Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปิดหนี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปิดหนี้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

ผมมักจะพบคำค้น “บัตรเครดิต pantip” ในกูเกิล เมื่อตามไปอ่านก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งอยากรู้วิธีสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน ในทางกลับกันก็จะมีกคนอีกกลุ่มที่เผลอเป็นหนี้บัตรเครดิตจนผ่อนชำระไหวจนเสียสุขภาพจิต ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองที่เหมาะสมในการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต การจั่วหัวข้อบทความมาแบบนี้จึงไม่ได้แปลว่าบัตรเครดิตเป็นผู้ร้ายอะไร

การจัดการหนี้บัตรเครดิตให้อยู่
1. กู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้บัตรเครดิตแบบถูกวิธี
โดยทั่วไปมีคำแนะนำว่าให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มพร้อมกับการหยุดใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดทุกใบ แล้วค่อยๆ ปิดยอดไปทีละใบโดยปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน แล้วไล่ตามลำดับลงไป ดังนั้น ถ้าจ่ายขั้นต่ำไหวก็จ่ายไปก่อน

วิธีลดความวุ่นวายอีกวิธีคือ การกู้หนี้ใหม่มาปิดบัตรหนี้บัตรเครดิตใบเดิม วิธีนี้จะใช้ได้ดีเมื่อตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือแม้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ก็จะต้องได้ระยะการผ่อนที่ยาวขึ้น และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องทำให้สามารถยุติการจ่ายหนี้เดิมได้และหยุดสร้างหนี้ใหม่ได้ จะด้วยยกเลิกการใช้บัตรเครดิตหรือกลเม็ดใด ๆ ที่ทำให้หยุดใช้บัตรได้ ซึ่งผมเคยยกตัวอย่างไว้ใน “ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
สมัยนี้แม้ในในสมาร์ทโฟนก็ยังมีโปรแกรมตารางคำนวณให้ใช้งาน (โปรแกรมแบบ Excel) อย่าเอาแต่ใช้เล่นไลน์ (Line) กับ Facebook เอาอุปกรณ์ที่แสนแพงนี้มาใช้ให้คุ้มค่าครับ ลองบันทึกรายรับ (เงินเดือนหลังหักประกันสังคม ภาษี ณ ที่จ่ายและเงินจ่ายเข้ากองทุนเลี้ยงชีพแล้ว) เปรียบเทียบกับรายจ่ายทั้งเดือนดู มันจะทำให้เราเห็นชัดเลยว่าเราควรควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร เงินพอใช้มั้ย จะได้ลดการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นและควบคุมการใช้จ่ายในแต่ละวันของเราได้ดี

3. ประเมินความจำเป็นของการบริโภค
ทุกวันนี้เราจะเห็นแทบทุกคนก้มหน้าก้มตาเล่นสื่อสังคมออนไลน์ (social media) บนโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาขณะเดินทาง เช่น ขณะรอรถเมล์ ตอนอยู่ในรถไฟฟ้า หลัก ๆ เห็นจะเป็น Line กับ Facebook   (แต่ไม่ยักกะคุยกับคนนั่งข้าง ๆ) ผมไม่ได้ต่อต้านสิ่งเหล่านี้แต่คิดว่ามันมากเกินไปและมันก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งเหล่านี้ด้วย

มันมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นและเราจ่ายตามความเคยชิน (ภาษาฝรั่งเรียกว่า late factor เปรียบได้กับการที่ต้องกินกาแฟลาเต้ทุกเช้าก่อนเข้าทำงานของคนในประเทศทางตะวันตก) เช่น หลังกินข้าวเช้าต้องมีกาแฟสด ระหว่างมื้อกลางวันต้องกินน้ำอัดลม หลังข้าวเย็นต้องมีขนมหวาน หรือหลังเลิกงานต้องเดินไปเที่ยวในห้างแล้วก็อดใจช้อปปิ้งไม่ได้ ถ้าเราลดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ลดค่าใช้จ่ายได้ลงมากแหละครับ

4. ระวังการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวัน
ไอเดียนี้มาจากการฟังสัมมนาเกี่ยวกับการจัดการเงิน โดยวิทยากรให้ผู้รับการอบรมหยิบแบ็งค์ 20 ออกมาชู จากนั้นก็บอกให้ทุกคนฉีก ปรากฎว่าไม่มียอมฉีกซักคน แต่วิทยากรบอกว่าแท้จริงหลายคนฉีกทิ้งทุกวัน
ความหมายก็คือ เราจ่ายเงินซื้อของแต่เราใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด เช่น ซื้อผลไม้มากินระหว่างทำงานแต่เรากินไม่หมดแล้วเราก็ต้องโยนทิ้งไป กินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งแต่ก็กินไม่หมดมันก็ถูกทิ้งไป ท่านก็ลองคิดดูว่า ท่านทิ้งอะไรโดยเปล่าประโยชน์บ้างในแต่ละวัน

พฤติกรรมการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวันอีกอย่างที่เรามักคิดไม่ถึงก็คือโปรโมชั่นทางการตลาดที่ทำให้เราซื้อของมากเกินกว่าที่เราใช้จริง เช่น บริการอินเทอร์เน็ตที่มักมีโปรโมชั่นว่า จ่ายเพิ่มอีกนิดแต่ได้ความเร็วเพิ่มเท่าตัว แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ต้องการความเร็วมากขนาดนั้น เราเองก็มักทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่า เราจึงมีเวลาใช้งานไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่จ่ายไป

