Sponsor Link

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติดหนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติดหนี้บัตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

หนี้บัตรเครดิตไม่บาน

ผมมักจะพบคำค้น “บัตรเครดิต pantip” ในกูเกิล เมื่อตามไปอ่านก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งอยากรู้วิธีสมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้ผ่าน ในทางกลับกันก็จะมีกคนอีกกลุ่มที่เผลอเป็นหนี้บัตรเครดิตจนผ่อนชำระไหวจนเสียสุขภาพจิต ในที่นี้จะขอนำเสนอมุมมองที่เหมาะสมในการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต การจั่วหัวข้อบทความมาแบบนี้จึงไม่ได้แปลว่าบัตรเครดิตเป็นผู้ร้ายอะไร

การจัดการหนี้บัตรเครดิตให้อยู่
1. กู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้บัตรเครดิตแบบถูกวิธี
โดยทั่วไปมีคำแนะนำว่าให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มพร้อมกับการหยุดใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดทุกใบ แล้วค่อยๆ ปิดยอดไปทีละใบโดยปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน แล้วไล่ตามลำดับลงไป ดังนั้น ถ้าจ่ายขั้นต่ำไหวก็จ่ายไปก่อน

วิธีลดความวุ่นวายอีกวิธีคือ การกู้หนี้ใหม่มาปิดบัตรหนี้บัตรเครดิตใบเดิม วิธีนี้จะใช้ได้ดีเมื่อตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือแม้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ก็จะต้องได้ระยะการผ่อนที่ยาวขึ้น และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องทำให้สามารถยุติการจ่ายหนี้เดิมได้และหยุดสร้างหนี้ใหม่ได้ จะด้วยยกเลิกการใช้บัตรเครดิตหรือกลเม็ดใด ๆ ที่ทำให้หยุดใช้บัตรได้ ซึ่งผมเคยยกตัวอย่างไว้ใน “ประสบการณ์ปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
สมัยนี้แม้ในในสมาร์ทโฟนก็ยังมีโปรแกรมตารางคำนวณให้ใช้งาน (โปรแกรมแบบ Excel) อย่าเอาแต่ใช้เล่นไลน์ (Line) กับ Facebook เอาอุปกรณ์ที่แสนแพงนี้มาใช้ให้คุ้มค่าครับ ลองบันทึกรายรับ (เงินเดือนหลังหักประกันสังคม ภาษี ณ ที่จ่ายและเงินจ่ายเข้ากองทุนเลี้ยงชีพแล้ว) เปรียบเทียบกับรายจ่ายทั้งเดือนดู มันจะทำให้เราเห็นชัดเลยว่าเราควรควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร เงินพอใช้มั้ย จะได้ลดการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นและควบคุมการใช้จ่ายในแต่ละวันของเราได้ดี

3. ประเมินความจำเป็นของการบริโภค
ทุกวันนี้เราจะเห็นแทบทุกคนก้มหน้าก้มตาเล่นสื่อสังคมออนไลน์ (social media) บนโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาขณะเดินทาง เช่น ขณะรอรถเมล์ ตอนอยู่ในรถไฟฟ้า หลัก ๆ เห็นจะเป็น Line กับ Facebook   (แต่ไม่ยักกะคุยกับคนนั่งข้าง ๆ) ผมไม่ได้ต่อต้านสิ่งเหล่านี้แต่คิดว่ามันมากเกินไปและมันก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งเหล่านี้ด้วย

มันมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นและเราจ่ายตามความเคยชิน (ภาษาฝรั่งเรียกว่า late factor เปรียบได้กับการที่ต้องกินกาแฟลาเต้ทุกเช้าก่อนเข้าทำงานของคนในประเทศทางตะวันตก) เช่น หลังกินข้าวเช้าต้องมีกาแฟสด ระหว่างมื้อกลางวันต้องกินน้ำอัดลม หลังข้าวเย็นต้องมีขนมหวาน หรือหลังเลิกงานต้องเดินไปเที่ยวในห้างแล้วก็อดใจช้อปปิ้งไม่ได้ ถ้าเราลดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ลดค่าใช้จ่ายได้ลงมากแหละครับ

4. ระวังการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวัน
ไอเดียนี้มาจากการฟังสัมมนาเกี่ยวกับการจัดการเงิน โดยวิทยากรให้ผู้รับการอบรมหยิบแบ็งค์ 20 ออกมาชู จากนั้นก็บอกให้ทุกคนฉีก ปรากฎว่าไม่มียอมฉีกซักคน แต่วิทยากรบอกว่าแท้จริงหลายคนฉีกทิ้งทุกวัน
ความหมายก็คือ เราจ่ายเงินซื้อของแต่เราใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด เช่น ซื้อผลไม้มากินระหว่างทำงานแต่เรากินไม่หมดแล้วเราก็ต้องโยนทิ้งไป กินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งแต่ก็กินไม่หมดมันก็ถูกทิ้งไป ท่านก็ลองคิดดูว่า ท่านทิ้งอะไรโดยเปล่าประโยชน์บ้างในแต่ละวัน

พฤติกรรมการฉีกแบ็งค์ 20 ทิ้งทุกวันอีกอย่างที่เรามักคิดไม่ถึงก็คือโปรโมชั่นทางการตลาดที่ทำให้เราซื้อของมากเกินกว่าที่เราใช้จริง เช่น บริการอินเทอร์เน็ตที่มักมีโปรโมชั่นว่า จ่ายเพิ่มอีกนิดแต่ได้ความเร็วเพิ่มเท่าตัว แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ต้องการความเร็วมากขนาดนั้น เราเองก็มักทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่า เราจึงมีเวลาใช้งานไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่จ่ายไป

5. หาทางเพิ่มรายได้ด้วยตนเองอย่างคนมีกึ๋น
ในสังคมคนทำงานยุคใหม่สไตล์มนุษย์เงินเดือน เคยชินกับการมีเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากทุกเดือน มนุษย์เงินเดือนจึงมักใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนหรือไม่ก็ใช้เวลาว่าเพื่อความบันเทิงเริงใจมากกว่าจะมากังวลว่าจะมีเงินใช้หรือไม่ ดังนั้น พอมีหนี้บัตรเครดิต จึงมักแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากแหล่งใหม่มาชำระหนี้เดิม ในขณะเดียวกันนั้น เงินเดือนก็มักไม่ได้เพิ่มขึ้นมา ถ้าหากทำผิดวิธีมันก็จะเป็นการเพิ่มหนี้ ทำให้เกิดปัญหามีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้น หากต้องการมีรายได้เพิ่ม ก็คงไม่ใช่ไปขอเงินเดือนเพิ่ม แต่ต้องทำงานมากขึ้น เช่น ทำโอที (งานล่วงเวลา) หรือหาอาชีพเสริมที่ไม่มีข้อผูกพันต่อเนื่อง เช่น เป็นวิทยากรสอนคอมพิวเตอร์ จ้างสอนหนังสือให้กับเด็ก เขียนบทความตามเนื้อหาที่เราถนันลงบล็อกแล้วหาแบนเนอร์โฆษณามาแปะ เราก็จะมีเงินมาชำระหนี้มากขึ้น ๆ หรืออย่างน้อย ก็มีเงินสำหรัลใช้มากขึ้น

6. อย่ายึดติดกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์
ผมได้ไอเดียนี้ตอนเดินตลาดนัด เจอคนเอาหนังสือมาขายเล่มละ 5 -10 บาท จากราคาเดิมหลักร้อย สอบถามจึงได้ความว่าเขาชอบอ่าหนังสือ ที่เอามาขายนี่เขาอ่านหมดแล้วเลยเอามาขายทิ้ง ผมว่าแต่ละคนก็น่าจะมีของสะสมต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หนังสือเก่า ๆ ที่อ่านแล้ว ผมว่าถ้าเอาของเหล่านี้มาขายได้เงินแล้ว นอกจากได้ตังค์แล้วยังลดภาระการเก็บรักษาดูแลอีกด้วย

บัตรเครดิตโดยตัวอันเองเป็นกลาง ส่วนจะเป็นคุณเป็นโทษมันจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ การใช้จ่ายแบบมีวินัยต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าใช้แบบตามใจอยากหรือเคลิ้มกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เมื่อไหร่มันจะสร้างปัญหาเมื่อนั้นทันที จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้เป็นหนี้กันมาก

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สมัครบัตรเครดิต อันไหนดี (ตอน 2/2)


