Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำไร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 1/3: วันปลอดดอกเบี้ยที่ไม่ปลอดดอกเบี้ยจริง

สำหรับผู้ที่เคยอ่านการทำกำไรจากบัตรเครดิต (แบบทำได้จริง) แต่ยังไม่ได้ทำ หรือยังทำไม่ได้เพราะยังต้องจ่ายขั้นต่ำอยู่ แน่นอนว่าระหว่างที่เฝ้ารอมันจ่ายครบนี้ คงอยากจะให้ดอกเบี้ยมันลดน้อยลงเท่าที่จะทำได้ แล้วจะทำอย่างไร
ที่จริงในใบแจ้งนี่มันก็แสดงเคล็ด (ลับ) ไว้ แต่เรามักไม่ค่อยสนใจอ่าน แล้วเวลาที่ธนาคารเขาจัดโปรโมชั่น ก็จะพูดแต่ว่า ระยะปลอดดอกเบี้ยนานแค่ไหน (ถ้าชำระเต็มและตรงเวลา)  แต่ไม่ค่อยบอกว่าทำอย่างไรให้จ่ายดอกเบี้ยน้อย (ถ้าชำระขั้นต่ำ) มาทำความเข้าใจในประเด็นนี้ก่อนครับว่า
ระยะระหว่างวันสรุปยอด (closing date) จนถึงวันครบกำหนดชำระ คือวันปลอดค่าติดตามทวงถามเท่านั้น ไม่ใช่วันปลอดดอกเบี้ยเสมอไป
ระยะเวลานี้ เป็นเวลาที่กำหนดว่า ระหว่างช่วงนี้เราจะไปชำระเมื่อไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่ยังไม่พ้นวันครบกำหนดชำระ เราจะปลอดจากค่าติดตามทวงถาม (ก็เท่านั้น) และแน่นอน ทุกคนคิดว่า ยิ่งจ่ายช้าที่สุดได้ ยิ่งรู้สึกว่าได้กำไร (แต่ที่จริงคือการขาดทุนมหันต์ เมื่อเราจ่ายขั้นต่ำ)




จากภาพ วันสรุปยอดคือทุกวันที่ 9 ของแต่ละเดือน และวันครบกำหนดชำระคือ ทุกวันที่ 24 ของเดือนเดียวกันนั้น สมมติเหตุการณ์เพื่อขยายความได้ว่า
  • ถ้าเรารูดบัตรวันที่ 9 เราจะต้องชำระคืนในวันที่ 24 ในเดือนเดียวกันนั้น (เดือน 10) ระยะปลอดดอกเบี้ยมีแค่ 15 วัน
  • แต่ถ้าเรารูดบัตรวันที่ 10 (เดือน 10) รายการจะขึ้นใบแจ้งยอดของเดือนต่อไป (เดือน 11)  เราจึงรอชำระคืนวันที่ 24 ของเดือนถัดไป (เดือน 11) นั่นคือเราได้ระยะปลอดดอกเบี้ยถึง 44 วัน
ทั้งนี้ต้องชำระเต็มเท่านั้น ระยะปลอดดอกเบี้ยที่นานมันเป็นเรื่องดีสำหรับคนที่หาช่องเอาไปทำกำไรได้ และสามารถชำระยอดเต็ม แต่เป็นดาบสองคมเพราะมันคือระยะเวลาที่คำนวณดอกเบี้ยที่มากขึ้นแบบไม่รู้ตัว (ถ้ายังค้างชำระหรือชำระขั้นต่ำ)  ถ้าไม่เชื่อ จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร

หมายเหตุ
ตามภาพ ผมทำเรื่องหักค่าใช้จ่ายผ่านบัญชีเงินฝาก 100% จึงไม่มีขั้นต่ำ 10% ถ้าไม่เข้าใจลองอ่านเพิ่มใน สมัครบัตรเครดิตอันไหนดี ตอนที่ 1/2 ดูครับ

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 1/2)

ก่อนจะอ่านย่อหน้าต่อ ๆ ไป ขอบอกก่อนว่า ถ้าท่านไม่มีแผนการใช้จ่ายชัดเจน หรือยังมองไม่ออกว่า จะใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ได้กำไรแล้ว ให้หยุดไว้ที่ตรงนี้ครับ เลิกคิดเรื่องสมัครบัตรเครดิตไว้ก่อน นอกจากจะอ่านไว้เป็นข้อมูล