5. หาทางเพิ่มรายได้ด้วยตนเองอย่างคนมีกึ๋น
ในสังคมคนทำงานยุคใหม่สไตล์มนุษย์เงินเดือน เคยชินกับการมีเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากทุกเดือน มนุษย์เงินเดือนจึงมักใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนหรือไม่ก็ใช้เวลาว่าเพื่อความบันเทิงเริงใจมากกว่าจะมากังวลว่าจะมีเงินใช้หรือไม่ ดังนั้น พอมีหนี้บัตรเครดิต จึงมักแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากแหล่งใหม่มาชำระหนี้เดิม ในขณะเดียวกันนั้น เงินเดือนก็มักไม่ได้เพิ่มขึ้นมา ถ้าหากทำผิดวิธีมันก็จะเป็นการเพิ่มหนี้ ทำให้เกิดปัญหามีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้น หากต้องการมีรายได้เพิ่ม ก็คงไม่ใช่ไปขอเงินเดือนเพิ่ม แต่ต้องทำงานมากขึ้น เช่น ทำโอที (งานล่วงเวลา) หรือหาอาชีพเสริมที่ไม่มีข้อผูกพันต่อเนื่อง เช่น เป็นวิทยากรสอนคอมพิวเตอร์ จ้างสอนหนังสือให้กับเด็ก เขียนบทความตามเนื้อหาที่เราถนันลงบล็อกแล้วหาแบนเนอร์โฆษณามาแปะ เราก็จะมีเงินมาชำระหนี้มากขึ้น ๆ หรืออย่างน้อย ก็มีเงินสำหรัลใช้มากขึ้น

6. อย่ายึดติดกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์
ผมได้ไอเดียนี้ตอนเดินตลาดนัด เจอคนเอาหนังสือมาขายเล่มละ 5 -10 บาท จากราคาเดิมหลักร้อย สอบถามจึงได้ความว่าเขาชอบอ่าหนังสือ ที่เอามาขายนี่เขาอ่านหมดแล้วเลยเอามาขายทิ้ง ผมว่าแต่ละคนก็น่าจะมีของสะสมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หนังสือเก่า ๆ ที่อ่านแล้ว ผมว่าถ้าเอาของเหล่านี้มาขายได้เงินแล้ว นอกจากได้ตังค์แล้วยังลดภาระการเก็บรักษาดูแลอีกด้วย

บัตรเครดิตโดยตัวอันเองเป็นกลาง ส่วนจะเป็นคุณเป็นโทษมันจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ การใช้จ่ายแบบมีวินัยต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าใช้แบบตามใจอยากหรือเคลิ้มกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เมื่อไหร่มันจะสร้างปัญหาเมื่อนั้นทันที จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้เป็นหนี้กันมาก

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

จากบทความเรื่อง เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล บางท่านอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ มาดูภาคปฏิบัติจริงที่ผมเคยทำ มีทั้งแบบหาดอกเบี้ย 0% และแบบกู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว ขั้นตอนก็ง่าย ๆ ครับ


ลองเทคนิคหาเงินก้อนดอกเบี้ย 0% ก่อน
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับยอดหนี้ที่ไม่สูงเกินไปและมีกำลังผ่อนให้จบในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี (แล้วแต่โปรโมชั่น) และต้องเป็นคนหน้าหนา ไม่กลัวว่าใครจะล้อว่าเป็นหนี้ เทคนิคนี้ก็คือใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ให้เกิดประโยชน์ โดยไปหาดูว่า ใครจะซื้อสินค้าที่มีโปรโมชั่นนี้แต่มีกำลังทรัพย์พอที่จะชำระเต็มจำนวนทีเดียว โดยมูลค่าสินค้าต้องมากพอที่จะไปปิดหนี้บัตรได้ จากนั้นก็อาสาตัวไปไปซื้อสินค้าให้กับคนนั้น โดยอาจจะซื้อด้วยบัตรสินเชื่อหรือรูดซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นนี้ (คงไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นผ่อน 0%จริงหรือหลอก) เมื่อเราได้เงินสดจากคนนั้นแล้วก็เอาไปปิดหนี้ที่ต้องการเสีย จากนั้นก็ค่อยมาผ่อนหนี้ตัวใหม่ของเราต่อ ก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยแล้ว บุคคลที่ว่าก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานด้านจัดซื้อในบริษัท ญาติพี่น้องที่รวยหน่อย

กู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว

1. รวบรวมยอดหนี้คงเหลือหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมด และยอดผ่อนแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น
- บัตรใบโพธิ์ 46,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 4,600 บาท)
- บัตรเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
19,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- บัตรเจ้าแม่ชอปปิ้ง 20,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อเงินคุณอ้อน
21,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อตัวเลือกหนึ่ง 16,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,400 บาท)
รวมแล้วก็มีหนี้ค้างประมาณ 122,000 บาท ผ่อนเดือนละ 13,000 บาท

