Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอนหนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอนหนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

จากบทความเรื่อง เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล บางท่านอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ มาดูภาคปฏิบัติจริงที่ผมเคยทำ มีทั้งแบบหาดอกเบี้ย 0% และแบบกู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว ขั้นตอนก็ง่าย ๆ ครับ


ลองเทคนิคหาเงินก้อนดอกเบี้ย 0% ก่อน
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับยอดหนี้ที่ไม่สูงเกินไปและมีกำลังผ่อนให้จบในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี (แล้วแต่โปรโมชั่น) และต้องเป็นคนหน้าหนา ไม่กลัวว่าใครจะล้อว่าเป็นหนี้ เทคนิคนี้ก็คือใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ให้เกิดประโยชน์ โดยไปหาดูว่า ใครจะซื้อสินค้าที่มีโปรโมชั่นนี้แต่มีกำลังทรัพย์พอที่จะชำระเต็มจำนวนทีเดียว โดยมูลค่าสินค้าต้องมากพอที่จะไปปิดหนี้บัตรได้ จากนั้นก็อาสาตัวไปไปซื้อสินค้าให้กับคนนั้น โดยอาจจะซื้อด้วยบัตรสินเชื่อหรือรูดซื้อด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นนี้ (คงไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นผ่อน 0%จริงหรือหลอก) เมื่อเราได้เงินสดจากคนนั้นแล้วก็เอาไปปิดหนี้ที่ต้องการเสีย จากนั้นก็ค่อยมาผ่อนหนี้ตัวใหม่ของเราต่อ ก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยแล้ว บุคคลที่ว่าก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานด้านจัดซื้อในบริษัท ญาติพี่น้องที่รวยหน่อย

กู้เงินที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำผ่อนยาว

1. รวบรวมยอดหนี้คงเหลือหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมด และยอดผ่อนแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น
- บัตรใบโพธิ์ 46,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 4,600 บาท)
- บัตรเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
19,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- บัตรเจ้าแม่ชอปปิ้ง 20,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อเงินคุณอ้อน
21,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,000 บาท)
- สินเชื่อตัวเลือกหนึ่ง 16,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 28% ผ่อนเดือนละ 2,400 บาท)
รวมแล้วก็มีหนี้ค้างประมาณ 122,000 บาท ผ่อนเดือนละ 13,000 บาท

2. ประเมินกำลังทรัพย์
จากข้อ 1 จะเห็นว่า เงินจะหายไปกับการใช้หนี้เดือนละ 13,000 บาทแน่  ดังนั้น

a. ถ้าท่านจ่ายไหว แล้วยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้แบบพอประทังตัวเองได้ ไม่มีภาระอะไร แนะนำให้จ่ายตามนี้ และหนี้ท่านจะหมดภายใน 1 ปี และมีดอกเบี้ยประมาณ 12,000 บาทเท่านั้น

b. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะจ่ายขั้นต่ำสุดเท่าที่ต่ำได้ แน่นอนว่าท่านจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้น เพราะเงินขั้นต่ำจะน้อยลงตามเงินต้นที่ถูกชำระ หนี้ท่านจะหมดภายใน 30 เดือน และมีดอกเบี้ยประมาณ 18,000 บาทเและยังจะมีเงินเหลือแต่ละเดือนมากขึ้นในแต่ละเดือน (ถ้ามีวินัยในการออม)

c. ถ้าท่านจ่ายไหว และจะต้องการใช้บัตรเครดิต (จากวงเงินที่เพิ่มขึ้นหลังชำระขั้นต่ำแล้ว) ถ้าการใช้ที่ว่านี้ สามารถชำระเต็มได้แน่ ๆ แนะนำให้คุณสมัครบัตรใบใหม่ของธนาคารเดียวกัน (เป็นวงเงินรวม แต่แยกบัญชีบัตรมาต่างหาก) ถ้าชำระเต็มมันจะไม่ถูกนำไปคำนวณดอกเบี้ย เพราะการการคำนวณดอกเบี้ยมันมาจากการจ่ายขั้นต่ำมันอยู่ที่บัตรใบเดิม (บางธนาคารอาจจะแยกเป็นวงเงินใหม่ให้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร) หรืออาจะเปิดเป็นบัตรเสริมให้สามี/ภรรยาทำหน้าที่รูด (แต่ก็หาวิธีควบคุมการรูดให้ดี ๆ นะครับ)