คำถามแนะนำที่มักพบตาม Google คือ “สมัครบัตรเครดิตที่ไหนดี pantip” แสดงถึงความนิยมในการค้นหาข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ตามเว็บบอร์ด

ผมลองค้นหาคำนี้ หรือแม้แต่ “บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip”ใน Google เท่าที่ดูในเว็บบอร์ดแล้ว แต่ละคนก็มักจะบอกว่าของค่ายนั้นค่ายนี้ (ตามที่ตัวเองชอบ) ก็เลยอยากจะเสนอในมุมมองของผม เผื่อจะเป็นไอเดียสำหรับหลาย ๆ ท่าน จะได้ใช้บัตรเครดิตแบบคุ้มค่าเต็มๆ

หลักการง่าย ๆ ที่ผมใช้ประจำ (สมัครหลายบัตรบ่อย ยกเลิกอันที่ไม่ชอบ จนเกือบจะประจำ) คือ

1.       เลือกโปรโมชั่นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้จริง
a.       อย่าเพิ่งไปตื่นตากับสิ่งที่ดูหรูแต่เราไม่ได้ใช้ หรือใช้แล้วกลับเพิ่มภาระให้เรา ผมเคยยกตัวอย่างว่า ผมปฏิเสธเซลล์บัตรเอเม็กซ์ ไม่ใช่เพราะโปรโมชั่นมันไม่ดี แต่โปรฯที่เขามี ผมไม่มีโอกาศได้ใช้เลย  และยังต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมการชำระเงินผ่านบริการเคาน์เตอร์  (อ่านเพิ่มถ้าสนใจ)
b.      ประเมินดูว่า เราน่าจะใช้โปรฯอันไหนบ้าง และโปรฯที่บัตรเครดิตให้ มันยาวนานแค่ไหน เช่น ส่วนลดเติมน้ำมัน ส่วนลดชอปปิ้ง (เอาแบบที่เราซื้อของประจำอยู่แล้วนะครับ) เงินคืนเมื่อชอปปิ้งต่างประเทศหรือซื้อของผ่านเว็บต่างประเทศ (เงินคืน มันมาจากการค้ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคาร) ร้านอาหาร (เป็นหัวหน้างาน พาลูกน้องไปฉลองประจำ) การประกันภัยสำหรับการเดินทาง (คนที่ต้องเดินทางด้วยบริการขนส่งสาธารณะและเอาบัตรเครดิตซื้อตั๋วได้ เดี๋ยวนี้รถทัวร์หลายเจ้าก็รับบัตรเครดิตแล้ว)
c.       อย่าสนใจโปรฯพวกชิงรางวัลมาก มันไม่ได้ช่วยอะไรเรามาก
2.       วิธีการชำระคืน
a.       ความง่ายในการหาที่ชำระ บางบัตร (ที่ผมเคยถือ) ชำระได้เฉพาะที่บริการของธนาคารของเขาเท่านั้น บริการเคาน์เตอร์ตัวแทนก็เกือบไม่มี
b.      มีทางเลือกสำหรับชำระโดยไม่มีค่าธรรมเนียม อันนี้ต้องเลือกที่เหมาะกับการใช้งานจริงนะครับ บางธนาคารขนาดจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ตัวเองก็ยังมีค่ารรมเนียม แต่พอหักผ่านบัญชีของธนาคารอื่นๆกลับไม่มี
c.       ดูเงื่อนไขการชำระผ่านการหักบัญชีเงินฝากให้ดี บางธนาคาร เมื่อท่านแจ้งความจำนงค์ว่าให้หักชำระ 100% ตามใบแจ้งหนี้ ธนาคารจถือว่า ยอดชำระขั้นต่ำของท่านคือ 100% (ไม่ใช่ 10%) แม้ท่านจะชำระนอกรอบรวมกันแล้ว 99% ธนาคารก็ยังถือว่าท่านค้างชำระ (ว่ากันตามตัวอักษร และเจ้าหน้าที่ call center ก็จะถูกโปรแกรมมาให้รับรู้เท่านี้) และจะมีผลต่อข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร) ดูภาพตัวอย่างได้
d.      ควรมีโปรแกรมประเภทแบ่งจ่ายรายเดือน (ไม่จำเป็นต้องดอกเบี้ยพิเศษเสมอไป) อันนี้ควรมีสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะการใช้บริการแบ่งจ่าย จะทำให้แต่ละงวดบัญชีของเราเป็นการชำระเต็ม ไม่มีดอกเบี้ยสูงเหมือนการจ่ายขั้นต่ำ (ผมเคยยกตัวอย่างไว้ว่าทำไมดอกเบี้ยมันจึงดูสูง ๆ ทั้ง ๆ ที่มันแค่ 20% ต่อปี ในหัวข้อ เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล)  และยิ่งถ้าใช้บริการหักค่าใช้จ่าย 100% ผ่านบัญชีธนาคารแล้ว โปรแกรมนี้นับว่าต้องมี เพื่อป้องกันการมี black list เพราะผิดพลาดทางเทคนิค (ทางธนาคารถือว่าเป็นความรับผิดชอบของเราในการบริหารจัดการหนี้ของเราให้สอดคล้องกับนโยบายเครดิตบูโร / เขายืดตามตัวอักษร) มีภาพตัวอย่างให้ดูครับ
e.      ชำระแล้ว มีผลต่อการใช้วงเงินทันที บางธคารแปลกมาก ให้บริการตัดชำระผ่านบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ แต่จะมีผลต่อวงเงินก็หลังเที่ยงคืน (ทั้งๆที่เงินก็ดูดจากบัญชีเราไปแล้ว) แต่พอจ่ายผ่านหน้าตู้ ATM กลับมีผลต่อวงเงินคงเหลือทันที (ทั้งๆที่มันก็ธนาคารเดียวกัน)