2. ประเมินกำลังทรัพย์
จากข้อ 1 จะเห็นว่า เงินจะหายไปกับการใช้หนี้เดือนละ 13,000 บาทแน่  ดังนั้น

a. ถ้าท่านจ่ายไหว แล้วยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้แบบพอประทังตัวเองได้ ไม่มีภาระอะไร แนะนำให้จ่ายตามนี้ และหนี้ท่านจะหมดภายใน 1 ปี และมีดอกเบี้ยประมาณ 12,000 บาทเท่านั้น

b. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะจ่ายขั้นต่ำสุดเท่าที่ต่ำได้ แน่นอนว่าท่านจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้น เพราะเงินขั้นต่ำจะน้อยลงตามเงินต้นที่ถูกชำระ หนี้ท่านจะหมดภายใน 30 เดือน และมีดอกเบี้ยประมาณ 18,000 บาทเและยังจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้นในแต่ละเดือน (ถ้ามีวินัยในการออม)

c. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะต้องการใช้บัตรเครดิต (จากวงเงินที่เพิ่มขึ้นหลังชำระขั้นต่ำแล้ว) ถ้าการใช้ที่ว่านี้ สามารถชำระเต็มได้แน่ ๆ แนะนำให้คุณสมัครบัตรใบใหม่ของธนาคารเดียวกัน (เป็นวงเงินรวม แต่แยกบัญชีบัตรมาต่างหาก) ถ้าชำระเต็มมันจะไม่ถูกนำไปคำนวณดอกเบี้ย เพราะการการคำนวณดอกเบี้ยมันมาจากการจ่ายขั้นต่ำมันอยู่ที่บัตรใบเดิม (บางธนาคารอาจจะแยกเป็นวงเงินใหม่ให้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร) หรืออาจะเปิดเป็นบัตรเสริมให้สามี/ภรรยาทำหน้าที่รูด (แต่ก็หาวิธีควบคุมการรูดให้ดี ๆ นะครับ)

d. ถ้าท่านจ่ายไม่ไหว สูงสุดที่จะจ่ายได้เท่าไหร่ ท่านต้องประเมินตนเอง สมมติสูงสุดที่พอจ่ายได้ประมาณ 5,000 บาท ซึ่งจ่ายแล้วยังมีเงินสำรองเหลือแต่ละเดือนบ้าง เผื่อลูกเจ็บป่วย พรรคพวกแต่งงาน ค่าใช้จ่ายกระทันหัน ก็ต้องหาวิธีปิดหนี้ โปรดดูข้อ 3 (ข้อนี้เป็นกรณีของผม) แน่นอนว่าผมหายใจสะดวกขึ้น แต่หนี้ผมจะหมดภายใน 36 เดือนและมีดอกเบี้ยถึง 51,500 บาทโดยประมาณ ดูเหมือนสูง แต่ถ้าผมเลือกแนวทาง a. แล้ว หากผมต้องการเงินกระทันหัน ผมก็มีแนวโน้มก่อหนี้อยู่ดี (ก็มันไม่มีเงินเหลือเก็บแต่ละเดือน) ผมเลือกการก่อหนี้แบบพอกำหนดอนาคตได้แต่แรกเลยดีกว่า ลดความวุ่นวาย (แต่ละเดือนที่หายใจสะดวกขึ้น ผมก็ต้องเรียนรู้เก็บออมพร้อมๆกับการชำระหนี้ด้วย)

3. หาสินเชื่อที่โปรโมชั่นดี ๆ ด้านดอกเบี้ย และผ่อนนานได้

ก่อนอื่น ขอให้ท่านลองสำรวจดูก่อนว่าท่านมีสินทรัพย์ใดที่พอจะทำให้ท่านลดภาระด้านดอกเบี้ยลงและผ่อนนานได้ ตามที่ผมแนะนำไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน” แต่ถ้ายังหาไม่ได้ จึงค่อยใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันตามที่จะกล่าวต่อไป

สำหรับโปรโมชั่นแบบนี้ต้องเช็คดี ๆ นะครับว่าได้อัตราดอกเบี้ยรวมที่ลดลงจริง ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกตบตาด้วยตัวเลขที่ดูดีแต่แอบบวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เข้าไป ซึ่งเป็นกับดักของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องระวังไว้

ณ เวลานั้น สินเชื่อที่โดนใจคือ CT Adv (เดาเอาเองนะครับ) โปรฯที่เขาให้คือ กู้ตั้งแต่ 100,000 จะเหลือดอกเบี้ยเพียง 25% และถ้ากู้ตั้งแต่ 125,000 บาทแล้วให้เขาออกเช็คเพื่อไปชำระหนี้บัตรเครดิตโดยตรงตั้งแต่ครึ่งของวงเงินที่ขอกู้ เขาจะลดดอกเบี้ยเหลือ 24% (แต่ถ้าจะปิดหนี้ตัวนี้ก่อน 2 ปี เขาจะคิดดอกเบี้ยย้อนหลังเป็น 28% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตทันที)

ก็จะเห็นว่าโปรนี้เข้าทางผม ดังนั้นผมจึงขอกู้ 125,000 บาท และให้เขาออกเช็คสำหรับสั่งจ่ายเจ้าของหนี้ (แบบเอายอดพอประมาณให้รวมกันเกินครึ่งก่อน (แล้วที่เหลือแบบเก็บตกค่อยมาถอนเป็นเงินสด ลดดอกแล้วยังลดภาระถือเงินสดไปจ่ายเอง)  เงินที่ได้มาจะถูกหักค่าธรรมเนียมตามจริงไม่มากนัก จะหายไปประมาณ 70 กว่าบาทเท่านั้น (ค่าธรรมเนียมเช็คเครดิตบูโรกับค่าธรรมเนียมอื่นๆ)


