Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็นหนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็นหนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

ผมมักจะพบคำค้น “บัตรเครดิต pantip” ในกูเกิล เมื่อตามไปอ่านก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งอยากรู้วิธีสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน ในทางกลับกันก็จะมีกคนอีกกลุ่มที่เผลอเป็นหนี้บัตรเครดิตจนผ่อนชำระไหวจนเสียสุขภาพจิต ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองที่เหมาะสมในการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต การจั่วหัวข้อบทความมาแบบนี้จึงไม่ได้แปลว่าบัตรเครดิตเป็นผู้ร้ายอะไร

การจัดการหนี้บัตรเครดิตให้อยู่
1. กู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้บัตรเครดิตแบบถูกวิธี
โดยทั่วไปมีคำแนะนำว่าให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มพร้อมกับการหยุดใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดทุกใบ แล้วค่อยๆ ปิดยอดไปทีละใบโดยปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน แล้วไล่ตามลำดับลงไป ดังนั้น ถ้าจ่ายขั้นต่ำไหวก็จ่ายไปก่อน

วิธีลดความวุ่นวายอีกวิธีคือ การกู้หนี้ใหม่มาปิดบัตรหนี้บัตรเครดิตใบเดิม วิธีนี้จะใช้ได้ดีเมื่อตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือแม้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ก็จะต้องได้ระยะการผ่อนที่ยาวขึ้น และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องทำให้สามารถยุติการจ่ายหนี้เดิมได้และหยุดสร้างหนี้ใหม่ได้ จะด้วยยกเลิกการใช้บัตรเครดิตหรือกลเม็ดใด ๆ ที่ทำให้หยุดใช้บัตรได้ ซึ่งผมเคยยกตัวอย่างไว้ใน “ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
สมัยนี้แม้ในในสมาร์ทโฟนก็ยังมีโปรแกรมตารางคำนวณให้ใช้งาน (โปรแกรมแบบ Excel) อย่าเอาแต่ใช้เล่นไลน์ (Line) กับ Facebook เอาอุปกรณ์ที่แสนแพงนี้มาใช้ให้คุ้มค่าครับ ลองบันทึกรายรับ (เงินเดือนหลังหักประกันสังคม ภาษี ณ ที่จ่ายและเงินจ่ายเข้ากองทุนเลี้ยงชีพแล้ว) เปรียบเทียบกับรายจ่ายทั้งเดือนดู มันจะทำให้เราเห็นชัดเลยว่าเราควรควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร เงินพอใช้มั้ย จะได้ลดการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นและควบคุมการใช้จ่ายในแต่ละวันของเราได้ดี

3. ประเมินความจำเป็นของการบริโภค
ทุกวันนี้เราจะเห็นแทบทุกคนก้มหน้าก้มตาเล่นสื่อสังคมออนไลน์ (social media) บนโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาขณะเดินทาง เช่น ขณะรอรถเมล์ ตอนอยู่ในรถไฟฟ้า หลัก ๆ เห็นจะเป็น Line กับ Facebook   (แต่ไม่ยักกะคุยกับคนนั่งข้าง ๆ) ผมไม่ได้ต่อต้านสิ่งเหล่านี้แต่คิดว่ามันมากเกินไปและมันก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งเหล่านี้ด้วย

มันมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นและเราจ่ายตามความเคยชิน (ภาษาฝรั่งเรียกว่า late factor เปรียบได้กับการที่ต้องกินกาแฟลาเต้ทุกเช้าก่อนเข้าทำงานของคนในประเทศทางตะวันตก) เช่น หลังกินข้าวเช้าต้องมีกาแฟสด ระหว่างมื้อกลางวันต้องกินน้ำอัดลม หลังข้าวเย็นต้องมีขนมหวาน หรือหลังเลิกงานต้องเดินไปเที่ยวในห้างแล้วก็อดใจช้อปปิ้งไม่ได้ ถ้าเราลดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ลดค่าใช้จ่ายได้ลงมากแหละครับ

4. ระวังการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวัน
ไอเดียนี้มาจากการฟังสัมมนาเกี่ยวกับการจัดการเงิน โดยวิทยากรให้ผู้รับการอบรมหยิบแบ็งค์ 20 ออกมาชู จากนั้นก็บอกให้ทุกคนฉีก ปรากฎว่าไม่มียอมฉีกซักคน แต่วิทยากรบอกว่าแท้จริงหลายคนฉีกทิ้งทุกวัน
ความหมายก็คือ เราจ่ายเงินซื้อของแต่เราใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด เช่น ซื้อผลไม้มากินระหว่างทำงานแต่เรากินไม่หมดแล้วเราก็ต้องโยนทิ้งไป กินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งแต่ก็กินไม่หมดมันก็ถูกทิ้งไป ท่านก็ลองคิดดูว่า ท่านทิ้งอะไรโดยเปล่าประโยชน์บ้างในแต่ละวัน

พฤติกรรมการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวันอีกอย่างที่เรามักคิดไม่ถึงก็คือโปรโมชั่นทางการตลาดที่ทำให้เราซื้อของมากเกินกว่าที่เราใช้จริง เช่น บริการอินเทอร์เน็ตที่มักมีโปรโมชั่นว่า จ่ายเพิ่มอีกนิดแต่ได้ความเร็วเพิ่มเท่าตัว แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ต้องการความเร็วมากขนาดนั้น เราเองก็มักทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่า เราจึงมีเวลาใช้งานไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่จ่ายไป