อันนี้เป็นตัวอย่างการเตือนเรื่องเครดิตบูโร แม้ค้างเงินแค่หลักร้อย (ใช้บริการหักผ่านบัญชีเงินฝาก 100%)



การใช้บริการหักผ่านบัญชีเงินฝาก 100% จะถือว่าไม่มีขั้นต่ำ แม้จ่าย 99% แล้วก็ถือว่าค้างชำระ


3.       ตัวอย่างการเลือกบัตร
ที่จะกล่าวต่อไปนี้ แนะนำพอเป็นแนวครับ เพราะโปรโมชั่นต่าง ๆ อาจจะเปลี่ยนไปตามการทำตลาดบัตรเครดิตของแต่ละเจ้าไป ตัวอย่างการเลือก เช่น
a.       ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อย ลองดูว่าธนาคารไหนที่มีบัตรร่วมกับสายการบินบ้าง เช่น KBank กับ Air Asia หรือว่า KTC กับการบินไทย (KTC Royal Orchid) 
b.       ถ้าชอบเข้าห้างเซ็นทรัล ก็แน่นอนว่าควรถือบัตรเครดิตของเขาเลย เพราะจะได้ส่วนลดเมื่อเอาบัตรของเขารูดซื้อของในห้างของเขา
c.       ถ้าชอบเข้าพารากอน เดอะมอลล์ เอ็มโพเลี่ยม หรือห้างในเครือ ก็คงเป็น Citi M แน่ ๆ
d.       ถ้าชอบเข้าบิ็กซี ก็มีบัตรร่วม Citi ของบิ๊กซี และแน่นอนที่ไม่ลืมคือ ชอบเข้าโลตัส ก็ควรใช้บัตรของเขาไป ได้โปรโมชั่นเต็ม ๆ
e.       ถ้าไม่ได้ชอบห้างไหนเจาะจง ก็อาจจะดูโปรโมชั่นอื่น ๆ เช่น ชอบเงินคืน (cash back) ตอนนี้ของ SCB ก็น่าจะโอเคสุด พวกส่วนลดเติมน้ำมัน ก็จะมีบัตรกรุงศรี บัตรธนชาต บัตรสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ หรือประเภทเน้นที่กินที่เทียว เน้นผ่อน 0% ก็มักจะมีให้เลือกดูกันหลายเจ้า