ออกเช็คปิดหนี้บัตรใบโพธิ์



ออกเช็คปิดสินเชื่อคุณอ้อน



รับเงินสดเข้าบัญชีในส่วนที่เหลือ สำหรับการเก็บตกหนี้


4. รีบดำเนินการเอาเช็คไปชำระหนี้ให้เร็วที่สุด อย่าลืมว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยจากเราทุกวัน และกว่าเช็คจะจบกระบวนการเคลียริ่ง ใช้เวลา 3 – 4 วันเลยทีเดียว (อ่านเรื่อง จ่ายหนี้บัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ ให้ดอกเบี้ยน้อยลง ตอนที่ 2 ครับ จะรู้ว่าเขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร)

5.ดำเนินเผาสะพานการก่อหนี้ซ้ำด้วยการยกเลิกบัตรแบบมีชั้นเชิง
ขั้นตอนนี้ป้องกันตกม้าตายตอนจบ ผมเอาบัตรกดเงินสดมาเจาะรูด้วยตุ๊ดตู่ทันที ท่านอย่าเพิ่งขำนะครับ ถ้าอ่านต่อแล้วท่านอาจจะไม่ขำก็ได้


เผาสะพานการก่อหนี้

เรื่องมีอยู่ว่า หลังเจาะบัตรแล้วผมก็โทรไป call center เพื่อแจ้งยกเลิก เชื่อมั้ยครับว่า เขามีข้อโต้แย้งให้เข้าทางเขาทุกข้อว่าทำไมเราไม่ควรยกเลิก รวมทั้งอ้างว่าถ้ามาสมัครใหม่อาจจะไม่ได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิม (อันนี้ผมไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผ่านมา สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็มีแต่ผ่อนปรนให้เป็นเราก่อหนี้ได้ง่ายขึ้นทั้งนั้น) กว่าเขาจะบอกผมว่ายกเลิกทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องไปสำนักงานสาขาเท่านั้น ผมก็โดน hard sale ไปหลายดอกเลยทีเดียว ถ้าใครอยากรู้หรืออยากสนุก ลองแกล้งโทรไปยกเลิกดูแล้วอัดเสียงไว้ เอามาแชร์กันฟังหน่อยก็ได้

ดังนั้น เมื่อไปสำนักงานของเขา ผมรีบยื่นบัตรที่เจาะรูแล้วให้เขาทันที เขารีบทำเรื่องยกเลิกให้เลยครับ ราวกับกลัวคนอื่นมาเห็นแล้วเกิดพฤติกรรมเลียนแบบยังไงยังงั้น

หลังจากเสร็จสิ้นการปิดหนี้บัตรต่าง ๆ ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ผมยกเลิกบัตรเครดิตบางรายการ แต่ยังเก็บบัตรเครดิตบางตัวไว้ฟันแต้มเป็นรายได้เสริม ครับ


สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วไปลองปรับตัวเลขกันดู เผื่อเป็นประโยชน์ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 3/3: ทำกันอย่างไร

หลังจากที่ท่านเข้าใจเรื่อง วันสรุปยอดบัญชีกับวันครบกำหนดชำระจากจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 1/3: วันปลอดดอกเบี้ยที่ไม่ปลอดดอกเบี้ยจริง และ เข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตเมื่อชำระขั้นต่ำใน จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 : ถ้าจ่ายขั้นต่ำล่ะ เขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร แล้ว ก็มาถึงการจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกเบี้ยลดลง (อีกนิด) ซะที (ถ้าท่านชำระเต็มอยู่แล้ว และไม่กดเงินสดเลย ท่านไม่จำเป็นต้องอ่านครับ)

ตัวอย่างการเพิ่มจำนวนวันสำหรับคำนวณดอกเบี้ย
ก่อนจะพูดถึงขั้นตอนภาคปฏิบัติ มาดูตัวอย่างที่ผมโดนมาแล้ว ธนาคารนี้ผมทำหักค่าใช้จ่ายบัญชี 100% ดังนั้น ไม่มีขั้นต่ำ  ปกติจะครบกำหนดชำระทุกวันที่ 8 - 9 ของแต่ละเดือน (ผมมีปัญหาการเงินเพราะผลจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 54 นึกว่าเอาอยู่) มาดูว่า ขั้นตอนการเพิ่มวันคำนวณดอกเบี้ยของธนาคารเป็นอย่างไร

ภาพที่ 1 ผมจ่ายเต็มมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มันไม่มีความหมายอะไรสำหรับธนาคาร เพราะเขาไม่ได้ดอกเบี้ย (แน่นอนเราเป็นลูกค้าชั้นดี) ผมเอาเงินเข้าบัญชีไม่ทัน ก็ยังจ่ายบริการเคาน์เตอร์นอกรอบ เต็มจำนวนตามยอด แต่ก็ช้ากว่ากำหนด (จากวันที่ 8 เป็นวันที่ 15 ดูตามกรอบแดง ล่างทั้งซ้าย - ขวาประกอบ)