ตอนนี้ เป็นส่วนปลีกย่อยที่นับว่าสำคัญ สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารการใช้บัตรเครดิตให้ดีขึ้น
ต่อจากตอนที่แล้ว เริ่มเลยนะครับ

1.       มีเงื่อนไขการยกเว้นค่ารรมเนียมรายปีชัดเจน
a.       โดยทั่วไป มักจะยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมปีแรก
b.      ปีต่อไป จะมีเงื่อนไขต่างกันไปแต่ละธนาคาร เช่น ฟรีทุกปีโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย หรือใช้อย่างน้อยกี่ครั้งต่อปี หรือใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างน้อยกี่บาท
c.       ผมว่ามันสะดวกกว่าการที่แต่ละปีต้องโทรไปขอยกเว้น หรือขูว่าจะยกเลิกถ้าไม่ยกเว้น มันวุ่นวายชีวิต
2.       สมัครผ่านเว็บสะดวกดี เพียงเตรียมเอกสารไว้ หลังกรอกข้อมูลลงเว็บไม่กี่วัน จะมี messenger มารับเอกสารถึงที่
a.       เว็บไซต์ของธนาคารโดยตรง
b.      เว็บไซต์ตัวแทน (อาจจะมีโปรฯเพิ่มนอกเหนือที่ธนาคารให้ หรือให้คำแนะนำเพื่อมีโอกาสสมัครผ่านมากขึ้น) เลือกเอาที่เขาทำมานาน น่าเชื่อถือหน่อยละกันครับ
c.       ระวังการสมัครผ่านโทรศัพท์ของ sub contract ไม่ได้แปลว่าคนเข้ามาเป็นคนร้ายเสียหมด ประเด็นคือ เราเองก็ไม่รู้ว่าของจริงของปลอม จะหลอกเอาเอกสารเราไปแอบสมัครเอาสินเชื่อแล้วเชิดเงินเราหรือป่าวก็ไม่รู้ เป็นข่าวให้เห็นทั่วไป
d.       เตรียมเอกสารที่ขีดคาดสำเนา ลงชื่อทุกใบ และเตรียมไว้พอดีกับจำนวนบัตรที่จะสมัครเท่านั้น บางที sub contract ก็หวังได้คอมมิชชันจากยอดสมัครมาก ๆ ก็จะบอกให้เราเตรียมไว้เยอะ ๆ ไม่ต้องลงชื่อ อาสาจะเอาไปสมัครบัตรอื่นให้ วิธีนี้เปิดช่องให้ทุจริต ไม่ต่างจากเอาเอกสารเราไปแอบอ้างสมัครบัตรเครดิต แม้เราจะยกเลิกได้เมื่อไม่ใช้ แต่ถ้าถูกเอาไปใช้ก่อนล่ะ หรือถูกขโมยก่อนล่ะ งานเข้าแน่นอน (เป็นการป้องกันกลโกงที่มาจากบัตรเครดิต)
3.       ดูว่าบริการอื่นๆที่ฟรีที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารการเงิน
a.       บริการ internet banking บริการนี้จะช่วยให้เราเห็นรายการใช้จ่ายผ่านบัตรของเราโดยไม่ต้องรอใบแจ้งหนี้ นอกจากนั้น เอาไว้ทำรายการชำระบัตรเครดิตได้ด้วย
b.      บริการผูกบัญชเงินฝาก ใช้บริการ ATM บัตรเครดิตบางธนาคาร สามารถเอาบัตรเดียวกันมาทำหน้าที่เป็นบัตร ATM ได้ด้วย แต่เดิมนั้นจะไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม ภายหลังมาก้เริ่มทยอยเก็บค่าธรรมเนียมกัน  ข้อดีคือ ไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียม ATM รายปี หรือจ่ายค่าทำบัตร Debit ซ้ำ ไม่ต้องพกบัตรเพิ่ม แต่มีข้อเสียคือ ถ้าบัตรหาย เราจะไม่มี ATM ไว้กดเงิน แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่วัตถุประสงค์การใช้งาน ธนาคารที่ให้บริการลักษณะนี้มี 