เบื้องต้น ให้ดูตามนี้ก่อน สำหรับผู้ต้องการสิ่งที่ช่วยบริหารการใช้บัตรเครดิตให้ดีขึ้น ควรดูเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมใน สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 2/2) ครับ

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้บัตรเครดิตให้ได้กำไร (ตั้งแต่แบบขำๆจนถึงแบบตั้งใจรวย) ทำได้จริง

หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างว่า สามารถใช้การเป็นหนี้บัตรเครดิตสร้างรายได้หรือช่วยทำให้รวยได้ เช่น หนังสือกลุ่มพ่อรวยสอนลูกของ Robert T. Kiyosaki (โรเบิร์ต ที. คิโยซากิ) หลักการต่าง ๆ ที่กล่าวในนั้นมันก็คงพอเป็นจริงได้สำหรับบริบทสังคมและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในแดนดินของเขา และต้องเหมาะสำหรับคนที่มีวินัยทางการเงิน และต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเมืองไทยบ้านเรา ไม่เช่นนั้นเราก็จะอยู่ในวงเวียนการเป็นหนี้บัตรเครดิต

บ้านเรามักจะมีกฎเหล็กที่คอยกีดกันไม่ให้มนุษย์เงินเดือนได้มีโอกาสรวยขึ้น เช่น อยากจะซื้อทองแท่งเก็งกำไรแต่เขาก็ไม่ขายในวันหยุด พอจะขายคืนก็จะมีค่าธรรมเนียม ค่าเดินทาง ก็ไม่คุ้มอยู่ดี ครั้นอยากเล่นทองออนไลน์ ก็ต้องซื้อขั้นต่ำ 5 บาท แล้วจะเอาเงินมาจากไหน แม้แต่บัตรเครดิตก็ยังมีบางธนาคารขู่ว่า ให้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น ถ้าทราบว่าเอาไปทำกำไรต่อเมื่อไหร่จะระงับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทันที

บ่นมาเยอะ เข้าเรื่องซะที บทความนี้ผมจะขอแบ่งปันประสพการณ์ทั้งด้านที่เป็นกำไรและขาดทุนสำหรับการสร้างรายได้จากการเป็นหนี้บัตรเครดิต (วิธีการมีเยอะในเน็ต แต่ผมขอเล่าจากประสพการณ์ส่วนตัวของผมเอง)

การเตรียมการสำหรับสร้างกำไรจากหนี้บัตรเครดิต
  1. หาวิธีให้การใช้จ่ายวิ่งผ่านบัครเครดิตให้มากที่สุด (ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีปกติวิสัยอยู่แล้ว ไม่ใช่หาเรื่องใช้จ่ายนะครับ)
  2.  พิจารณาเลือกบัตรที่มีสิทธิประโยชน์ดังนี้
    1.  มีเงื่อนไขการยกเว้นค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน เช่น ใช้จ่ายครบเท่าไหร่หรือใช้กี่ครั้งใน 1 ปีจะได้รับการยกเว้นอัตโนมัติ (ไม่ใช่ต้องไปโทรขอทุกปีแล้วต้องลุ้นเอาจะได้หรือป่าว เสียเวลาชีวิต)
    2. ควรเลือกใช้บัตรที่สะสมแต้มได้ ยิ่งไม่กำหนดวันหมดอายุยิ่งดี ไม่ควรเลือกบัตรที่เป็น cash back ที่เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายสำหรับชำระหนี้ (ยกเว้นจะเปลี่ยนเป็นยอดเงินเข้าบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ เช่น SCB Family)
    3. เลือกบัตรเครดิตที่มีช่องทางชำระสะดวกและฟรี (ไม่ใช่เอะอะก็เคาเตอร์เซอร์วิซ) สำหรับเป็นช่องทางชำระเพิ่มเติม
  3. เปิดบัญชีเงินฝากแยกมาต่างหาสำหรับหักชำระหนี้บัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน (ทำหน้าที่เป็นบัญชีตะกร้าเงินพร้อมชำระหนี้คืนบัตรเครดิต โดยที่
    1. ไม่ต้องเปิดบัตรเอทีเอ็มให้เสียค่าธรรมเนียมรายปี เว้นแต่จะมีบริการที่ทำให้บัตรเครดิตทำหน้าที่เป็นบัตรเอทีเอ็มได้ด้วย และไม่เสียค่าบริการรายปีก็ควรใช้ (ส่วนใหญ่ก็มีกันทั้งนั้น ส่วนจะฟรีหรือป่าวก็ต้องถามเอา)
    2.  เลือกธนาคารที่หาตู้ฝากอัตโนมัติได้ง่ายและไม่มีค่าธรรมเนียมหักค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปก็ควรเลือกธนาคารเดียวกับเจ้าของบัตรเครดิต
    3. เลือกธนาคารที่มีช่องทางฝากผ่านตู้รับฝากอัตโนมัติ หาง่าย (เช่นขับรถผ่าน ใกล้ที่ทำงาน ฯลฯ)
  4. ถ้าจะใช้บัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกกับหน้าที่การงาน (ถ้ามี) ก็ควรสมัครบัตรเครดิตแยกมาอีก 1 บัตรต่างหาก อย่าเอาไปปนกับบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายส่วนตัว
  5. มีแผนการเงินชัดเจน ไม่แพ้กิเลสตัณหาของตนเอง