5. หาทางเพิ่มรายได้ด้วยตนเองอย่างคนมีกึ๋น
ในสังคมคนทำงานยุคใหม่สไตล์มนุษย์เงินเดือน เคยชินกับการมีเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากทุกเดือน มนุษย์เงินเดือนจึงมักใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนหรือไม่ก็ใช้เวลาว่าเพื่อความบันเทิงเริงใจมากกว่าจะมากังวลว่าจะมีเงินใช้หรือไม่ ดังนั้น พอมีหนี้บัตรเครดิต จึงมักแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากแหล่งใหม่มาชำระหนี้เดิม ในขณะเดียวกันนั้น เงินเดือนก็มักไม่ได้เพิ่มขึ้นมา ถ้าหากทำผิดวิธีมันก็จะเป็นการเพิ่มหนี้ ทำให้เกิดปัญหามีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้น หากต้องการมีรายได้เพิ่ม ก็คงไม่ใช่ไปขอเงินเดือนเพิ่ม แต่ต้องทำงานมากขึ้น เช่น ทำโอที (งานล่วงเวลา) หรือหาอาชีพเสริมที่ไม่มีข้อผูกพันต่อเนื่อง เช่น เป็นวิทยากรสอนคอมพิวเตอร์ จ้างสอนหนังสือให้กับเด็ก เขียนบทความตามเนื้อหาที่เราถนันลงบล็อกแล้วหาแบนเนอร์โฆษณามาแปะ เราก็จะมีเงินมาชำระหนี้มากขึ้น ๆ หรืออย่างน้อย ก็มีเงินสำหรัลใช้มากขึ้น

6. อย่ายึดติดกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์
ผมได้ไอเดียนี้ตอนเดินตลาดนัด เจอคนเอาหนังสือมาขายเล่มละ 5 -10 บาท จากราคาเดิมหลักร้อย สอบถามจึงได้ความว่าเขาชอบอ่าหนังสือ ที่เอามาขายนี่เขาอ่านหมดแล้วเลยเอามาขายทิ้ง ผมว่าแต่ละคนก็น่าจะมีของสะสมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หนังสือเก่า ๆ ที่อ่านแล้ว ผมว่าถ้าเอาของเหล่านี้มาขายได้เงินแล้ว นอกจากได้ตังค์แล้วยังลดภาระการเก็บรักษาดูแลอีกด้วย

บัตรเครดิตโดยตัวอันเองเป็นกลาง ส่วนจะเป็นคุณเป็นโทษมันจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ การใช้จ่ายแบบมีวินัยต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าใช้แบบตามใจอยากหรือเคลิ้มกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เมื่อไหร่มันจะสร้างปัญหาเมื่อนั้นทันที จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้เป็นหนี้กันมาก

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

จากบทความเรื่อง เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล บางท่านอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ มาดูภาคปฏิบัติจริงที่ผมเคยทำ มีทั้งแบบหาดอกเบี้ย 0% และแบบกู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว ขั้นตอนก็ง่าย ๆ ครับ


ลองเทคนิคหาเงินก้อนดอกเบี้ย 0% ก่อน
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับยอดหนี้ที่ไม่สูงเกินไปและมีกำลังผ่อนให้จบในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี (แล้วแต่โปรโมชั่น) และต้องเป็นคนหน้าหนา ไม่กลัวว่าใครจะล้อว่าเป็นหนี้ เทคนิคนี้ก็คือใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ให้เกิดประโยชน์ โดยไปหาดูว่า ใครจะซื้อสินค้าที่มีโปรโมชั่นนี้แต่มีกำลังทรัพย์พอที่จะชำระเต็มจำนวนทีเดียว โดยมูลค่าสินค้าต้องมากพอที่จะไปปิดหนี้บัตรได้ จากนั้นก็อาสาตัวไปไปซื้อสินค้าให้กับคนนั้น โดยอาจจะซื้อด้วยบัตรสินเชื่อหรือรูดซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นนี้ (คงไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นผ่อน 0%จริงหรือหลอก) เมื่อเราได้เงินสดจากคนนั้นแล้วก็เอาไปปิดหนี้ที่ต้องการเสีย จากนั้นก็ค่อยมาผ่อนหนี้ตัวใหม่ของเราต่อ ก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยแล้ว บุคคลที่ว่าก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานด้านจัดซื้อในบริษัท ญาติพี่น้องที่รวยหน่อย

กู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว

1. รวบรวมยอดหนี้คงเหลือหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมด และยอดผ่อนแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น
- บัตรใบโพธิ์ 46,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 4,600 บาท)
- บัตรเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
19,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- บัตรเจ้าแม่ชอปปิ้ง 20,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อเงินคุณอ้อน
21,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อตัวเลือกหนึ่ง 16,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,400 บาท)
รวมแล้วก็มีหนี้ค้างประมาณ 122,000 บาท ผ่อนเดือนละ 13,000 บาท