d. ถ้าท่านจ่ายไม่ไหว สูงสุดที่จะจ่ายได้เท่าไหร่ ท่านต้องประเมินตนเอง สมมติสูงสุดที่พอจ่ายได้ประมาณ 5,000 บาท ซึ่งจ่ายแล้วยังมีเงินสำรองเหลือแต่ละเดือนบ้าง เผื่อลูกเจ็บป่วย พรรคพวกแต่งงาน ค่าใช้จ่ายกระทันหัน ก็ต้องหาวิธีปิดหนี้ โปรดดูข้อ 3 (ข้อนี้เป็นกรณีของผม) แน่นอนว่าผมหายใจสะดวกขึ้น แต่หนี้ผมจะหมดภายใน 36 เดือนและมีดอกเบี้ยถึง 51,500 บาทโดยประมาณ ดูเหมือนสูง แต่ถ้าผมเลือกแนวทาง a. แล้ว หากผมต้องการเงินกระทันหัน ผมก็มีแนวโน้มก่อหนี้อยู่ดี (ก็มันไม่มีเงินเหลือเก็บแต่ละเดือน) ผมเลือกการก่อหนี้แบบพอกำหนดอนาคตได้แต่แรกเลยดีกว่า ลดความวุ่นวาย (แต่ละเดือนที่หายใจสะดวกขึ้น ผมก็ต้องเรียนรู้เก็บออมพร้อมๆกับการชำระหนี้ด้วย)

3. หาสินเชื่อที่โปรโมชั่นดี ๆ ด้านดอกเบี้ย และผ่อนนานได้

ก่อนอื่น ขอให้ท่านลองสำรวจดูก่อนว่าท่านมีสินทรัพย์ใดที่พอจะทำให้ท่านลดภาระด้านดอกเบี้ยลงและผ่อนนานได้ ตามที่ผมแนะนำไว้ใน “การกู้เงินปิดหนี้แบบยอดมนุษย์เงินเดือน” แต่ถ้ายังหาไม่ได้ จึงค่อยใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันตามที่จะกล่าวต่อไป

สำหรับโปรโมชั่นแบบนี้ต้องเช็คดี ๆ นะครับว่าได้อัตราดอกเบี้ยรวมที่ลดลงจริง ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกตบตาด้วยตัวเลขที่ดูดีแต่แอบบวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เข้าไป ซึ่งเป็นกับดักของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องระวังไว้

ณ เวลานั้น สินเชื่อที่โดนใจคือ CT Adv (เดาเอาเองนะครับ) โปรฯที่เขาให้คือ กู้ตั้งแต่ 100,000 จะเหลือดอกเบี้ยเพียง 25% และถ้ากู้ตั้งแต่ 125,000 บาทแล้วให้เขาออกเช็คเพื่อไปชำระหนี้บัตรเครดิตโดยตรงตั้งแต่ครึ่งของวงเงินที่ขอกู้ เขาจะลดดอกเบี้ยเหลือ 24% (แต่ถ้าจะปิดหนี้ตัวนี้ก่อน 2 ปี เขาจะคิดดอกเบี้ยย้อนหลังเป็น 28% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตทันที)

ก็จะเห็นว่าโปรนี้เข้าทางผม ดังนั้นผมจึงขอกู้ 125,000 บาท และให้เขาออกเช็คสำหรับสั่งจ่ายเจ้าของหนี้ (แบบเอายอดพอประมาณให้รวมกันเกินครึ่งก่อน (แล้วที่เหลือแบบเก็บตกค่อยมาถอนเป็นเงินสด ลดดอกแล้วยังลดภาระถือเงินสดไปจ่ายเอง)  เงินที่ได้มาจะถูกหักค่าธรรมเนียมตามจริงไม่มากนัก จะหายไปประมาณ 70 กว่าบาทเท่านั้น (ค่าธรรมเนียมเช็คเครดิตบูโรกับค่าธรรมเนียมอื่นๆ)