  •      ธนาคารกรุงเทพ 
  •      ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ผูกกับบัตรกรุงศรีเฟิร์สชอยซ์เท่านั้น) 
  •      ธนาคารไทยพานิชย์ (มีค่าธรรมเนียม 200 บาท / ปี) 
  •      ธนาคารกสิกรไทย (มีค่าธรรมเนียม 200 บาท / ปี)
c.       บริการหักค่าสาธารณูปโภคอัตโนมัติ อันนี้ส่วนใหญ่มีหมด บางท่านอาจจะเคยได้ยินว่าไม่ควร เพราะจะทำให้เราไม่มีโอกาสดูค่าใช้จ่ายส่วนนี้มันมากผิดปกติหรือเปล่า แต่ผมว่า ถ้ามันต้องใช้ และต้องจ่าย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ การให้ตัดผ่านบัญชีบัตรเครดิต ก็สะดวกกว่า ไม่มีค่าธรรมเนียมด้วย ส่วนค่าโทรศัพท์มือถือ แนะนำว่าไม่ต้องทำตัดอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต เพราะเป็นสิ่งที่เรามักใช้จนเพลิน เกินค่าใช้จ่ายจริง และผู้ให้บริการมือถือส่วนใหญ่ก็มีเว็บไซต์ให้บริการชำระผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยบัตรเครดิตอยู่แล้ว

ลักษณะการให้บริการบัตรแต่ละราย (เท่าที่เคยมีประสบการณ์การถือครอง) ผมถือมาหลายบัตรแล้ว บางบัตรยังไม่เคยถือครับ บางบัตรผมก็ยกเลิกไปแล้ว 


1. บัตรใบบัว: ให้วงเงินต่ำ สมัครผ่านยาก (ที่สมัครผ่านเพราะอาศัยเส้นรองผู้จัดการสาขา) ขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวก็ได้ไม่เยอะแถมยังมีเงื่อนไขอีกว่าจะต้องซื้อสินค้า/บริการที่จำเป็นจริง ๆ เช่นจ่ายค่าหมอ ไม่ต้องหวังว่าชาตินี้เขาจะปรับวงเงินให้เอง โปรโมชั่นก็ไม่ค่อยเด่น คะแนนสะสมมีอายุแค่ 2 ปี เพราะเขาไม่เน้นลูกค้ารายย่อย แต่มันทำให้เกิดข้อดีบางด้านคือ ไม่มีการโทรมาให้สมัครประกันอะไร จ่ายช้าก็มีแต่ดอกเบี้ยจ่ายช้า (ไม่มีค่าติดตามทวงหนี้แบบโหดๆ) ถ้าใช้เกิน 5,000 บาท/ ปี ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม 

2. บัตร KTZ บัตรนี้ผมว่าใจดีสุด ขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวง่าย ทำเรื่องแบ่งจ่ายรายเดือนก็ง่าย (เงื่อนไขน้อย) จ่ายช้ากว่ากำนดไป 6 วันก็ไม่โดนดอกเบี้ย ไม่โดนค่าติดตาม (แต่ถ้าเกินจากนั้น โดนทันที 250 บาทและค่าอื่นๆ อีกนิดหน่อย)  พิจารณาปรับวงเงินให้ไม่บ่อย (ตั้งแต่ใช้มา ปรับให้ทีเดียว 4 เท่าของเงินเดือน จากนั้นก็ไม่ปรับอีกเลย) ที่ชอบคือ ค่าธรรมเนียมรายปีฟรีตลอดชีพและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ

3. บัตรธนาคารเมือง อันนี้โปรโมชั่นต่าง ๆ ดี แต่ทุกอย่างเป๊ะๆตามสไตล์ชาติเมกา จ่ายช้าแค่ 2 วัน มีค่าติดตามทันที และอย่าเผลอจ่ายขั้นต่ำนะ เขาจะมีวิธีคำนวณดอกเบี้ยให้มันมาก ๆ โดยเพิ่มระยะเวลากำหนดชำระเพื่อเพิ่มจำนวนวันคำนวณดอกเบี้ย (อ่านเรื่อง แนวทางการจ่ายขั้นต่ำให้ดอกเบี้ยน้อยลงทั้ง 3 ตอน แล้วจะเข้าใจ) ขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวได้ปีละแค่ 2 ครั้ง

4. บัตรเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ตอนนี้โอนมาธนาคารกรุงเก่าแล้ว ก็ตามสไตล์ใหม่ ตอนยังไม่ย้ายมานี้ต้องขอติเรื่อง Call Center เพราะติดต่อยากมากกว่าจะเจอเจ้าหน้าที่