2. ประเมินกำลังทรัพย์
จากข้อ 1 จะเห็นว่า เงินจะหายไปกับการใช้หนี้เดือนละ 13,000 บาทแน่  ดังนั้น

a. ถ้าท่านจ่ายไหว แล้วยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้แบบพอประทังตัวเองได้ ไม่มีภาระอะไร แนะนำให้จ่ายตามนี้ และหนี้ท่านจะหมดภายใน 1 ปี และมีดอกเบี้ยประมาณ 12,000 บาทเท่านั้น

b. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะจ่ายขั้นต่ำสุดเท่าที่ต่ำได้ แน่นอนว่าท่านจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้น เพราะเงินขั้นต่ำจะน้อยลงตามเงินต้นที่ถูกชำระ หนี้ท่านจะหมดภายใน 30 เดือน และมีดอกเบี้ยประมาณ 18,000 บาทเและยังจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้นในแต่ละเดือน (ถ้ามีวินัยในการออม)

c. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะต้องการใช้บัตรเครดิต (จากวงเงินที่เพิ่มขึ้นหลังชำระขั้นต่ำแล้ว) ถ้าการใช้ที่ว่านี้ สามารถชำระเต็มได้แน่ ๆ แนะนำให้คุณสมัครบัตรใบใหม่ของธนาคารเดียวกัน (เป็นวงเงินรวม แต่แยกบัญชีบัตรมาต่างหาก) ถ้าชำระเต็มมันจะไม่ถูกนำไปคำนวณดอกเบี้ย เพราะการการคำนวณดอกเบี้ยมันมาจากการจ่ายขั้นต่ำมันอยู่ที่บัตรใบเดิม (บางธนาคารอาจจะแยกเป็นวงเงินใหม่ให้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร) หรืออาจะเปิดเป็นบัตรเสริมให้สามี/ภรรยาทำหน้าที่รูด (แต่ก็หาวิธีควบคุมการรูดให้ดี ๆ นะครับ)

d. ถ้าท่านจ่ายไม่ไหว สูงสุดที่จะจ่ายได้เท่าไหร่ ท่านต้องประเมินตนเอง สมมติสูงสุดที่พอจ่ายได้ประมาณ 5,000 บาท ซึ่งจ่ายแล้วยังมีเงินสำรองเหลือแต่ละเดือนบ้าง เผื่อลูกเจ็บป่วย พรรคพวกแต่งงาน ค่าใช้จ่ายกระทันหัน ก็ต้องหาวิธีปิดหนี้ โปรดดูข้อ 3 (ข้อนี้เป็นกรณีของผม) แน่นอนว่าผมหายใจสะดวกขึ้น แต่หนี้ผมจะหมดภายใน 36 เดือนและมีดอกเบี้ยถึง 51,500 บาทโดยประมาณ ดูเหมือนสูง แต่ถ้าผมเลือกแนวทาง a. แล้ว หากผมต้องการเงินกระทันหัน ผมก็มีแนวโน้มก่อหนี้อยู่ดี (ก็มันไม่มีเงินเหลือเก็บแต่ละเดือน) ผมเลือกการก่อหนี้แบบพอกำหนดอนาคตได้แต่แรกเลยดีกว่า ลดความวุ่นวาย (แต่ละเดือนที่หายใจสะดวกขึ้น ผมก็ต้องเรียนรู้เก็บออมพร้อมๆกับการชำระหนี้ด้วย)

3. หาสินเชื่อที่โปรโมชั่นดี ๆ ด้านดอกเบี้ย และผ่อนนานได้

ก่อนอื่น ขอให้ท่านลองสำรวจดูก่อนว่าท่านมีสินทรัพย์ใดที่พอจะทำให้ท่านลดภาระด้านดอกเบี้ยลงและผ่อนนานได้ ตามที่ผมแนะนำไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน” แต่ถ้ายังหาไม่ได้ จึงค่อยใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันตามที่จะกล่าวต่อไป

สำหรับโปรโมชั่นแบบนี้ต้องเช็คดี ๆ นะครับว่าได้อัตราดอกเบี้ยรวมที่ลดลงจริง ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกตบตาด้วยตัวเลขที่ดูดีแต่แอบบวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เข้าไป ซึ่งเป็นกับดักของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องระวังไว้

ณ เวลานั้น สินเชื่อที่โดนใจคือ CT Adv (เดาเอาเองนะครับ) โปรฯที่เขาให้คือ กู้ตั้งแต่ 100,000 จะเหลือดอกเบี้ยเพียง 25% และถ้ากู้ตั้งแต่ 125,000 บาทแล้วให้เขาออกเช็คเพื่อไปชำระหนี้บัตรเครดิตโดยตรงตั้งแต่ครึ่งของวงเงินที่ขอกู้ เขาจะลดดอกเบี้ยเหลือ 24% (แต่ถ้าจะปิดหนี้ตัวนี้ก่อน 2 ปี เขาจะคิดดอกเบี้ยย้อนหลังเป็น 28% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตทันที)