ออกเช็คปิดหนี้บัตรใบโพธิ์



ออกเช็คปิดสินเชื่อคุณอ้อน



รับเงินสดเข้าบัญชีในส่วนที่เหลือ สำหรับการเก็บตกหนี้


4. รีบดำเนินการเอาเช็คไปชำระหนี้ให้เร็วที่สุด อย่าลืมว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยจากเราทุกวัน และกว่าเช็คจะจบกระบวนการเคลียริ่ง ใช้เวลา 3 – 4 วันเลยทีเดียว (อ่านเรื่อง จ่ายหนี้บัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ ให้ดอกเบี้ยน้อยลง ตอนที่ 2 ครับ จะรู้ว่าเขาคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร)

5.ดำเนินเผาสะพานการก่อหนี้ซ้ำด้วยการยกเลิกบัตรแบบมีชั้นเชิง
ขั้นตอนนี้ป้องกันตกม้าตายตอนจบ ผมเอาบัตรกดเงินสดมาเจาะรูด้วยตุ๊ดตู่ทันที ท่านอย่าเพิ่งขำนะครับ ถ้าอ่านต่อแล้วท่านอาจจะไม่ขำก็ได้


เผาสะพานการก่อหนี้

เรื่องมีอยู่ว่า หลังเจาะบัตรแล้วผมก็โทรไป call center เพื่อแจ้งยกเลิก เชื่อมั้ยครับว่า เขามีข้อโต้แย้งให้เข้าทางเขาทุกข้อว่าทำไมเราไม่ควรยกเลิก รวมทั้งอ้างว่าถ้ามาสมัครใหม่อาจจะไม่ได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิม (อันนี้ผมไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผ่านมา สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็มีแต่ผ่อนปรนให้เป็นเราก่อหนี้ได้ง่ายขึ้นทั้งนั้น) กว่าเขาจะบอกผมว่ายกเลิกทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องไปสำนักงานสาขาเท่านั้น ผมก็โดน hard sale ไปหลายดอกเลยทีเดียว ถ้าใครอยากรู้หรืออยากสนุก ลองแกล้งโทรไปยกเลิกดูแล้วอัดเสียงไว้ เอามาแชร์กันฟังหน่อยก็ได้

ดังนั้น เมื่อไปสำนักงานของเขา ผมรีบยื่นบัตรที่เจาะรูแล้วให้เขาทันที เขารีบทำเรื่องยกเลิกให้เลยครับ ราวกับกลัวคนอื่นมาเห็นแล้วเกิดพฤติกรรมเลียนแบบยังไงยังงั้น

หลังจากเสร็จสิ้นการปิดหนี้บัตรต่าง ๆ ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ผมยกเลิกบัตรเครดิตบางรายการ แต่ยังเก็บบัตรเครดิตบางตัวไว้ฟันแต้มเป็นรายได้เสริม ครับ


สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลดไฟล์ Excel แล้วไปลองปรับตัวเลขกันดู เผื่อเป็นประโยชน์ครับ

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 1/3: "แนวทางลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภาคทฏษฎี"

จั่วหัวข้อเสียขนาดนี้ อย่างเพิ่งคิดว่าผมเป็นนายหน้าค้าแคมเป็ญเงินกู้นะครับ และผมก็ไม่ได้มาแนะนำการชักดาบนะครับ แค่อยากนำเสนอไอเดียสำหรับมนุษย์เงินเดือน เดินดิน กินข้าวแกง อยู่ในยุคที่ข้าวของแพงแซงหน้าเดือนแล้ว ถ้าจะพูดแบบไม่รักษาฟอร์มแล้วละก็ ผมว่าการก่อหนี้เพื่อความอยู่รอดบางครั้งคราว มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ส่งเสริมก่อหนี้ แต่อยากนำเสนอว่า ถ้าจะต้องเป็นหนี้แล้ว เราต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด และหาทางจ่ายดอกเบี้ยน้อยที่สุด และแบบถูกกฎหมายด้วย และไม่ต้องทำ haircut ให้เสียเครดิตแบบไม่จำเป็น