5. ธนาคารใบโพธิ์ บัตรนี้พิจารณาเพิ่มวงเงินให้ทุกปี (ตามวันที่ครบรอบการถือ) มีโปรแกรมแบ่งจ่ายตามที่จัดรายการกับร้านค้าเท่านั้น ขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวได้ปีละแค่ 2 ครั้ง  บัตรของเอาไปผูกบัญชีออมทรัพย์ทำเป็นบัตร ATM ได้ แต่มีค่าธรรมเนียม (เคยฟรี)

6. บัตรกรุงเก่า บัตรนี้ให้วงเงินน้อยพอ ๆ กับบัตรใบบัว จ่ายช้าได้ไม่เกิน 3 วัน เกินจากนั้นโดนค่าติดตามทันที โปรโมชั่นดีใช้ได้ (แต่ไม่เข้ากับสไตล์ชีวิตผมเลย) แต่ที่ชอบคือ ได้เงินคืนสำหรับเติมน้ำมัน

7. บัตรชาวไร่ชาวนาไทย บัตรนี้ให้วงเงินค่อนข้างสูง (ตอนสมัครผมมีฐานเงินเดือนไม่ถึงบัตรทองด้วยซ้ำ แต่ได้บัตรทองมา และวงเงินก็แบบบัตรทองด้วย) แต่อย่าจ่ายช้านะ แค่ 2 วันก็โดนเก็บค่าติดตามแล้ว แต่บัตรนี้จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมเลยตั้งแต่การใช้งานในปีที่ 5 เป็นต้นไป ส่วนช่วงปีที่ 2 – 4 นั้น จะไม่มีค่าธรรมเนียมถ้ารูดใช้ปีละอย่างน้อย 12 ครั้ง


จะเห็นว่า ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านนั้น การหาข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางเลือกว่าจะสมัครบัตรเครดิต อันไหนดี ตามตอน 1/2 และตอนนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบัตรเครดิตที่ถูกใจได้อย่างดีพอสมควร อย่างไรก็ดี อย่าเป็นหนี้หัวโตนะครับ 

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

จะเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือเป็นหนี้บัตรเครดิตดี

ที่จริงก็ไม่ดีทั้งคู่ครับถ้าส่งเสริมให้เราเป็นหนี้เพราะกิเลส ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตต่างก็เป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องการหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทางธนาคารถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้เสีย อัตราดอกเบี้ยจึงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่มีบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ดังนั้น ถ้าเรามีความคิดสมัครใจเป็นหนี้สินเชื่อแบบนี้ จะด้วยไม่มีทรัพย์หรือว่าจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้จ่ายกับสิ่งที่เหนือความคาดหมาย การหันไปหาบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลมันก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง (หายืมเพื่อนก็ไม่ได้ ญาติก็เมิน จะออมจากเงินเดือนก็อีกนานอยู่) แต่ละแบบต่างก็มีจุดดีต่างกันไปตามภาวะการเงินของเรา

สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร
เป็นสินเชื่อที่กำหนดระยะเวลากู้แน่นอน อัตราดอกเบี้ยคงตัว และการชำระเงินรายเดือนเท่าๆกัน การกู้นี้อาจจะได้เป็นเงินสดหรือไม่ก็ได้ หรือเป็นสิ่งของที่เราจำเป็นต้องใช้โดยตรงก็ได้ เช่น การซื้อสินค้าด้วยบัตรผ่อนสินค้า อัตราดอกเบี้ยสูง (ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น)

บัตรเครดิตเป็นอย่างไร
บัตรเครดิตจะให้วงเงินใช้จ่ายผ่านบัตรพลาสติกที่แสดงว่าผู้ได้รับบัตรนี้เป็นผู้ที่ธนาคารให้ความเชื่อถือด้านฐานะทางการเงิน (ส่วนเบื้องหลังก็คงเป็นเหตุผลทางการตลาด) โดยจะกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่เราสามารถใช้ได้ ส่วนจะได้วงเงินมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของเรา รวมทั้งการจ่ายเงินคืนในแต่ละเดือนจ่ายเต็มหรือจ่ายเพียงขั้นต่ำ เหมือนเอาเงินใส่ตระกร้าไว้ให้เราหยิบไปใช้ จากนั้นก็หาเงินมาใส่คืน เหมือนเงินหมุนเวียนเข้าออกในตระกร้า บางคนก็ตระกร้าใหญ่ บางคนก็ตระกร้าเล็ก เมื่อจะเลิกใช้ก็หาเงินมาใส่ให้เต็มตระกร้าแล้วคืนธนาคารไป กรณีชำระคืนแต่ละงวดไม่ครบ จะต้องเสียดอกเบี้ยอัตราที่สูง แต่ต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลเล็กน้อย