ก็จะเห็นว่าโปรนี้เข้าทางผม ดังนั้นผมจึงขอกู้ 125,000 บาท และให้เขาออกเช็คสำหรับสั่งจ่ายเจ้าของหนี้ (แบบเอายอดพอประมาณให้รวมกันเกินครึ่งก่อน (แล้วที่เหลือแบบเก็บตกค่อยมาถอนเป็นเงินสด ลดดอกแล้วยังลดภาระถือเงินสดไปจ่ายเอง)  เงินที่ได้มาจะถูกหักค่าธรรมเนียมตามจริงไม่มากนัก จะหายไปประมาณ 70 กว่าบาทเท่านั้น (ค่าธรรมเนียมเช็คเครดิตบูโรกับค่าธรรมเนียมอื่นๆ)


ออกเช็คปิดหนี้บัตรใบโพธิ์



ออกเช็คปิดสินเชื่อคุณอ้อน



รับเงินสดเข้าบัญชีในส่วนที่เหลือ สำหรับการเก็บตกหนี้


4. รีบดำเนินการเอาเช็คไปชำระหนี้ให้เร็วที่สุด อย่าลืมว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยจากเราทุกวัน และกว่าเช็คจะจบกระบวนการเคลียริ่ง ใช้เวลา 3 – 4 วันเลยทีเดียว (อ่านเรื่อง จ่ายหนี้บัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ ให้ดอกเบี้ยน้อยลง ตอนที่ 2 ครับ จะรู้ว่าเขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร)

5.ดำเนินเผาสะพานการก่อหนี้ซ้ำด้วยการยกเลิกบัตรแบบมีชั้นเชิง
ขั้นตอนนี้ป้องกันตกม้าตายตอนจบ ผมเอาบัตรกดเงินสดมาเจาะรูด้วยตุ๊ดตู่ทันที ท่านอย่าเพิ่งขำนะครับ ถ้าอ่านต่อแล้วท่านอาจจะไม่ขำก็ได้


เผาสะพานการก่อหนี้

เรื่องมีอยู่ว่า หลังเจาะบัตรแล้วผมก็โทรไป call center เพื่อแจ้งยกเลิก เชื่อมั้ยครับว่า เขามีข้อโต้แย้งให้เข้าทางเขาทุกข้อว่าทำไมเราไม่ควรยกเลิก รวมทั้งอ้างว่าถ้ามาสมัครใหม่อาจจะไม่ได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิม (อันนี้ผมไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผ่านมา สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็มีแต่ผ่อนปรนให้เป็นเราก่อหนี้ได้ง่ายขึ้นทั้งนั้น) กว่าเขาจะบอกผมว่ายกเลิกทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องไปสำนักงานสาขาเท่านั้น ผมก็โดน hard sale ไปหลายดอกเลยทีเดียว ถ้าใครอยากรู้หรืออยากสนุก ลองแกล้งโทรไปยกเลิกดูแล้วอัดเสียงไว้ เอามาแชร์กันฟังหน่อยก็ได้

ดังนั้น เมื่อไปสำนักงานของเขา ผมรีบยื่นบัตรที่เจาะรูแล้วให้เขาทันที เขารีบทำเรื่องยกเลิกให้เลยครับ ราวกับกลัวคนอื่นมาเห็นแล้วเกิดพฤติกรรมเลียนแบบยังไงยังงั้น

หลังจากเสร็จสิ้นการปิดหนี้บัตรต่าง ๆ ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ผมยกเลิกบัตรเครดิตบางรายการ แต่ยังเก็บบัตรเครดิตบางตัวไว้ฟันแต้มเป็นรายได้เสริม ครับ


สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วไปลองปรับตัวเลขกันดู เผื่อเป็นประโยชน์ครับ

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้บัตรเครดิตให้ได้กำไร (ตั้งแต่แบบขำๆจนถึงแบบตั้งใจรวย) ทำได้จริง

หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างว่า สามารถใช้การเป็นหนี้บัตรเครดิตสร้างรายได้หรือช่วยทำให้รวยได้ เช่น หนังสือกลุ่มพ่อรวยสอนลูกของ Robert T. Kiyosaki (โรเบิร์ต ที. คิโยซากิ) หลักการต่าง ๆ ที่กล่าวในนั้นมันก็คงพอเป็นจริงได้สำหรับบริบทสังคมและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในแดนดินของเขา และต้องเหมาะสำหรับคนที่มีวินัยทางการเงิน และต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเมืองไทยบ้านเรา ไม่เช่นนั้นเราก็จะอยู่ในวงเวียนการเป็นหนี้บัตรเครดิต

บ้านเรามักจะมีกฎเหล็กที่คอยกีดกันไม่ให้มนุษย์เงินเดือนได้มีโอกาสรวยขึ้น เช่น อยากจะซื้อทองแท่งเก็งกำไรแต่เขาก็ไม่ขายในวันหยุด พอจะขายคืนก็จะมีค่าธรรมเนียม ค่าเดินทาง ก็ไม่คุ้มอยู่ดี ครั้นอยากเล่นทองออนไลน์ ก็ต้องซื้อขั้นต่ำ 5 บาท แล้วจะเอาเงินมาจากไหน แม้แต่บัตรเครดิตก็ยังมีบางธนาคารขู่ว่า ให้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น ถ้าทราบว่าเอาไปทำกำไรต่อเมื่อไหร่จะระงับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทันที

บ่นมาเยอะ เข้าเรื่องซะที บทความนี้ผมจะขอแบ่งปันประสพการณ์ทั้งด้านที่เป็นกำไรและขาดทุนสำหรับการสร้างรายได้จากการเป็นหนี้บัตรเครดิต (วิธีการมีเยอะในเน็ต แต่ผมขอเล่าจากประสพการณ์ส่วนตัวของผมเอง)

การเตรียมการสำหรับสร้างกำไรจากหนี้บัตรเครดิต
  1. หาวิธีให้การใช้จ่ายวิ่งผ่านบัครเครดิตให้มากที่สุด (ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีปกติวิสัยอยู่แล้ว ไม่ใช่หาเรื่องใช้จ่ายนะครับ)
  2.  พิจารณาเลือกบัตรที่มีสิทธิประโยชน์ดังนี้
    1.  มีเงื่อนไขการยกเว้นค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน เช่น ใช้จ่ายครบเท่าไหร่หรือใช้กี่ครั้งใน 1 ปีจะได้รับการยกเว้นอัตโนมัติ (ไม่ใช่ต้องไปโทรขอทุกปีแล้วต้องลุ้นเอาจะได้หรือป่าว เสียเวลาชีวิต)
    2. ควรเลือกใช้บัตรที่สะสมแต้มได้ ยิ่งไม่กำหนดวันหมดอายุยิ่งดี ไม่ควรเลือกบัตรที่เป็น cash back ที่เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายสำหรับชำระหนี้ (ยกเว้นจะเปลี่ยนเป็นยอดเงินเข้าบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ เช่น SCB Family)
    3. เลือกบัตรเครดิตที่มีช่องทางชำระสะดวกและฟรี (ไม่ใช่เอะอะก็เคาเตอร์เซอร์วิซ) สำหรับเป็นช่องทางชำระเพิ่มเติม
  3. เปิดบัญชีเงินฝากแยกมาต่างหาสำหรับหักชำระหนี้บัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน (ทำหน้าที่เป็นบัญชีตะกร้าเงินพร้อมชำระหนี้คืนบัตรเครดิต โดยที่
    1. ไม่ต้องเปิดบัตรเอทีเอ็มให้เสียค่าธรรมเนียมรายปี เว้นแต่จะมีบริการที่ทำให้บัตรเครดิตทำหน้าที่เป็นบัตรเอทีเอ็มได้ด้วย และไม่เสียค่าบริการรายปีก็ควรใช้ (ส่วนใหญ่ก็มีกันทั้งนั้น ส่วนจะฟรีหรือป่าวก็ต้องถามเอา)
    2.  เลือกธนาคารที่หาตู้ฝากอัตโนมัติได้ง่ายและไม่มีค่าธรรมเนียมหักค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปก็ควรเลือกธนาคารเดียวกับเจ้าของบัตรเครดิต
    3. เลือกธนาคารที่มีช่องทางฝากผ่านตู้รับฝากอัตโนมัติ หาง่าย (เช่นขับรถผ่าน ใกล้ที่ทำงาน ฯลฯ)
  4. ถ้าจะใช้บัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกกับหน้าที่การงาน (ถ้ามี) ก็ควรสมัครบัตรเครดิตแยกมาอีก 1 บัตรต่างหาก อย่าเอาไปปนกับบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายส่วนตัว
  5. มีแผนการเงินชัดเจน ไม่แพ้กิเลสตัณหาของตนเอง

วิธีการสร้างกำไรแบบขำ ๆ
1. พยายามหาวิธีลืมรหัสกดเงินสด เช่น เอาไปเปลี่ยนเป็นรหัสที่จำยาก ๆ แล้วลืมมัน (เว้นแต่มันทำหน้าที่เป็นบัตรเอทีเอ็มด้วย ก็ชั่งใจดูว่าถ้าเราคุมตัวเองไม่ให้กดเงินมาใช้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องขอใช้บริการเอทีเอ็ม)

2.  หลังการรูดบัตร ต้องเอาเงินใส่บัญชีตระกร้าเงิน จะเอาซองใบแจ้งหนี้ที่ได้รับมาเป็นที่เก็บเงินรวมๆ กันไว้แล้วทยอยเอาไปฝากก็ได้ แต่ไม่ควรนานเกิน 5 วัน
หากทำได้ตามนี้ เงินที่อยู่ในบัญชีจะชำระหนี้ให้อัตโนมัติ มีแต้มสะสมให้แลกเป็นของใช้ ระหว่างที่เงินในบัญชีรอหักใช้หนี้บัตรเครดิตมันสร้างดอกเบี้ยให้บ้าง (แต่ไม่ต้องไปหวังก็ตรงนี้)