ข้อสังเกตเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้
ไอเดียเรื่องนี้มาจากการรับภาระจ่ายดอกเบี้ยของคน 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
1.                  ผู้ประกอบการ เมื่อกู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7% แต่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือโครงการน่าสนใจจริงๆ
2.                  แรงงานฝีมือชั้นสูง เป็นงานหนัก งานดี มีรายได้สูง ทำบัตรเครดิตได้แน่ๆ โดยจ่ายดอกเบี้ย 20% (แต่ภาคปฏิบัติธนาคารก็รีดดอกเบี้ยทุกเม็ดเท่าที่จะทำได้ ลองอ่านใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคลดู)
3.                  แรงงานฝีมือชั้นกลาง-ต่ำ ถ้าทำบัตรเครดิตไม่ได้ ก็ยังสามารถกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้ จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%

จะเห็นว่า ยิ่งฐานะทางการเงินต่ำ จะยิ่งถูกโขกดอกเบี้ยสูงขึ้น คนทั่วๆไปจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็เฉพาะตอนซื้อบ้าน ซื้อรถ เท่านั้น ที่จริงมันมีเหตุผลทางธุรกิจว่า ทำไมดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินมันโหด ลองไปหาในกูเกิลดูครับ

ดังนั้น ถ้าเราประเมินในหัวแล้วพบว่า ชีวิตนี้ยังไงก็ต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินเดือนอีกยาวไกล และหากมีเรื่องต้องใช้เงินด่วนทีไร เราก็พึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลแน่ ๆ (ตามโฆษณาที่ชักชวนให้ไปกู้เพื่อเห็นแก่ความกตัญญู) ทำไมเราไม่วางแผนรับมือสำหรับการเป็นหนี้แบบมีชั้นเชิงเสียแต่วันนี้ครับ (เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบเข้าใจ)

เพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินแบบมนุษย์เงินเดือน
แนวคิดหลักของผมคือ ในขณะที่เรายังเป็นมนุษย์เงินเดือน เราต้องเพิ่มความเชื่อถือทางการเงินของเราเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคล อย่างน้อยเราไม่ควรจ่ายเกิน 15% ตามที่กฎหมายกำหนด (เกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการสินเชิ่อส่วนบุคคลเรียกเก็บจากเรา) เพื่อความกระจ่างขึ้น กรุณาทำความเข้าใจใน  3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1.                  ความเชื่อถือทางการเงินที่สถาบันการเงินให้ความคำนับคือ ทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมค่าง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บดูแลมาก อันได้แก่ ที่ดิน บ้าน แต่ระดับคนทั่วไปแล้ว อาจจะยังไม่ต้องไปถึงขั้นนั้นครับ
2.                  อย่าคิดว่าในโลกนี้มีจะมีแต่ คุณอ้อน คุณซี่บาย หรือชอยซ์แรก เท่านั้นที่ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล (แถมไม่รับหลักทรัพย์อะไรเลย) ที่จริงมีสถาบันการเงินอื่นอีกที่เราจะไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยินดีรับเอาทรัพย์ในข้อ 1 ไปเป็นหลักประกันและให้ดอกเบี้ยต่ำ
3.                  หากเราอุตส่าห์หาทรัพย์ตามข้อ 1 ไปค้ำประกันแล้ว หากเรามีเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ก้เอาสินทรัพย์ไปขายทอดตลาดจนได้เงินครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ควรเอาเราไปอยู่ใน black list ของเครดิตบูโร

จาก 3 ข้อข้างต้น ลองคิดว่า จะมีทรัพย์ใดที่เราจะก่อกำเนิดขึ้นได้จริง เพื่อเป็นต้นทุนในการกู้เงินในยามจำเป็น แล้วมีแหล่งเงินกู้ใดยอมคิดดอกเบี้ยเราต่ำๆ บ้าง ๆ (นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่จ้างพริตตี้มาโฆษณาที่เราคุ้นเคย แล้วเขาก็โยนค่าใช้จ่ายมาให้เรา)


เมื่อคิดไว้แล้ว แนะนำให้อ่านตอนต่อไปดูครับ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ)

เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิง ตอน 2/3: แนวทางลดภาระดอกเบี้ยภาคปฏิบัติ

จากตอนที่แล้วที่ทิ้งท้ายให้คิดไว้ (เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน1/3) ให้ลองคิดดูว่าจะมีสินทรัพย์ใดที่เราสร้างได้ไม่ยากเกินไป และสถาบันการเงินใดที่ยอมรับทรัพย์นี้ และทำให้เรารับภาระดอกเบี้ยน้อยลง