วิธีการสร้างกำไรแบบขำ ๆ
1. พยายามหาวิธีลืมรหัสกดเงินสด เช่น เอาไปเปลี่ยนเป็นรหัสที่จำยาก ๆ แล้วลืมมัน (เว้นแต่มันทำหน้าที่เป็นบัตรเอทีเอ็มด้วย ก็ชั่งใจดูว่าถ้าเราคุมตัวเองไม่ให้กดเงินมาใช้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องขอใช้บริการเอทีเอ็ม)

2.  หลังการรูดบัตร ต้องเอาเงินใส่บัญชีตระกร้าเงิน จะเอาซองใบแจ้งหนี้ที่ได้รับมาเป็นที่เก็บเงินรวมๆ กันไว้แล้วทยอยเอาไปฝากก็ได้ แต่ไม่ควรนานเกิน 5 วัน
หากทำได้ตามนี้ เงินที่อยู่ในบัญชีจะชำระหนี้ให้อัตโนมัติ มีแต้มสะสมให้แลกเป็นของใช้ ระหว่างที่เงินในบัญชีรอหักใช้หนี้บัตรเครดิตมันสร้างดอกเบี้ยให้บ้าง (แต่ไม่ต้องไปหวังก็ตรงนี้)

ตัวอย่าง 1 วิธีการสร้างกำไรแบบพองาม

อันนี้มันเป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ทำได้ไม่ยาก และต้องวางแผนมากขึ้น มาดูประสพการณ์แบบผมดู
ผมเป็น IT Support มีหน้าที่อย่างหนึ่งในที่ทำงานคือ งานจัดซื้อด้านคอมพิวเตอร์และพวกสิ่งสิ้นเปลืองที่เกี่ยวข้อง (เช่นหมึกสี อะไหล่) ก็มักจะเจอปัญหากับฝ่ายการเงินประจำว่า ต้องหาที่ได้ราคาดี มีระยะเครดิต บางทีทำเรื่องเบิกไปกว่าจะได้เงินก็ช้า (มันเป็นความภาคภูมิใจของฝ่ายการเงินว่า ถ้ารักษาเงินสดไว้ในมือให้ยาวที่สุดเท่าไหร่ยิ่งดี) สิ่งที่ผมทำเพิ่มในขั้นตอนเตรียมการคือ ดุว่ามีบัตรเครดิตใดที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% บ่อยๆ และมีบัตรสินเชื่อเงินสดพร้อมใช้ของเจ้าใหนที่มักมีโปรโมชั่นผ่อน 0% ผมก็สมัครไว้ทั้ง 2 แบบเลย และมีหลายใบด้วย
หลัง ๆ มาก็มีรูดค่าอื่นๆ ทุกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ก็จะมีผู้รับภาระให้พร้อมกับสร้างแต้มสะสมให้เรา เช่น