ตัวอย่าง 1 วิธีการสร้างกำไรแบบพองาม

อันนี้มันเป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ทำได้ไม่ยาก และต้องวางแผนมากขึ้น มาดูประสพการณ์แบบผมดู
ผมเป็น IT Support มีหน้าที่อย่างหนึ่งในที่ทำงานคือ งานจัดซื้อด้านคอมพิวเตอร์และพวกสิ่งสิ้นเปลืองที่เกี่ยวข้อง (เช่นหมึกสี อะไหล่) ก็มักจะเจอปัญหากับฝ่ายการเงินประจำว่า ต้องหาที่ได้ราคาดี มีระยะเครดิต บางทีทำเรื่องเบิกไปกว่าจะได้เงินก็ช้า (มันเป็นความภาคภูมิใจของฝ่ายการเงินว่า ถ้ารักษาเงินสดไว้ในมือให้ยาวที่สุดเท่าไหร่ยิ่งดี) สิ่งที่ผมทำเพิ่มในขั้นตอนเตรียมการคือ ดุว่ามีบัตรเครดิตใดที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% บ่อยๆ และมีบัตรสินเชื่อเงินสดพร้อมใช้ของเจ้าใหนที่มักมีโปรโมชั่นผ่อน 0% ผมก็สมัครไว้ทั้ง 2 แบบเลย และมีหลายใบด้วย
หลัง ๆ มาก็มีรูดค่าอื่นๆ ทุกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ก็จะมีผู้รับภาระให้พร้อมกับสร้างแต้มสะสมให้เรา เช่น

  •          ค่าโรงแรมสำหรับแขกของบริษัทบ้าง
  •          ไปจ่ายค่าโทรศัพท์ออฟฟิศ (ยกเว้น True ไม่รับบัตรเครดิตถ้าเป็นเบอร์ขององค์กร)
  •          ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์พวก internet phone เช่น skype
  •          ไปจ่ายค่ามือถือให้พรรคพวก (ถ้าศูนย์รับชำระอยู่ในเส้นทางผ่านของเราและเราต้องไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)


 ตัวอย่าง 2 วิธีการสร้างกำไรแบบขั้นสูง

ยิ่งต้องการกำไร ก็ต้องทำแบบขั้นเทพ คำนวณให้มากและรอบคอบ เมื่อต้องการวงเงินมากแต่เงินเดือนน้อยก็ต้องสมัครบัตรเครดิตหลายใบหน่อย โดยผมสมัครพร้อมกันหลาย ๆ ใบทีเดียวเลย (ผมแค่คิดไปเองว่า ถ้ามีรายงานการใช้จ่ายมากที่เครดิตบูโร อาจจะทำให้ธนาคารไม่พิจารณาการสมัครบัตรก็เป็นได้ แต่จะเท็จจริงอย่างไรผมก็ไม่ทราบ)

สำหรับขั้นเทพที่ขอเล่าก็เช่น
  1. เจ้าของบริษัททัวร์ ให้ลูกค้าโอนเงินจองเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นก็เจ้าของบริษัทก็เอาบัตรเครดิตตนเองรูดจ่ายกับเรื่องรูดบัตรในบริษัทตัวเอง ผลลัพธ์ได้ 2 เด้งคือ
    1. ตัวเองได้แต้ม เผลอๆก็มากจนแลกตั๋วเครื่องบินได้
    2. บริษัทมี transaction ของเครื่องรูดบัตรเพิ่ม มีโอกาสได้รับพิจารณาในการลดค่าธรรมเนียมการรูดลง (ร้านค้าที่รับบัตรเครดิตจะถูกหักค่าธรรมเนียมประมาณ 1.5 – 3% จากยอดที่รูด)
  2. ผมเองมีเพื่อนเปิดบริษัทส่วนตัวขนาดเล็ก บางครั้งเขาต้องรักษาเงินสดไว้ในมือให้มาก และเขาเองก็ถูกธนาคารปฏิเสธการสมัครใช้บัตรเครดิตเพราะทำกิจการส่วนตัวที่ statement อาจจะยังไม่สวยพอ เขาจะให้ผมช่วยรูดซื้อสินค้าทุนบางรายการ แล้วค่อยมาจ่ายคืน วิธีนี้ต้องระวังดังนี้
    1. ธุรกิจต้องมีลักษณะเงินหมุนแบบรวดเร็ว สินค้าต้องขายได้หมดภายใน 1 เดือนและต้องกำไรประมาณ 2 เท่าของต้นทุนสินค้า (อย่าลืมว่าเขาต้องจ่ายเงินเดือนลูกน้อง)
    2. เพื่อนต้องมีนิสัยรับผิดชอบจริง ๆ หรือรู้จักกันนานจนไว้ใจได้ และร่วมรับผิดชอบในค่าปรับ/ดอกเบี้ยที่อาจจะมี


กำไรที่ได้ตอนนี้
  • บัตร KTC ของผมมีแต้มสะสมร่วม 40,000 ภายใน 7 ปี (เอาไปแลกมื้ออร่อยกับครอบครัวที่ zizler ประมาณ 8,000 คะแนนแล้ว)
  • บัตร BBL มีแต้มสำหรับไปแลกเตาแม่เหล็กไฟฟ้า บัตรกินสุกี้ได้ทั้งครอบครัว บัตรเติมน้ำมัน และตอนนี้ยังเหลือแต้มประมาณ 20,000 (รีบใช้เพราะอายุแต้มมีแค่ 2 ปี) ในช่วง 7 ปี
  • บัตร HSBC ให้บัตรเติมน้ำมันตั้งแต่สมัครผ่าน จากนั้นก็แลกบัตรเติมน้ำมันอีกประมาณ 2,000 บาท บัตรกินสุกี้ได้ทั้งครอบครัว ในช่วง 5 ปี (รอดูว่า ถ้ารวมกับกรุงศรีแล้วก็ยังบริการแย่ ก็จะยกเลิก)
  • บัตร SCB Family ก็เพิ่มยอดเงินฝากบัญชีประมาณ 2,000 บาทในช่วง 3 ปี
  • ล่าสุดเพิ่งสมัครบัตร KBank แค่ 2 เดือน ตอนนี้แต้มทะลุหลัก 1000 แล้ว
  • บัตรแต่ละใบเพิ่มวงเงินให้ผมอัตโนมัติ อับเกรดให้ก็มี ก็ยิ่งมีวงเงินสำหรับทำกำไร
ลองคำนวณเล่นๆ จะเห็นว่า ในแต่ละบัตรมีค่าใช้จ่ายหลักแสนถึงล้าน ลำพังเงินเดือนเราหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ หลักการคือ เพียงแค่ให้เงินมันเดินผ่านเราเท่านั้น เราแทบไม่ได้จ่ายอะไร มันก็ได้กำไรเหมือนเราเก็บค่าผ่านทางยังไงยังงั้น
ลองรูปประกอบ (บางส่วน / รบกวนขยายภาพเอาเองนะครับ) 