ภาพที่ 2 เดือนต่อมา แม้เดือนที่แล้ว ผมจ่ายไปกว่า 72%  (ตามกรอบแดงล่างขวา) จากยอด 36,xxx (ดูภาพยอดหนี้ในภาพที่ 1 ประกอบ) แต่ธนาคารถือว่าผมต้องจ่ายเต็ม ถือว่ามียอดค้างชำระ เข้าข่ายจะติดบูโร และเตรียมระงับบัตร (Call center ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะถูกโปรแกรมสมองให้ตอบตาม script ที่มีไว้แบบนั้น) และพอธนาคารเห็นว่าไม่ครบ ก็ย้ายวันครบกำหนดชำระไปปลายเดือน แน่นอนว่ามันยืดวันคำนวณดอกเบี้ยตามที่ผมอธิบายไว้ ผมถามธนาคาร เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า (ที่จริงคือ หลอกให้ลูกค้าตายใจ คิดว่าได้กำไร 




ภาพที่ 3 เดือนต่อมา ผมประเมินแล้วว่า แม้ผมทุ่มสุดตัวก็ยังจ่ายเต็ม 100% ไม่ได้ และบัตรถูกระงับอยู่ดี ผมเลือกไม่จ่ายของเดือนที่ผ่านมา (ภาพล่างไม่มีรายการชำระเลย) ผมเก็บเงินไปจ่ายบัตรอื่นดีกว่า (อย่างไรก็ตามผมก็ปิดหนี้ได้ในเดือนต่อมา และยกเลิกทันที โดยภาพรวมก็ยังถือว่าได้กำไรจากบัตรนี้) 





หอมปากหอมคอแล้ว มาดูภาคปฏิบัติสำหรับจ่ายขั้นต่ำแบบลดดอกเลยครับ

ขั้นตอนแรกคือ เตรียมการ
  • ต้องทราบวันสรุปยอดของแต่ละบัตรเครดิตที่มี
  • ควรมีฟอร์มรับชำระที่มีบาร์โค้ดเก็บไว้ใช้ (ทุกงวด บาร์โค้ดจะเหมือนกันทุกประการ เว้นแต่ท่านขอหมายเลขบัตรใหม่เพราะบัตรใบเดิมหาย) ฟอร์มทุกอันมีประโยชน์ สามารถฝาก messenger ของบริษัทที่เราทำงานอยู่ไปชำระเงินได้ (ถ้าเขาจะไปอยู่ธนาคารนั้นๆ อยู่แล้ว และในฟอร์มมันก็มักไม่ระบุยอดหนี้ค้างชำระใด ๆ)
  • หาแหล่งรับชำระใกล้ตัว  เช่นตู้ ATM ตู้รับฝากเงิน (บางตู้รับชำระได้ด้วย) หรือบริการเคาน์เตอร์ตามร้านสะดวกซื้อ
  • แม้ไม่มีบาร์โค้ด ก็ชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือตู้ ATM ของธนาคารที่ออกบัตรเครดิตได้ (แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียมการรับชำระ)

ขั้นตอนสุดท้ายคือชำระกับรูดให้ถูกวัน
  • ชำระวันรุ่งขึ้นทันที หลังวันสรุปยอด เพราะหลังสรุปยอด เป็นวันที่มียอดค้างชำระขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ส่วนใบแจ้งหนี้จะมาถึงหรือยัง ไม่ต้องไปสนใจ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน  เพราะการรอจนถึงวันครบกำหนดคือการยอมให้ดอกเบี้ยงอกจากเงินค้างจ่าย (เว้นแต่เป็นพ่อค้า แล้วต้องเอาเงินไปหมุนก่อนแล้วได้เงินคืนตอนวันครบกำหนดชำระ)
  • ถ้าวันสรุปยอดตรงกับวันหยุด อาจจะรอสัก 2 – 3 วัน หรือโทรถาม call center เลยครับว่า มีการสรุปยอดบัญชีหรือยัง
  • ให้หยุดใช้บัตรโดยเด็ดขาด หรือถ้าต้องใช้ ให้เลื่อนการรูดออกไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้
  • เมื่อตั้งใจว่า จะหยุดการใช้บัตรเครดิตแน่ ๆ แต่ไม่สามารถชำระขั้นต่ำ 10% ได้ หรือชำระแล้วก็ยังต้องเอาไปรูดอีกเพราะค่าใช้จ่ายส่วนตัวไม่พอ ให้หาโปรโมชั่นและใช้เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล หลังปิดได้แล้ว ให้ยกเลิกบัตรเครดิตเจ้ากรรมนี้เสีย (ตั้งหลักได้เมื่อไหร่ ค่อยสมัครใหม่)
ง่ายเพียงเท่านี้ ก็จะทหให้ท่านจ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกเบี้ยน้อยลงได้  บางคนอาจจะเอาไปวางแผนแต่ง bank statement ให้ดูดีได้ด้วย เพราะถ้าจะไปทำเรื่องเงินกู้ (ที่จำเป็น) แล้ว ถ้าในบัญชีเงินฝากเราหายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก ๆ ของเดือน มันคงดูไม่ดีครับ

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 1/2)