หลักทรัพย์และแหล่งเงินที่รับหลักทรัพย์
เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มกัน

ทองคำ: สินทรัพย์สำหรับค้ำประกันสินเชื่อที่หาง่ายสุด เป็นได้มากที่สุดก็คือทองแท่งครับ เดี๋ยวนี้มีน้ำหนัก 1 บาทด้วย
โรงรับจำนำ: สถาบันการเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่รับหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยถูก และไม่ยุ่งกับเครดิตบูโร ก็คือ โรงรับจำนำ

พูดถึงโรงรับจำนำแล้ว อย่าไปมองว่าเป็นของคนชั้นล่างเลยครับ เพราะไม่ว่าเราจะเดินเข้าบูธของสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง มีคนมาคอยยืนไหว้ต้อนรับ พูดจาเพราะ ๆ ถือบัตรกดเงินสดที่ดูสวยงาม หรือเดินเข้าโรงรับจำนำแล้วแปะนิ้วโป้ง ผลลัพธ์ท้ายสุดก็เป็นหนี้แบบเดียวกัน แต่โรงรับจำนำเก็บดอกเบี้ยถูกกว่าเป็นเท่าตัว และไม่ต้องยุ่งกับเครดิตบูโรด้วย

แนวทางปฏิบัติ
มีใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการการได้สินเชื่อ
1.   หาทางเป็นเจ้าของทองแท่งน้ำหนัก 1 - บาทในปีที่ 1 ก่อน (ทองแท่งจะมีค่ากำเหน็จต่ำกว่าทองรูปพรรณ) ช่วงที่ทองมักราคาต่ำคือ เดือนมิถุนายน – สิงหาคม สำหรับการมีทองก้อนแรก เราอาจจะยังต้องพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารอยู่ (ยอมจ่ายดอกเบี้ย 28% สำหรับทองก้อนแรก)
2.   เมื่อต้องการใช้เงินก้อนประมาณ 25,000 เอาทองไปจำนำที่โรงรับจำนำ โดยทั่วไปดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่1.25% ต่อเดือน หรือปีละ 15% เท่านั้น
3.   สะสมเงินแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินที่เก็บสะสมไว้ไปไถ่ทองคืนมา เก็บทองไว้เป็นหลักทรัพย์สำหรับการกู้เงินยามจำเป็นครั้งต่อไป

ความแตกต่างระหว่างเงินกู้จากสินเชื่อส่วนบุคคลกับเงินจากโรงรับจำนำ
คราวนี้ลองเปรียบเทียบความแตกต่างของดอกเบี้ยดูระหว่างการเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อบุคคลจากธนาคารกับโรงรับจำนำดูครับ สมมติว่าเอาเงินมา 25,000 บาท ชำระคืน 12 งวด

ตาราง 1ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคาร (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้น
อัตราดอกเบี้ย
ยอดจ่ายคืนรวมอย่างน้อย
เงินต้นคงเหลือ
2.33%
             2,412.25
          25,000.00
1
           25,000.00
      1,829.75
        582.50
             2,412.25
          23,170.25
2
           23,170.25
      1,872.38
        539.87
             2,412.25
          21,297.87
3
           21,297.87
      1,916.01
        496.24
             2,412.25
          19,381.86
4
           19,381.86
      1,960.65
        451.60
             2,412.25
          17,421.20
5
           17,421.20
      2,006.34
        405.91
             2,412.25
          15,414.87
6
           15,414.87
      2,053.08
        359.17
             2,412.25
          13,361.78
7
           13,361.78
      2,100.92
        311.33
             2,412.25
          11,260.86
8
           11,260.86
      2,149.87
        262.38
             2,412.25
            9,110.99
9
             9,110.99
      2,199.96
        212.29
             2,412.25
            6,911.03
10
             6,911.03
      2,251.22
        161.03
             2,412.25
            4,659.81
11
             4,659.81
      2,303.68
        108.57
             2,412.25
            2,356.13
12
             2,356.13
      2,357.35
          54.90
             2,412.25
                  (1.22)
 รวม
    3,945.78
           31,359.25


ตาราง 2: ค่าใช้จ่าย 12 เดือนกรณีใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากโรงรับจำนำ (ลดต้นลดดอก)