เมื่อไหร่จะใช้สินเชื่อส่วนบุคคล
ถ้าเรากำลังเผชิญค่าใช้จ่ายที่เกินกำลังเพียงครั้งเดียวหรือนานๆครั้ง เช่น ต้องย้ายบ้านไปแดนไกล การยอมเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลจะได้เปรียบกว่าการเป็นหนี้บัตรบัตรเครดิต  (แม้ดูเหมือนอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าก็ตาม) เช่น เราจะกำหนดจำนวนเงินการชำระเงินรายเดือนและระยะเวลาชำระคืนเงินได้ จะทำให้เราเห็นอนาคตข้างหน้าได้ว่าเราจะหมดหนี้ตอนใหน ในขณะที่การชำระขั้นต่ำกับบัตรเครดิตนั้นอาจจะทำให้เราติดอยู่ในกับดักกลไกการชำระเงินขั้นต่ำที่อาจจะไม่สามารถจบหนี้ได้ง่ายมาก เหมือนการทิ้งเงินเพื่อซื้อเวลาเท่านั้น แต่ยังคงเป็นหนี้บัตรอยู่ (ผมจึงเห็นว่าถ้าคิดจะปิดหนี้บัตรเครดิตแล้วควรใช้สินเชื่อส่วนบุคคล) นอกจากนี้ หากต้องการเป็นเงินสดเฉพาะกิจ ถ้าเราวางแผนให้ดีเราจะพอทราบล่วงหน้าว่าต้องการใช้เงินสดเท่าไหร่ และทราบความสามารถผ่อนคืน ถ้าสามารถผ่อนจบในเวลาอันสั้นไม่เกิน 6 เดือน  การเอาเงินจากสินเชื่อส่วนบุคคลจะมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมถูกกว่าการกดเงินออกามจากบัตรเครดิต เพราะการกดเงินสดจากบัตรเครดิตจะมีค่าธรรมเนียมถึง 3% ของยอดที่กดออกมา ในขณะที่สินเชื่อเงินสดบางเจ้าไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ (การกดเงินสดจากบัตรเครดิต ควรทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจริง ๆ เช่น อยู่รหว่างเดินทางแต่ขาดเงิน ติดต่อให้ใครโอนให้ก็ไม่ทันการณ์แล้ว ประมาณนี้)

แล้วเมื่อไหร่จะใช้บัตรเครดิตได้
ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนไม่มาก หรือสามารถจ่ายได้ครบถ้วนในเวลาอันสั้นอยู่แล้ว (หรือจ่ายได้ในแต่ละเดือน) หรือมีแผนการใช้เงินที่ชัดเจนแล้ว บัตรเครดิตจะให้ประโยชน์แก่เราอย่างมาก หลายธนาคารมีโปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือน โปรโมชั่นผ่อนดอกเบี้ยต่ำ (แต่อย่าเชื่อเรื่องผ่อน 0% มาก เดี๋ยวนี้เป็นเกมทางการตลาดเสียมากกว่า อาจจะไม่ใช่ผ่อน 0% จริง) ดังนั้น นอกจากจะไม่เสียดอกเบี้ยแล้วเรายังจะได้แต้มสะสมสำหรับแลกของรางวัลอีกด้วย เช่น ถ้าแม่บ้านมีค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่การซื้ออาหารจากตลาดสด ก็ไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้ออาหารสดในซูปเปอร์มาร์เก็ต ที่สำคัญคือ ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายเกินตัวแล้วเราคิดว่าสามารถจ่านขั้นต่ำได้ นั่นคือเรากำลังติดกับดักการคิดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มจะจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรกดเงินสดด้วยซ้ำ (ดูวิธีคำนวณดอกเบี้ยของบัตรเครดิตใน เทคนิคการปิดหนี้บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล)