโรงรับจำนำ (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้นอย่างน้อย
อัตราดอกเบี้ย
รวมยอดจ่ายคืน
เงินต้นคงเหลือ
      2,083.50
1.25%
          25,000.00
1
              25,000.00
          2,083.50
       312.50
             2,396.00
          22,916.50
2
              22,916.50
         2,083.50
       286.46
             2,369.96
         20,833.00
3
              20,833.00
         2,083.50
       260.41
             2,343.91
         18,749.50
4
              18,749.50
         2,083.50
       234.37
             2,317.87
         16,666.00
5
              16,666.00
         2,083.50
       208.33
             2,291.83
         14,582.50
6
              14,582.50
         2,083.50
       182.28
             2,265.78
         12,499.00
7
              12,499.00
         2,083.50
       156.24
             2,239.74
         10,415.50
8
              10,415.50
         2,083.50
       130.19
             2,213.69
           8,332.00
9
                8,332.00
         2,083.50
       104.15
             2,187.65
           6,248.50
10
                6,248.50
         2,083.50
         78.11
             2,161.61
           4,165.00
11
                4,165.00
         2,083.50
         52.06
             2,135.56
           2,081.50
12
                2,081.50
         2,083.50
         26.02
             2,109.52
                (2.00)
รวม

    2,031.11
          27,033.11


จะเห็นว่ารายจ่ายต่อเดือนจะลดลง และแม้โรงรับจำนำจะไม่ลดต้นลดดอก ทั้งปีก็จะมีดอกเบี้ยทั้งหมดเพียง 25,00015% = 3,750 ก็ยังน้อยกว่าสินเชื่อบุคคลจากธนาคารเห็น ๆ

และคราวนี้ ลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคาร กับการเป็นหนี้กับโรงรับจำนำดูครับ

ตาราง 3: เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเป็นหนี้กับธนาคารกับโรงรับจำนำ

ประเด็นเปรียบเทียบ
บริการสินเชื่อจากธนาคาร
บริการสินเชื่อจากโรงรับจำนำ
ดอกเบี้ย
28%
15%
ส่งข้อมูลเครดิตบูโร
ส่ง
ไม่ส่ง
การแสดงความน่าเชื่อถือ
เงินเดือน
ทรัพย์สิน
สภาพหนี้หลังค้างจ่าย
ยังคงเป็นลูกหนี้ / ติด black list บูโร
ยืดทรัพย์เราแล้วจบกัน (เว้นแต่ราคาทองมันตกฮวบอาบจนเราต้องชดใช้ส่วนต่าง)
ระบบจัดเก็บติดตามหนี้
ครบถ้วนสมบูรณ์
เราทำเองหมด

เห็นละยังครับว่า ถ้าอยากผ่อน iPhone บ่อยๆละก็ ครั้งแรกยอมตกเทรนก่อน ยอมไปผ่อนทองก่อน จะเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หรือใครจะเอาหลักนี้ไปประยุกต์ใช้กับการปิดหนี้บัตรเครดิตก็ยังได้เลยครับ (แนะนำอ่านแนวคิดใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล )


แต่ยังไม่จบครับ สิ่งสำคัญคือ โรงรับจำนำอาจจะไม่มีบริการส่งใบแจ้งหนี้ทุกเดือนแบบธนาคาร ถ้าเราขาดวินัยการเก็บสะสมเงิน เราก็ไปไม่ถึงฝั่งเหมือนกัน ยังมีเกร็ดสำคัญอีกนิดที่ช่วยทำหน้าที่ติดตามหนี้เราอัตโนมัติโดยเราไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เชิญติดตามตอนสุดท้าย เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน 3/3: ใช้ระบบธนาคารออนไลน์ทำตัวเป็นผู้ติดตามหนี้ตนเองโดยไม่ต้องเสียตังค์ ครับ (ตอนสุดท้ายแล้ว แข็งใจอ่านอีกนิดครับ)

สำหรับตารางคำนวณข้างบน ใครอยากลองเอาไปคำนวณเองหรือประยุกต์ให้กับการเงินของแต่ละคน ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel
 นี้ไปลองใช้ดูครับ