  •          ค่าโรงแรมสำหรับแขกของบริษัทบ้าง
  •          ไปจ่ายค่าโทรศัพท์ออฟฟิศ (ยกเว้น True ไม่รับบัตรเครดิตถ้าเป็นเบอร์ขององค์กร)
  •          ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์พวก internet phone เช่น skype
  •          ไปจ่ายค่ามือถือให้พรรคพวก (ถ้าศูนย์รับชำระอยู่ในเส้นทางผ่านของเราและเราต้องไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)


 ตัวอย่าง 2 วิธีการสร้างกำไรแบบขั้นสูง

ยิ่งต้องการกำไร ก็ต้องทำแบบขั้นเทพ คำนวณให้มากและรอบคอบ เมื่อต้องการวงเงินมากแต่เงินเดือนน้อยก็ต้องสมัครบัตรเครดิตหลายใบหน่อย โดยผมสมัครพร้อมกันหลาย ๆ ใบทีเดียวเลย (ผมแค่คิดไปเองว่า ถ้ามีรายงานการใช้จ่ายมากที่เครดิตบูโร อาจจะทำให้ธนาคารไม่พิจารณาการสมัครบัตรก็เป็นได้ แต่จะเท็จจริงอย่างไรผมก็ไม่ทราบ)

สำหรับขั้นเทพที่ขอเล่าก็เช่น
  1. เจ้าของบริษัททัวร์ ให้ลูกค้าโอนเงินจองเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นก็เจ้าของบริษัทก็เอาบัตรเครดิตตนเองรูดจ่ายกับเรื่องรูดบัตรในบริษัทตัวเอง ผลลัพธ์ได้ 2 เด้งคือ
    1. ตัวเองได้แต้ม เผลอๆก็มากจนแลกตั๋วเครื่องบินได้
    2. บริษัทมี transaction ของเครื่องรูดบัตรเพิ่ม มีโอกาสได้รับพิจารณาในการลดค่าธรรมเนียมการรูดลง (ร้านค้าที่รับบัตรเครดิตจะถูกหักค่าธรรมเนียมประมาณ 1.5 – 3% จากยอดที่รูด)
  2. ผมเองมีเพื่อนเปิดบริษัทส่วนตัวขนาดเล็ก บางครั้งเขาต้องรักษาเงินสดไว้ในมือให้มาก และเขาเองก็ถูกธนาคารปฏิเสธการสมัครใช้บัตรเครดิตเพราะทำกิจการส่วนตัวที่ statement อาจจะยังไม่สวยพอ เขาจะให้ผมช่วยรูดซื้อสินค้าทุนบางรายการ แล้วค่อยมาจ่ายคืน วิธีนี้ต้องระวังดังนี้
    1. ธุรกิจต้องมีลักษณะเงินหมุนแบบรวดเร็ว สินค้าต้องขายได้หมดภายใน 1 เดือนและต้องกำไรประมาณ 2 เท่าของต้นทุนสินค้า (อย่าลืมว่าเขาต้องจ่ายเงินเดือนลูกน้อง)
    2. เพื่อนต้องมีนิสัยรับผิดชอบจริง ๆ หรือรู้จักกันนานจนไว้ใจได้ และร่วมรับผิดชอบในค่าปรับ/ดอกเบี้ยที่อาจจะมี