ก่อนจะอ่านย่อหน้าต่อ ๆ ไป ขอบอกก่อนว่า ถ้าท่านไม่มีแผนการใช้จ่ายชัดเจน หรือยังมองไม่ออกว่า จะใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ได้กำไรแล้ว ให้หยุดไว้ที่ตรงนี้ครับ เลิกคิดเรื่องสมัครบัตรเครดิตไว้ก่อน นอกจากจะอ่านไว้เป็นข้อมูล


คำถามแนะนำที่มักพบตาม Google คือ “สมัครบัตรเครดิตที่ไหนดี pantip” แสดงถึงความนิยมในการค้นหาข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ตามเว็บบอร์ด

ผมลองค้นหาคำนี้ หรือแม้แต่ “บัตรเครดิต คุ้มสุด pantip”ใน Google เท่าที่ดูในเว็บบอร์ดแล้ว แต่ละคนก็มักจะบอกว่าของค่ายนั้นค่ายนี้ (ตามที่ตัวเองชอบ) ก็เลยอยากจะเสนอในมุมมองของผม เผื่อจะเป็นไอเดียสำหรับหลาย ๆ ท่าน จะได้ใช้บัตรเครดิตแบบคุ้มค่าเต็มๆ

หลักการง่าย ๆ ที่ผมใช้ประจำ (สมัครหลายบัตรบ่อย ยกเลิกอันที่ไม่ชอบ จนเกือบจะประจำ) คือ

1.       เลือกโปรโมชั่นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้จริง
a.       อย่าเพิ่งไปตื่นตากับสิ่งที่ดูหรูแต่เราไม่ได้ใช้ หรือใช้แล้วกลับเพิ่มภาระให้เรา ผมเคยยกตัวอย่างว่า ผมปฏิเสธเซลล์บัตรเอเม็กซ์ ไม่ใช่เพราะโปรโมชั่นมันไม่ดี แต่โปรฯที่เขามี ผมไม่มีโอกาศได้ใช้เลย  และยังต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมการชำระเงินผ่านบริการเคาน์เตอร์  (อ่านเพิ่มถ้าสนใจ)
b.      ประเมินดูว่า เราน่าจะใช้โปรฯอันไหนบ้าง และโปรฯที่บัตรเครดิตให้ มันยาวนานแค่ไหน เช่น ส่วนลดเติมน้ำมัน ส่วนลดชอปปิ้ง (เอาแบบที่เราซื้อของประจำอยู่แล้วนะครับ) เงินคืนเมื่อชอปปิ้งต่างประเทศหรือซื้อของผ่านเว็บต่างประเทศ (เงินคืน มันมาจากการค้ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคาร) ร้านอาหาร (เป็นหัวหน้างาน พาลูกน้องไปฉลองประจำ) การประกันภัยสำหรับการเดินทาง (คนที่ต้องเดินทางด้วยบริการขนส่งสาธารณะและเอาบัตรเครดิตซื้อตั๋วได้ เดี๋ยวนี้รถทัวร์หลายเจ้าก็รับบัตรเครดิตแล้ว)
c.       อย่าสนใจโปรฯพวกชิงรางวัลมาก มันไม่ได้ช่วยอะไรเรามาก
2.       วิธีการชำระคืน
a.       ความง่ายในการหาที่ชำระ บางบัตร (ที่ผมเคยถือ) ชำระได้เฉพาะที่บริการของธนาคารของเขาเท่านั้น บริการเคาน์เตอร์ตัวแทนก็เกือบไม่มี
b.      มีทางเลือกสำหรับชำระโดยไม่มีค่าธรรมเนียม อันนี้ต้องเลือกที่เหมาะกับการใช้งานจริงนะครับ บางธนาคารขนาดจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ตัวเองก็ยังมีค่ารรมเนียม แต่พอหักผ่านบัญชีของธนาคารอื่นๆกลับไม่มี
c.       ดูเงื่อนไขการชำระผ่านการหักบัญชีเงินฝากให้ดี บางธนาคาร เมื่อท่านแจ้งความจำนงค์ว่าให้หักชำระ 100% ตามใบแจ้งหนี้ ธนาคารจถือว่า ยอดชำระขั้นต่ำของท่านคือ 100% (ไม่ใช่ 10%) แม้ท่านจะชำระนอกรอบรวมกันแล้ว 99% ธนาคารก็ยังถือว่าท่านค้างชำระ (ว่ากันตามตัวอักษร และเจ้าหน้าที่ call center ก็จะถูกโปรแกรมมาให้รับรู้เท่านี้) และจะมีผลต่อข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร) ดูภาพตัวอย่างได้
d.      ควรมีโปรแกรมประเภทแบ่งจ่ายรายเดือน (ไม่จำเป็นต้องดอกเบี้ยพิเศษเสมอไป) อันนี้ควรมีสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะการใช้บริการแบ่งจ่าย จะทำให้แต่ละงวดบัญชีของเราเป็นการชำระเต็ม ไม่มีดอกเบี้ยสูงเหมือนการจ่ายขั้นต่ำ (ผมเคยยกตัวอย่างไว้ว่าทำไมดอกเบี้ยมันจึงดูสูง ๆ ทั้ง ๆ ที่มันแค่ 20% ต่อปี ในหัวข้อ เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล)  และยิ่งถ้าใช้บริการหักค่าใช้จ่าย 100% ผ่านบัญชีธนาคารแล้ว โปรแกรมนี้นับว่าต้องมี เพื่อป้องกันการมี black list เพราะผิดพลาดทางเทคนิค (ทางธนาคารถือว่าเป็นความรับผิดชอบของเราในการบริหารจัดการหนี้ของเราให้สอดคล้องกับนโยบายเครดิตบูโร / เขายืดตามตัวอักษร) มีภาพตัวอย่างให้ดูครับ
e.      ชำระแล้ว มีผลต่อการใช้วงเงินทันที บางธคารแปลกมาก ให้บริการตัดชำระผ่านบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ แต่จะมีผลต่อวงเงินก็หลังเที่ยงคืน (ทั้งๆที่เงินก็ดูดจากบัญชีเราไปแล้ว) แต่พอจ่ายผ่านหน้าตู้ ATM กลับมีผลต่อวงเงินคงเหลือทันที (ทั้งๆที่มันก็ธนาคารเดียวกัน)