งวดที่
เงินต้นคำนวณ
ชำระเงินต้นอย่างน้อย
อัตราดอกเบี้ย
รวมยอดจ่ายคืน
เงินต้นคงเหลือ
      2,083.50
1.25%
          25,000.00
1
              25,000.00
          2,083.50
       312.50
             2,396.00
          22,916.50
2
              22,916.50
         2,083.50
       286.46
             2,369.96
         20,833.00
3
              20,833.00
         2,083.50
       260.41
             2,343.91
         18,749.50
4
              18,749.50
         2,083.50
       234.37
             2,317.87
         16,666.00
5
              16,666.00
         2,083.50
       208.33
             2,291.83
         14,582.50
6
              14,582.50
         2,083.50
       182.28
             2,265.78
         12,499.00
7
              12,499.00
         2,083.50
       156.24
             2,239.74
         10,415.50
8
              10,415.50
         2,083.50
       130.19
             2,213.69
           8,332.00
9
                8,332.00
         2,083.50
       104.15
             2,187.65
           6,248.50
10
                6,248.50
         2,083.50
         78.11
             2,161.61
           4,165.00
11
                4,165.00
         2,083.50
         52.06
             2,135.56
           2,081.50
12
                2,081.50
         2,083.50
         26.02
             2,109.52
                (2.00)
รวม

    2,031.11
          27,033.11


จะเห็นว่ารายจ่ายต่อเดือนจะลดลง และแม้โรงรับจำนำจะไม่ลดต้นลดดอก ทั้งปีก็จะมีดอกเบี้ยทั้งหมดเพียง 25,00015% = 3,750 ก็ยังน้อยกว่าสินเชื่อบุคคลจากธนาคารเห็น ๆ

และคราวนี้ ลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเป็นหนี้กับบริการสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคาร กับการเป็นหนี้กับโรงรับจำนำดูครับ

ตาราง 3: เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเป็นหนี้กับธนาคารกับโรงรับจำนำ

ประเด็นเปรียบเทียบ
บริการสินเชื่อจากธนาคาร
บริการสินเชื่อจากโรงรับจำนำ
ดอกเบี้ย
28%
15%
ส่งข้อมูลเครดิตบูโร
ส่ง
ไม่ส่ง
การแสดงความน่าเชื่อถือ
เงินเดือน
ทรัพย์สิน
สภาพหนี้หลังค้างจ่าย
ยังคงเป็นลูกหนี้ / ติด black list บูโร
ยืดทรัพย์เราแล้วจบกัน (เว้นแต่ราคาทองมันตกฮวบอาบจนเราต้องชดใช้ส่วนต่าง)
ระบบจัดเก็บติดตามหนี้
ครบถ้วนสมบูรณ์
เราทำเองหมด

เห็นละยังครับว่า ถ้าอยากผ่อน iPhone บ่อยๆละก็ ครั้งแรกยอมตกเทรนก่อน ยอมไปผ่อนทองก่อน จะเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หรือใครจะเอาหลักนี้ไปประยุกต์ใช้กับการปิดหนี้บัตรเครดิตก็ยังได้เลยครับ (แนะนำอ่านแนวคิดใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล )


แต่ยังไม่จบครับ สิ่งสำคัญคือ โรงรับจำนำอาจจะไม่มีบริการส่งใบแจ้งหนี้ทุกเดือนแบบธนาคาร ถ้าเราขาดวินัยการเก็บสะสมเงิน เราก็ไปไม่ถึงฝั่งเหมือนกัน ยังมีเกร็ดสำคัญอีกนิดที่ช่วยทำหน้าที่ติดตามหนี้เราอัตโนมัติโดยเราไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เชิญติดตามตอนสุดท้าย เป็นหนี้อย่างมีชั้นเชิงตอน 3/3: ใช้ระบบธนาคารออนไลน์ทำตัวเป็นผู้ติดตามหนี้ตนเองโดยไม่ต้องเสียตังค์ ครับ (ตอนสุดท้ายแล้ว แข็งใจอ่านอีกนิดครับ)

สำหรับตารางคำนวณข้างบน ใครอยากลองเอาไปคำนวณเองหรือประยุกต์ให้กับการเงินของแต่ละคน ให้ดาวน์โหลดไฟล์ Excel
 นี้ไปลองใช้ดูครับ