ประสพการณ์เลวร้ายที่เจอ
  • บางครั้งการรูดซื้อของให้บริษัทที่ดูแล้วมีความเชื่อถือทางการเงิน แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่การเงินก็ทำตัวงี่เง่าเกิน เราต้องทำตัวเป็นคนทวงหนี้เพื่อให้ได้เงินมาจ่ายบัตรเครดิตให้ตรงเวลา ถ้าจ่ายเงินเราช้าจนเกิดดอกเบี้ยหรือค่าปรับ มันคุยกันยากทั้งในแง่บัญชีค่าใช้จ่ายและการร่วมรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่การเงิน
  • ลูกน้องเก่าคนหนึ่ง ขยันทำงาน สนิทสนมกัน ช่วยให้รูดค่าโน่นค่านี่ ก็จ่ายคืนครบถ้วน เราเลยให้บัตรเสริมไปใช้งานเองเสียเลย พอมีอำนาจเซ็นต์เองเท่านั้นแหละครับ คนเรามันเปลี่ยนไปจริง ๆ อุตส่าห์คุยกันเป็นหมั้นเหมาะแล้วว่า ห้ามจ่ายขั้นต่ำ (ดีนะที่ผมยืดรหัสกดเงินไว้แต่แรก) ประเดิมด้วยการไปรูดมือถือใหม่ หลัง ๆ มาก็จ่ายขั้นต่ำจนวงเงินเต็ม ผมเลยต้องลดวงเงินเขาลง หลัง ๆ หนักข้อ ค้างจ่ายติดต่อกัน 2-3 งวดจนบัตรหลักผมจะถูกระงับ ถูกผมต่อว่าจนเกือบเสียคนเสียความสัมพันธ์ ท้ายสุดผมก็ต้องยกเลิกบัตรเขาให้เขาทยอยจ่ายขั้นต่ำ ก็คงจะหมดภายในสินปี 55 นี้
  • ผมยกเลิกบัตร Citibank ด้วยความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเกินไปยามเราไม่มีเงินจ่าย บางทีจ่ายช้าแค่ 2 วันก็เจอค่าติดตามแล้ว แถมยังมีวิธีการยืดจำนวนวันให้คิดดอกเบี้ยได้มาก (ลองไปอ่านวิธีการเพิ่มเติมในหัวข้อ เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล) แม้ผมจะได้กำไรจากบัตรนี้ แม้จะโปรโมชั่นดีแค่ไหน ผมก็ขอเลิกคบโดยใช้บริการสินเชื่อบุคคลมาปิดบัตรทีเดียว (ตอนนี้ผ่อนหมดแล้ว เป็นช่วงค่าใช้จ่ายส่วนตัวสูงเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายปี 54)
ก็ลองเอาไปเป็นไอเดียประยุกต์ดูนะครับ บางคนอาจจะเห็นจุดโหว่วิธีการผม บางคนอาจจะพบช่องทางหากำไรนอกเหนือจากที่ผมได้แบ่งปันไว้ ก็เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันบ้างนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

จะเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือเป็นหนี้บัตรเครดิตดี

ที่จริงก็ไม่ดีทั้งคู่ครับถ้าส่งเสริมให้เราเป็นหนี้เพราะกิเลส ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตต่างก็เป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องการหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทางธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้เสีย อัตราดอกเบี้ยจึงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่มีบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ดังนั้น ถ้าเรามีความคิดสมัครใจเป็นหนี้สินเชื่อแบบนี้ จะด้วยไม่มีทรัพย์หรือว่าจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้จ่ายกับสิ่งที่เหนือความคาดหมาย การหันไปหาบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลมันก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง (หายืมเพื่อนก็ไม่ได้ ญาติก็เมิน จะออมจากเงินเดือนก็อีกนานอยู่) แต่ละแบบต่างก็มีจุดดีต่างกันไปตามภาวะการเงินของเรา

สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร
เป็นสินเชื่อที่กำหนดระยะเวลากู้แน่นอน อัตราดอกเบี้ยคงตัว และการชำระเงินรายเดือนเท่าๆกัน การกู้นี้อาจจะได้เป็นเงินสดหรือไม่ก็ได้ หรือเป็นสิ่งของที่เราจำเป็นต้องใช้โดยตรงก็ได้ เช่น การซื้อสินค้าด้วยบัตรผ่อนสินค้า อัตราดอกเบี้ยสูง (ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น)