กำไรที่ได้ตอนนี้
  • บัตร KTC ของผมมีแต้มสะสมร่วม 40,000 ภายใน 7 ปี (เอาไปแลกมื้ออร่อยกับครอบครัวที่ zizler ประมาณ 8,000 คะแนนแล้ว)
  • บัตร BBL มีแต้มสำหรับไปแลกเตาแม่เหล็กไฟฟ้า บัตรกินสุกี้ได้ทั้งครอบครัว บัตรเติมน้ำมัน และตอนนี้ยังเหลือแต้มประมาณ 20,000 (รีบใช้เพราะอายุแต้มมีแค่ 2 ปี) ในช่วง 7 ปี
  • บัตร HSBC ให้บัตรเติมน้ำมันตั้งแต่สมัครผ่าน จากนั้นก็แลกบัตรเติมน้ำมันอีกประมาณ 2,000 บาท บัตรกินสุกี้ได้ทั้งครอบครัว ในช่วง 5 ปี (รอดูว่า ถ้ารวมกับกรุงศรีแล้วก็ยังบริการแย่ ก็จะยกเลิก)
  • บัตร SCB Family ก็เพิ่มยอดเงินฝากบัญชีประมาณ 2,000 บาทในช่วง 3 ปี
  • ล่าสุดเพิ่งสมัครบัตร KBank แค่ 2 เดือน ตอนนี้แต้มทะลุหลัก 1000 แล้ว
  • บัตรแต่ละใบเพิ่มวงเงินให้ผมอัตโนมัติ อับเกรดให้ก็มี ก็ยิ่งมีวงเงินสำหรับทำกำไร
ลองคำนวณเล่นๆ จะเห็นว่า ในแต่ละบัตรมีค่าใช้จ่ายหลักแสนถึงล้าน ลำพังเงินเดือนเราหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ หลักการคือ เพียงแค่ให้เงินมันเดินผ่านเราเท่านั้น เราแทบไม่ได้จ่ายอะไร มันก็ได้กำไรเหมือนเราเก็บค่าผ่านทางยังไงยังงั้น
ลองรูปประกอบ (บางส่วน / รบกวนขยายภาพเอาเองนะครับ) 





ประสพการณ์เลวร้ายที่เจอ
  • บางครั้งการรูดซื้อของให้บริษัทที่ดูแล้วมีความเชื่อถือทางการเงิน แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่การเงินก็ทำตัวงี่เง่าเกิน เราต้องทำตัวเป็นคนทวงหนี้เพื่อให้ได้เงินมาจ่ายบัตรเครดิตให้ตรงเวลา ถ้าจ่ายเงินเราช้าจนเกิดดอกเบี้ยหรือค่าปรับ มันคุยกันยากทั้งในแง่บัญชีค่าใช้จ่ายและการร่วมรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่การเงิน
  • ลูกน้องเก่าคนหนึ่ง ขยันทำงาน สนิทสนมกัน ช่วยให้รูดค่าโน่นค่านี่ ก็จ่ายคืนครบถ้วน เราเลยให้บัตรเสริมไปใช้งานเองเสียเลย พอมีอำนาจเซ็นต์เองเท่านั้นแหละครับ คนเรามันเปลี่ยนไปจริง ๆ อุตส่าห์คุยกันเป็นหมั้นเหมาะแล้วว่า ห้ามจ่ายขั้นต่ำ (ดีนะที่ผมยืดรหัสกดเงินไว้แต่แรก) ประเดิมด้วยการไปรูดมือถือใหม่ หลัง ๆ มาก็จ่ายขั้นต่ำจนวงเงินเต็ม ผมเลยต้องลดวงเงินเขาลง หลัง ๆ หนักข้อ ค้างจ่ายติดต่อกัน 2-3 งวดจนบัตรหลักผมจะถูกระงับ ถูกผมต่อว่าจนเกือบเสียคนเสียความสัมพันธ์ ท้ายสุดผมก็ต้องยกเลิกบัตรเขาให้เขาทยอยจ่ายขั้นต่ำ ก็คงจะหมดภายในสินปี 55 นี้
  • ผมยกเลิกบัตร Citibank ด้วยความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเกินไปยามเราไม่มีเงินจ่าย บางทีจ่ายช้าแค่ 2 วันก็เจอค่าติดตามแล้ว แถมยังมีวิธีการยืดจำนวนวันให้คิดดอกเบี้ยได้มาก (ลองไปอ่านวิธีการเพิ่มเติมในหัวข้อ เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล) แม้ผมจะได้กำไรจากบัตรนี้ แม้จะโปรโมชั่นดีแค่ไหน ผมก็ขอเลิกคบโดยใช้บริการสินเชื่อบุคคลมาปิดบัตรทีเดียว (ตอนนี้ผ่อนหมดแล้ว เป็นช่วงค่าใช้จ่ายส่วนตัวสูงเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายปี 54)
ก็ลองเอาไปเป็นไอเดียประยุกต์ดูนะครับ บางคนอาจจะเห็นจุดโหว่วิธีการผม บางคนอาจจะพบช่องทางหากำไรนอกเหนือจากที่ผมได้แบ่งปันไว้ ก็เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันบ้างนะครับ