อันนี้เป็นตัวอย่างการเตือนเรื่องเครดิตบูโร แม้ค้างเงินแค่หลักร้อย (ใช้บริการหักผ่านบัญชีเงินฝาก 100%)



การใช้บริการหักผ่านบัญชีเงินฝาก 100% จะถือว่าไม่มีขั้นต่ำ แม้จ่าย 99% แล้วก็ถือว่าค้างชำระ


3.       ตัวอย่างการเลือกบัตร
ที่จะกล่าวต่อไปนี้ แนะนำพอเป็นแนวครับ เพราะโปรโมชั่นต่าง ๆ อาจจะเปลี่ยนไปตามการทำตลาดบัตรเครดิตของแต่ละเจ้าไป ตัวอย่างการเลือก เช่น
a.       ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อย ลองดูว่าธนาคารไหนที่มีบัตรร่วมกับสายการบินบ้าง เช่น KBank กับ Air Asia หรือว่า KTC กับการบินไทย (KTC Royal Orchid) 
b.       ถ้าชอบเข้าห้างเซ็นทรัล ก็แน่นอนว่าควรถือบัตรเครดิตของเขาเลย เพราะจะได้ส่วนลดเมื่อเอาบัตรของเขารูดซื้อของในห้างของเขา
c.       ถ้าชอบเข้าพารากอน เดอะมอลล์ เอ็มโพเลี่ยม หรือห้างในเครือ ก็คงเป็น Citi M แน่ ๆ
d.       ถ้าชอบเข้าบิ็กซี ก็มีบัตรร่วม Citi ของบิ๊กซี และแน่นอนที่ไม่ลืมคือ ชอบเข้าโลตัส ก็ควรใช้บัตรของเขาไป ได้โปรโมชั่นเต็ม ๆ
e.       ถ้าไม่ได้ชอบห้างไหนเจาะจง ก็อาจจะดูโปรโมชั่นอื่น ๆ เช่น ชอบเงินคืน (cash back) ตอนนี้ของ SCB ก็น่าจะโอเคสุด พวกส่วนลดเติมน้ำมัน ก็จะมีบัตรกรุงศรี บัตรธนชาต บัตรสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ หรือประเภทเน้นที่กินที่เทียว เน้นผ่อน 0% ก็มักจะมีให้เลือกดูกันหลายเจ้า

เบื้องต้น ให้ดูตามนี้ก่อน สำหรับผู้ต้องการสิ่งที่ช่วยบริหารการใช้บัตรเครดิตให้ดีขึ้น ควรดูเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมใน สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 2/2) ครับ

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล

เทคนิคนี้ไม่ใช่การส่งเสริมให้เป็นหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มซ้ำซ้อนกับการเป็นหนี้บัตรเครดิตนะครับ หลายท่านอาจจะเคยอ่านจากเว็บอื่น เช่น ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ( มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ชมรมบัตรเครดิต) เขาจะไม่แนะวิธีนี้  และผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะมันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลเหมือนกัน
ที่ผมถึงแนะนำวิธีการนี้ เพราะหลายคนก็ติดหนี้บัตรเครดิตด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป วิธีนี้มันต่างจากการโอนหนี้จากบัตรเดิมมาบัตรใหม่ตรงใหน ลองอ่านดูนะครับ

หลักการของวิธีนี้
1. อัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอยู่ที่ 20% ก็จริง แต่เคยรู้มั้ยว่าเขาคำนวณอย่างไร และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมันมากกว่าสินเชื่อบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ย 28% แบบลดต้นลดดอกเสียอีก  เขาทำได้อย่างไร มาดูกัน
   a) สมมติเรารูด 10,000 บาท เมื่อใบแจ้งหนี้มาและเราเลือกจ่ายขั้นต่ำ  1,000 เขาจะคำนวณดอกเบี้ยจากจำนวนที่รูด ตั้งแต่วันที่รูด จนถึงวันครบกำหนดชำระ ดังนั้น ถ้าแบ็งค์ใหนมีระยะปลอดดอกเบี้ยยาวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีจำนวนวันสำหรับคำนวณดอกเบี้ยมากท่านั้น สมมตว่ายิ่งรูดตั้งแต่วันแรกของวดแล้ว จำนวนวันที่คำนวณจะ 45 วันขึ้นไป ดังนั้นดอกเบี้ยต่ำสุดคือ   10,000 x (0.20/365) x 45 = 246 (สามารถอ่านรายละเอียดการคำนวณจาก จ่ายบัตรขั้นต่ำให้ดอกน้อยลง (อีกนิด) ตอน 2/3 ได้ในบล็อกนี้)
   b) สินเชื่อบุคคล จะคำนวณทีละ 30 วันตามจำนวนเงินต้นคงค้าง (ยกเว้นงวดแรกกับงวดสุดท้ายเพราะมันนับจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ ขึ้นกับว่าเราไปติดต่อกู้ตอนไหน) สมมติเราขอกู้มา 10,000 บาท ดังนั้น เดือนแรกจะมีดอกเบี้ยที่ 30 วันเท่านั้น คือ 10,000 x (0.28/365) x 30 = 230
นี่คำนวณแค่ 10,000 บาทและเดือนเดียวนะครับ สมมติว่าเดือนถัดไปเราเอาบัตรไปรูดเพิ่ม ถ้าเรายังจ่ายขั้นต่ำอีก เงินที่จ่ายเขาจะเอาไปตัดดอกเบี้ยกับหนี้เก่าก่อน ดังนั้น ยอดที่รูดใหม่ ก็จะถูกคำนวณตั้งแต่วันรูดตามข้อ a)

2. กำหนดจำนวนเงินชำระหนี้สินเชื่อบุคคลแต่ละงวดจะต่ำการชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะบัตรเครดิตกำหนดชำระขั้นต่ำที่ 10% แต่สินเชื่อบุคคลกำหนดให้จำนวนงวดยาวขึ้นและจำนวนเงินต่องวดน้อยลงได้ ดูแล้ว เราอาจจะเสียดอกเบี้ยเท่าเดิมหรือมากกว่านิดหน่อย แต่มีข้อดีดังนี้
   a) สมมติเราไม่สามามารถชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ 10% ได้ ถ้าติดต่อกันตั้งแต่ 2 งวด ก็มีแนวโน้มจะติด Black list ของเครดิตบูโร แต่ถ้าเลือกสินเชื่อบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายต่องวดต่ำกว่า เราก็มีโอกาสรอดจาก Black list นี้มากขึ้น
   b) ถ้าค้างชำระหนี้บัตรเครดิตเกิน 2 งวด ต่อให้เราพยายามจ่ายให้มากที่สุด แต่ถ้า 2 งวดนั้นไม่ครบตามยอดชำระขั้นต่ำแล้ว บัตรเครดิตจะถูกระงับใช้ ปัญหาที่ตามมาคือช่วงถูกระงับทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะแจ้งยกเลิก มีวิธีเดียวคือต้องจ่ายจนครบ ในระหว่างที่มีการระงับนั้น ก็ยังถูกคำนวณดอกเบี้ยและค่าติดตามต่าง ๆ คงเดิมนะครับ แต่ถ้าค้างชำระสินเชื่อบุคคล จะไม่มีการระงับอะไร เพราะเขาแบ่งเป็นงวด ๆ ไปแล้ว (แต่แน่นอนว่ามีค่าปรับ)
   c) ลดความเครียดลงกับการถูกตามหนี้หรือรู้สึกถูกคุกคามชีวิตส่วนตัว

3. บางธนาคารมีโปรโมชั่นการโอนหนี้จากบัตรเดิมมาบัตรใหม่ กรณีนี้จะไม่ช่วยอะไร เพราะเรายังคงอยู่ในวังวนการคำนวณดอกเบี้ยตามวิธีการข้อ 1.

วิธีนี้เหมาะกับคนเป็นหนี้แบบใด
1. ตั้งใจหยุดใช้บัตรเครดิต (ดังนั้น ถ้าปิดยอดบัตรเครดิตแล้ว ให้ยกเลิกบัตรเครดิตเจ้ากรรมทันที ไม่งั้นมีหวังต้องไปพัวพันกับหนี้นอกระบบตามเสาไฟฟ้าแน่นอน)
2. มีวินัยในการจัดสรรเงินสำหรับชำระหนี้สินเชื่อบุคคลในแต่ละเดือน
3. ยังต้องพึงพาเงินจากธนาคารในอนาคต เช่น ต้องเช่าซื้อบ้าน รถยนต์ เป็นต้น การรักษาเครดิตไว้ถือว่าคุ้มค่า

ข้อแนะนำสำหรับการเลือกวิธีนี้
1. ให้เลือกจากธนาคารที่มีคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก การใช้บริการสินเชื่อบุคคลกับธนาคารที่เราเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ เมื่อไปขอคำปรึกษา เรามีแนวโน้มถูกชักจูงให้ใช้บัตรเครดิตตามเดิม เช่น การขยายวงเงินให้เพื่อให้เราเป็นหนี้เพิ่ม (เพราะธนาคารต้องการดอกเบี้ยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)
2. อย่าสนใจกับโปรโมชั่นใดๆที่มากหลอกล่อให้กู้เงินเพิ่มขึ้น ให้กู้มาเท่าที่จะใช้มาปิดหนี้บัตรเครดิตเท่านั้น
3. ไม่ควรสมัครสินเชื่อในลักษณะบัตรกดเงินสด เพราะเราจะเสียค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มเพิ่มอีกประมาณ 3%

สำหรับใครที่ยังงๆกับเทคนิคการปิดหนี้บัตรด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลนี้ ลองอ่านภาคปฏิบัติดูครับ