บัตรเครดิตเป็นอย่างไร
บัตรเครดิตจะให้วงเงินใช้จ่ายผ่านบัตรพลาสติกที่แสดงว่าผู้ได้รับบัตรนี้เป็นผู้ที่ธนาคารให้ความเชื่อถือด้านฐานะทางการเงิน (ส่วนเบื้องหลังก็คงเป็นเหตุผลทางการตลาด) โดยจะกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่เราสามารถใช้ได้ ส่วนจะได้วงเงินมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของเรา รวมทั้งการจ่ายเงินคืนในแต่ละเดือนจ่ายเต็มหรือจ่ายเพียงขั้นต่ำ เหมือนเอาเงินใส่ตระกร้าไว้ให้เราหยิบไปใช้ จากนั้นก็หาเงินมาใส่คืน เหมือนเงินหมุนเวียนเข้าออกในตระกร้า บางคนก็ตระกร้าใหญ่ บางคนก็ตระกร้าเล็ก เมื่อจะเลิกใช้ก็หาเงินมาใส่ให้เต็มตระกร้าแล้วคืนธนาคารไป กรณีชำระคืนแต่ละงวดไม่ครบ จะต้องเสียดอกเบี้ยอัตราที่สูง แต่ต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลเล็กน้อย

เมื่อไหร่จะใช้สินเชื่อส่วนบุคคล
ถ้าเรากำลังเผชิญค่าใช้จ่ายที่เกินกำลังเพียงครั้งเดียวหรือนานๆครั้ง เช่น ต้องย้ายบ้านไปแดนไกล การยอมเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลจะได้เปรียบกว่าการเป็นหนี้บัตรบัตรเครดิต  (แม้ดูเหมือนอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าก็ตาม) เช่น เราจะกำหนดจำนวนเงินการชำระเงินรายเดือนและระยะเวลาชำระคืนเงินได้ จะทำให้เราเห็นอนาคตข้างหน้าได้ว่าเราจะหมดหนี้ตอนใหน ในขณะที่การชำระขั้นต่ำกับบัตรเครดิตนั้นอาจจะทำให้เราติดอยู่ในกับดักกลไกการชำระเงินขั้นต่ำที่อาจจะไม่สามารถจบหนี้ได้ง่ายมาก เหมือนการทิ้งเงินเพื่อซื้อเวลาเท่านั้น แต่ยังคงเป็นหนี้บัตรอยู่ (ผมจึงเห็นว่าถ้าคิดจะปิดหนี้บัตรเครดิตแล้วควรใช้สินเชื่อส่วนบุคคล) นอกจากนี้ หากต้องการเป็นเงินสดเฉพาะกิจ ถ้าเราวางแผนให้ดีเราจะพอทราบล่วงหน้าว่าต้องการใช้เงินสดเท่าไหร่ และทราบความสามารถผ่อนคืน ถ้าสามารถผ่อนจบในเวลาอันสั้นไม่เกิน 6 เดือน  การเอาเงินจากสินเชื่อส่วนบุคคลจะมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมถูกกว่าการกดเงินออกามจากบัตรเครดิต เพราะการกดเงินสดจากบัตรเครดิตจะมีค่าธรรมเนียมถึง 3% ของยอดที่กดออกมา ในขณะที่สินเชื่อเงินสดบางเจ้าไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ (การกดเงินสดจากบัตรเครดิต ควรทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจริง ๆ เช่น อยู่รหว่างเดินทางแต่ขาดเงิน ติดต่อให้ใครโอนให้ก็ไม่ทันการณ์แล้ว ประมาณนี้)

แล้วเมื่อไหร่จะใช้บัตรเครดิตได้
ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนไม่มาก หรือสามารถจ่ายได้ครบถ้วนในเวลาอันสั้นอยู่แล้ว (หรือจ่ายได้ในแต่ละเดือน) หรือมีแผนการใช้เงินที่ชัดเจนแล้ว บัตรเครดิตจะให้ประโยชน์แก่เราอย่างมาก หลายธนาคารมีโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน โปรโมชั่นผ่อนดอกเบี้ยต่ำ (แต่อย่าเชื่อเรื่องผ่อน 0% มาก เดี๋ยวนี้เป็นเกมทางการตลาดเสียมากกว่า อาจจะไม่ใช่ผ่อน 0% จริง) ดังนั้น นอกจากจะไม่เสียดอกเบี้ยแล้วเรายังจะได้แต้มสะสมสำหรับแลกของรางวัลอีกด้วย เช่น ถ้าแม่บ้านมีค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่การซื้ออาหารจากตลาดสด ก็ไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้ออาหารสดในซูปเปอร์มาร์เก็ต ที่สำคัญคือ ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายเกินตัวแล้วเราคิดว่าสามารถจ่านขั้นต่ำได้ นั่นคือเรากำลังติดกับดักการคิดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มจะจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรกดเงินสดด้วยซ้ำ (ดูวิธีคำนวณดอกเบี้ยของบัตรเครดิตใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล)